เปิดจดหมายตัดพ้อ คราว “พระนางสุภยาลัต” ทวงคืน “กษัตริย์ธีบอ” จากพี่สาวของตน

พระนางสุภยาจี พระนางสุภยาลัต พระเจ้าธีบอ
(จากซ้าย) พระนางสุภยาจี พระนางสุภยาลัต และพระเจ้าธีบอ ของพม่า

เปิดจดหมายตัดพ้อ คราวพระนางสุภยาลัตทวงคืนกษัตริย์ธีบอจากพระนางสุภยาจี “พี่สาว” ของตน

“พระนางสุภยาลัต” ราชินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบอง เป็นที่รับรู้ในประวัติศาสตร์พม่าด้วยสถานะ “จำเลยหมายเลขหนึ่ง” ผู้พาราชอาณาจักรอังวะไปสู่กาลอวสาน หลังจากพระนางขึ้นสู่อำนาจสูงสุดขณะพระชนมายุ 19 พรรษา และสูญเสียอำนาจไปตอนพระชนมายุ 27 พรรษา เมื่อกองทัพเรืออังกฤษเข้ายึดกรุงมัณฑะเลย์ใน พ.ศ. 2428

เรื่องราวของพระนางสุภยาลัตที่บันทึกและถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา มักเต็มไปด้วยความโหดร้ายตลอด 7 ปีที่พระนางอยู่เคียงคู่ราชบัลลังก์พระเจ้าธีบอ ผู้เป็นทั้งพระเชษฐาและพระสวามี โดยเฉพาะเสียงเล่าลือเรื่องความร้ายกาจ จากกรณีที่พระนาง “แย่ง” พระเจ้าธีบอจาก “พี่สาว” แท้ ๆ ผู้มีตำแหน่งเป็นอัครมเหสี

ราชินีสุภยาลัต พระเจ้าธีบอ
ราชินีสุภยาลัตและพระเจ้าธีบอ (ภาพจากหนังสือ Thibaw’s Queen)

แต่ สุภัตรา ภูมิประภาส ได้เผยอีกตัวตนของพระนางสุภยาลัต ในบทความ “วันเวลาก่อนสิ้นสลาย : ราชินีสุภยาลัต นางพญากษัตริย์สุดท้ายของพม่า” นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม พ.ศ. 2558 เป็นเรื่องราวความรักระหว่าง “เจ้าหญิงสุภยาลัต” กับ “เจ้าชายธีบอ” ที่ไม่ค่อยแพร่หลายนัก ทั้งที่หากใครได้ทราบก็อาจนึกเห็นใจพระนางขึ้นมาได้

สุภัตราอ้างอิงข้อมูลหนังสือ “Thibaw’s Queen” ของ แฮโรลด์ ฟีลดิ้ง-ฮอลล์ (Harold Fielding-Hall) เป็นหลัก เพราะมีคำบอกเล่าจาก “นางกำนัล” ที่มีโอกาสถวายงานรับใช้ข้างกายราชินีองค์นี้เป็นเวลา 4 ปี ก่อนพม่าเสียเมืองให้อังกฤษ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2442 ขณะที่พระนางและพระราชสวามีสูญสิ้นอำนาจไปแล้ว และต้องถูกเนรเทศไปใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียตามคำสั่งของอังกฤษ

จากคำบอกเล่าของนางกำนัล ฟีลดิ้ง-ฮอลล์ ให้ความเห็นถึงความร้ายกาจของพระนางสุภยาลัตว่า จริง ๆ แล้วพระนางแทบไม่ต่างจากสตรีคนอื่น ๆ เลย “พระเจ้าธีบอรักพระนางมาก และพระนางก็รักพระองค์มากเช่นกัน หากพระนางร้ายกาจจริงอย่างที่คนกล่าวหาจะได้รับความรักเยี่ยงนี้หรือ”

ประจักษ์พยานความรักอันลึกซึ้งของทั้งคู่ ปรากฏอยู่ในจดหมายที่เจ้าหญิงสุภยาลัตทรงเขียนถึงเจ้าชายธีบอ ในวันที่ราชสำนักพม่าเลือกเจ้าชายเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังจากพระเจ้ามินดง พระราชบิดาสวรรคต เนื้อความในจดหมายดังกล่าวมีลักษณะการ “ตัดพ้อ” พระเจ้าธีบออย่างโจ่งแจ้ง แปลเป็นภาษาไทย ดังนี้ [ปรับย่อหน้าใหม่และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกอง บก. ศิลปวัฒนธรรม]

“บัดนี้ฝ่าบาทได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว และหม่อมฉัน เจ้าหญิงกลาง ผู้เป็นน้องสาวของฝ่าบาทขอแสดงความยินดีกับพระองค์ด้วย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร และตอนนี้เป็นที่เลื่องลือกันว่าพระองค์จะต้องทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงใหญ่ซึ่งเป็นพี่สาวของหม่อมฉัน แต่หากพระองค์จะทรงหยุดคิดสักนิดสิ่งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น

พี่สาวของหม่อมฉันเคยใส่ใจฝ่าบาทบ้างหรือไม่ เคยทำสิ่งใดเพื่อฝ่าบาทบ้าง ตอนที่ฝ่าบาทถูกส่งตัวออกจากวังไปบวชเรียนที่วัด นางเคยเขียนจดหมายถึงฝ่าบาทบ้างหรือไม่เพคะ เคยส่งปัจจัยและสิ่งของไปให้ฝ่าบาทบ้างหรือไม่เพคะ

