สัมภาษณ์พิเศษ “ชาญวิทย์-ธงชัย” 6 ตุลา “ลืมไม่ได้จำไม่ลง” แต่วันหนึ่งคนจะลืมอยู่ดี (?)

สัมภาษณ์พิเศษ ชาญวิทย์-ธงชัย 6 ตุลา ลืมไม่ได้จำไม่ลง

6 ตุลาคม 2568 ครบรอบ 49 ปี เหตุการณ์ “6 ตุลา 2519” สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นยังคงอยู่ในความคิดและความทรงจำของผู้คนจำนวนมาก จนเกิดภาวะ “ลืมไม่ได้จำไม่ลง” โดยเฉพาะ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล หนึ่งในผู้ร่วมเหตุการณ์ และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการผลักดันเรื่องความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา มาตลอดหลายสิบปี

ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519 สำนักพิมพ์ มติชน
ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519 ฉบับแปลของ “MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok”

ในที่สุดผลงานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับ 6 ตุลา ที่ทั้งโดดเด่นและลุ่มลึกของ อ. ธงชัย ซึ่งมีต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ “MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok” ก็มีฉบับแปลภาษาไทย ในชื่อ “ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” (สำนักพิมพ์มติชน) ผลงานการแปลของ สุภัตรา ภูมิประภาส นักแปลแถวหน้าของไทย

โอกาสนี้ ศิลปวัฒนธรรม ได้พูดคุยกับ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้มีส่วนในการขับเคลื่อนเรื่องความทรงจำเหตุการณ์ 6 ตุลา อีกท่าน รวมถึง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ผู้เขียนต้นฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งมาเล่าถึง “ความพิเศษ” ของ“ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” เล่มนี้ และสิ่งที่ตกผลึกจากการศึกษาเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา รวมถึงประเด็นน่าสนใจอีกมากมาย เพื่อรำลึกถึงโศกนาฏกรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2519 กันอีกครั้ง

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : ไม่อ่านเล่มนี้ ระวังเชย!

ความโดดเด่นของ “ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” คืออะไร?

หนังสือเล่มนี้ ด้านหนึ่งก็คล้าย ๆ บันทึกความทรงจำ (เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519) ของ อ. ธงชัย วินิจจะกูล ขณะเดียวกันก็เป็นงานวิชาการที่มีความพิเศษคือความ “รอบด้าน”

ที่ว่าเป็นบันทึกความทรงจำ เพราะ อ. ธงชัย เป็นผู้นำนักศึกษารุ่นนั้น เป็นโฆษกหลักของการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จึงมีทั้งรายละเอียดจากตัวเอง และการศึกษาข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ จากการสัมภาษณ์ พูดคุย ที่สำคัญคือมีความพยายามที่จะมองจากมุมมองของฝ่ายขวา ฝ่ายผู้กระทำ หรือฆาตกร และกองเชียร์ฆาตกร ไม่ได้ดูจากประสบการณ์ส่วนตัวเพียงด้านเดียว

อย่างที่เราทราบ เย็นวันที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เกิดการรัฐประหาร หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ถูกปิด บางฉบับไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดอีกต่อไป ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์วันนั้นเลยมีจำกัด แต่งานของ อ. ธงชัย มีความพิเศษที่ค้นข้อมูลได้เยอะมาก ด้วยความที่เป็นอาจารย์อยู่ต่างประเทศ เลยมีข้อมูลจากต่างประเทศด้วย ประกอบกับข้อมูลจากทางราชการ ซึ่งเก็บไว้ในลักษณะจดหมายเหตุสำนักอัยการ ซึ่งก็มีเรื่องราวการสอบสวนคดีนี้ในเบื้องต้น

ถ้าดูจากข้อมูลของฝ่ายถูกกระทำในจำนวน 3,000 คนที่หนีเข้าป่าแล้วกลับออกมา “พัฒนาชาติไทย” ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “คำสั่ง 66/23” หลายคนเขียนบันทึกความทรงจำ แต่นั่นเป็นเรื่องของตัวบุคคล จากประสบการณ์ของตัวเอง

อ. ธงชัยเองมีประสบการณ์ตั้งแต่ติดคุก ได้รับนิรโทษกรรม ไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรี เรียนปริญญาเอกต่างประเทศ กลับมาทำงานธรรมศาสตร์ 3 ปี กว่าจะออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ก็ต้องรออยู่กว่า 20 ปี ถึงเริ่มต้นศึกษา ใช้เวลาเขียนอีก 20 ปี ค่อย ๆ เขียนออกมาอย่างปราณีต จนแปลเป็นไทยได้ 500 กว่าหน้า อารัมภบทหลายสิบหน้า และเชิงอรรถอีก 70 กว่าหน้า คือมีข้อมูลที่หลากหลายมาก ๆ

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

คาดว่าเล่มนี้จะมีอิทธิพลต่อสังคมไทยและคนรุ่นใหม่หรือไม่?