จดหมายและข้าวของพวกนั้นอยู่ที่ไหนกันเล่า จะค้นเจอได้จากที่แห่งใดบ้าง ฝ่าบาทย่อมทรงทราบดีว่ามิได้เป็นเช่นนั้น ไม่มีผู้ใดเขียนจดหมายถึงฝ่าบาทเลยนอกจากหม่อมฉัน เจ้าหญิงกลาง ไม่เคยมีใครรำลึกถึงฝ่าบาท หรือแม้แต่ส่งของขวัญให้ฝ่าบาทนอกจากหม่อมฉัน ผู้ใดสามารถนับได้ว่าหม่อมฉันเขียนจดหมายถึงฝ่าบาทกี่ฉบับหรือวัดความรักที่หม่อมฉันมีต่อพระองค์ได้บ้างเพคะ สิ่งเหล่านั้นมากมายเกินหยั่งถึง ขอให้ฝ่าบาททรงตรึกตรองดูเถิด

ขอให้พระองค์ย้อนรำลึกถึงความหลัง แล้วพระองค์จะทรงมั่นใจว่าพระองค์ไม่อาจจะมีผู้ใดสมควรเป็นราชินีของพระองค์ได้นอกจากหม่อมฉัน”

พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า วาระสุดท้ายเจ้าชายยะหน่อง
พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า (ภาพ : Wikimedia Commons)

สุภัตราเผยว่า ราชสำนักพม่าไม่ได้ใส่ใจความรักระหว่างเจ้าชายธีบอกับเจ้าหญิงสุภยาลัตนัก แม้แต่ตอนที่ส่งจดหมายไปถึงพระเจ้าธีบอ ทุกคนยังคงวุ่นวายกับการเตรียมพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์กับ “เจ้าหญิงสุภยาจี” (เจ้าหญิงใหญ่) ภคินีร่วมพระชนก-ชนนี ของเจ้าหญิงสุภยาลัต เพราะตามจารีตประเพณีราชสำนักพม่า “พี่สาวคนโต” จะมีสิทธิ์เป็นพระอัครมเหสีก่อน จากนั้นกษัตริย์จะไปมีมเหสีรองหรือนางสนมอีกกี่คนก็เป็นสิทธิ์ของพระองค์

ความเจ็บช้ำน้ำใจที่จารีตโบราณพรากชายคนรักไป ประกอบกับการที่พระนางซินผิ่วมะฉิ่น พระชนนี ก็ไม่มีทีท่าให้การสนับสนุน เจ้าหญิงสุภยาลัตจึงต้องทรงดิ้นรนเพื่อทวงคืนพระเจ้าธีบอด้วยองค์เอง

นางกำนัลเล่าให้ฟีลดิ้ง-ฮอลล์ ฟังว่า “พระนางทรงรักเจ้าชายธีบอเสมอมาตั้งแต่สมัยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าพระองค์จะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ฉันเชื่อเหลือเกินว่าแม้เจ้าชายจะไม่ได้ขึ้นครองราชย์ พระนางก็คงอภิเษกสมรสกับพระองค์อยู่ดี บุรุษผู้นี้ (เจ้าชาย) ต่างหากที่พระนางต้องการ หาใช่พระเจ้าแผ่นดิน แต่แน่ละว่าหากบุรุษผู้นั้นได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก”

ยังมีอีกเรื่องเล่าใน “คำให้การของนายจาด” ชาวสยามที่สอนภาษาไทยให้ลูก ๆ ของขุนนางในราชสำนักที่กรุงมัณฑะเลย์ ระหว่าง พ.ศ. 2417-2422 ซึ่งเป็นช่วงปลายแผ่นดินพระเจ้ามินดง ต่อเนื่องต้นแผ่นดินพระเจ้าธีบอ นายจาดบอกว่า “เจ้าสุพยาลัด (สุภยาลัต) ธิดาของพระนางอะเลนันดอ (ซินผิ่วมะฉิ่น) รักใคร่อยู่กับเจ้าสิมโป (ธีบอ) พระนางอะเลนันดอไม่มีโอรส มีแต่ธิดา จึงเป็นเหตุให้นางนี้คิดอ่านชิงราชสมบัติให้แก่เจ้าสิมโป”

หลังจากเจ้าหญิงสุภยาลัตทรงส่งจดหมายตัดพ้อต่อว่าชายคนรัก ผู้ออกจากวัดไปเป็นกษัตริย์อย่างเหนือความคาดหมาย จากนั้นพระนางก็ทรงย้ายเข้าไปอยู่ในพระตำหนักพระเจ้าแผ่นดินทันทีก่อนมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อทรงยอมให้พระเจ้าธีบอเข้าพิธีอภิเษกกับ “เจ้าหญิงใหญ่” ตามโบราณราชประเพณีเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏว่าพระนางสุภยาจีทรงเป็นราชินีอยู่เพียงวันเดียว (วันอภิเษก) เท่านั้น…

เพราะหลังจากนั้น “หากมีใครเอ่ยถึงพระราชินี เป็นที่รู้กันว่าย่อมหมายถึงเจ้าหญิงสุภยาลัต ไม่มีพระราชินีองค์อื่นอีกนอกจากพระนาง”

เรื่องราวชิงรักหักสวาทที่ลือลั่นราชสำนักพม่า เมื่อคราวพระเจ้าธีบอขึ้นเสวยราชย์ จึงจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าหญิงวัย 19 ชันษาอย่าง “พระนางสุภยาลัต”

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

สุภัตรา ภูมิประภาส. “วันเวลาก่อนสิ้นสลาย : ราชินีสุภยาลัต นางพญากษัตริย์สุดท้ายของพม่า”. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558.

ฟีลดิ้ง-ฮอลล์, แฮโรลด์. สุภัตรา ภูมิประภาส และสุภิดา แก้วสุขสมบัติ แปล. (2560). ราชินีศุภยาลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน. กรุงเทพ: มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568