เชื่อว่าหนังสือจะมีอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่ เรื่อง 6 ตุลา มันคือคำที่บอกว่า “อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ” มีหลายเหตุการณ์ที่เราเห็นได้ชัดว่าคนรุ่นใหม่สนใจอยากรู้เรื่อง 6 ตุลา ช่วงม็อบเยาวชนปี 2563 มีการชุมนุมที่ลานพญานาค และฉายภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา รุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) ออกมาพูดถึง 10 ข้อเสนอ ซึ่ง 6 ตุลา ถูกดึงมาใช้ในงานนั้น อีกอันคือมิวสิกวิดีโอ “ประเทศกูมี” ก็เอาภาพ 6 ตุลามาประกอบการเล่าเรื่อง คนดูเป็นล้าน แปลว่าคนรุ่นใหม่สนใจ

ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้คนก็น่าจะมีคนให้ความสนใจกันมาก และกลายเป็นหนังสือเบสต์ เซลเลอร์

ผลงานเล่มนี้ช่วยขยายพรมแดนความรู้เรื่อง 6 ตุลาได้มากน้อยแค่ไหน?

รัฐไทยจัดการความทรงจำเรื่อง 6 ตุลา เคยสร้างเป็นเวอร์ชันของเขา แต่ไม่มีใครเชื่อ เลยเลิกเผยแพร่ จะพิมพ์เผยแพร่ก็เหมือนประจานตัวเอง นี่คือความประหลาดของเหตุการณ์ 6 ตุลา รัฐจะกุมประวัติศาสตร์เอาไว้ในมือ ให้อยู่ในตำราเรียนกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม แต่เขาทำแบบนั้นกับ 6 ตุลาไม่ได้

ลองนึกถึงหัวอกอธิบดีกรมศิลปากร หรือรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม มาทำเรื่อง 6 ตุลา แค่คิดเหมือนถูกกีดกันด้วยตัวมันเอง เขาจะบอกว่ามันสร้างความแตกแยก แตกความสามัคคี

แต่จริง ๆ แล้วประวัติศาสตร์มันมีทั้งเรื่องความสามัคคีและแตกความสามัคคี

6 ตุลา ต่างจาก 14 ตุลา ที่ประเด็นหลังรัฐกล้าพูดถึง ซึ่งนักศึกษาชนะ และไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะพวกเขาเดินออกไปพร้อมธงชาติ เชิดชูศาสนา และชูรูปพระมหากษัตริย์-ราชินี แต่สำหรับ 6 ตุลา นักศึกษาถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นญวน

ส่วนผู้แปล คุณแหม่ม (สุภัตรา ภูมิประภาส) เป็นนักแปลที่เก่งมาก ผมว่าเป็นมือหนึ่งของประเทศเลย ซึ่งคุณแหม่มเองร่วมอยู่ในเหตุการณ์และถูกจับกุมตัวในวันนั้นด้วย บทต้น ๆ ของหนังสือเลยมีส่วนที่แกเขียนความทรงจำแถมเอาไว้

เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้จะขยายพรมแดนความรู้เรื่อง 6 ตุลา อย่างแน่นอน เพราะมาจากคนเขียนที่ดังไม่ใช่แค่ระดับประเทศไทย แต่ระดับโลก การได้รางวัล แกรนด์ไพรซ์ ของฟุกุโอกะ (ฟุกุโอกะไพรซ์ 2023) เป็นเครื่องการันตีได้ ใครไม่อ่านก็อาจจะเชยไปเลย…

6 ตุลาคม 2519 นักศึกษา ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร ล้อมปราบ
เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ธงชัย วินิจจะกูล : ประวัติศาสตร์โหดร้าย เต็มไปด้วยความลวง และวันหนึ่งคนจะลืม “6 ตุลา”

หนังสือตั้งใจบอกอะไรเกี่ยวกับ “6 ตุลา” กันแน่?

ธีมหลักของหนังสือคือการพูดถึง “ความทรงจำ” เกี่ยวกับ 6 ตุลา เป็นความทรงจำที่เปลี่ยนไปในรอบ 40 ปีหลังเหตุการณ์ ส่วนจะต่างจากงานของคนอื่นยังไงผมไม่กล้ารับประกัน เพราะคนที่พูดเรื่อง 6 ตุลา เยอะ ๆ ก็เป็นผมอีกนั่นแหละ (หัวเราะ) ยังคิดด้วยซ้ำว่ามันไม่ดี มัน “dominate” (ครอบงำ) จนเกินไป อยากให้คนอื่นพูดในแบบเขามากขึ้นเหมือนกัน

ที่แน่ ๆ คือหนังสือเล่าเหตุการณ์ 6 ตุลาน้อยมาก มีบทเดียว จริง ๆ ไม่เต็มบทด้วยซ้ำ ผมทิ้งท้ายถึงปริศนาที่น่าสงสัยที่ยังตอบไม่ได้อีก 10 กว่าข้อ ส่วนที่เหลือทั้งหมดของหนังสือไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ตอบคำถามว่าสถานการณ์หลังเหตุการณ์นั้น มีผลต่อความทรงจำ 6 ตุลา ยังไง หรือเรื่อง 6 ตุลา มีผลต่อเรื่องเหล่านั้นอย่างไร

ส่วนบท 3-6 จะเป็นช่วงหลังเหตุการณ์จนถึงคดี 6 ตุลา ปี 2521 และหลังจากนั้นถึงปี 2530 ว่าเป็นยังไง งานรำลึก 20 ปี เมื่อ พ.ศ. 2539 มีผลยังไงต่อการทำให้สังคมไทยรับรู้มากขึ้น มีผลยังไงต่อการทำให้สังคมไทยพูดเรื่องอะไรได้ แต่พูดเรื่องอะไรไม่ได้

ครึ่งหลังของหนังสือจะไปเน้นในแต่ละด้าน เช่น “ความเงียบ” คนมักจะคิดว่าความเงียบเป็นผลจากการปราบปราม ผมว่าไม่จริงเสมอไป ความเงียบบางอย่างก็เป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเสีย หรือมีบทหนึ่งพูดถึงเงื่อนไขปัจจัยทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ พุทธศาสนา ความเป็นไทย ที่มีผลทำให้คนประมาณ ทศวรรษ 2540-2550 ที่คนรับรู้เรื่อง 6 ตุลา มากขึ้นแต่ยังไม่ชัดเจน 

ปัจจัยเหล่านั้นมันก่อร่างประเด็นความการเข้าใจเรื่อง 6 ตุลา ขึ้นมาแบบหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมกับสภาพการณ์ตอนนั้น ผมเรียกว่า “เหตุการณ์ 16 ตุลา” ซึ่งมันไม่มีอยู่จริง แต่คนหลายคนกลับเอาเหตุการณ์ 14 ตุลา กับ 6 ตุลา มาผสมกัน มันไม่ใช่เรื่องที่คนบังเอิญพูดผิด แต่เป็นเรื่องของเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้คนเอามาสร้างเป็นเรื่องใหม่ 

บางส่วนของหนังสือเล่มนี้ เช่น บทที่ 9 ที่พูดถึงฝ่ายขวา อาจจะดูคล้ายกับหนังสือภาษาไทยที่เคยออกมาแล้วเป็นเล่มสีส้ม (6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง, สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน) ซึ่งละเอียดกว่าเล่มนี้ เพราะเล่มนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะเน้นเรื่องฝ่ายขวา เลยเป็นแค่ 1 ใน 10 บท

ผมต้องการให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขทางการเมือง ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การรัฐประหาร การเลือกตั้ง แต่หมายถึงบรรยากาศ การพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชน อำนาจรัฐที่มากขึ้นหรือน้อยลง ความนิยมเจ้ามากขึ้นหรือน้อยลง มีผลทำให้ความทรงจำ 6 ตุลา ของทั้งฝ่ายผู้กระทำ ผู้ถูกระทำ และคนทั่ว ๆ ไป ที่เฝ้าสังเกตและติดตามการเมืองเปลี่ยนไปยังไง

ความยากในการเขียนงานวิชาการที่ส่วนหนึ่งคือ “ความทรงจำ” ที่อยู่ร่วมเหตุการณ์คืออะไร?

แต่ละส่วนยากง่ายคนละแบบ เรื่องที่ส่วนตัวมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็จะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แต่มันไม่ใช่แค่อารมณ์ความรู้สึกอย่างเดียว ผมจะเรียกว่ามันเป็นการ “ครุ่นคิด” กับมันในแบบหนึ่ง ครุ่นคิดแบบวิเคราะห์ว่าทำไมคนเปลี่ยนไป ครุ่นคิดว่าทำไมคนเปลี่ยนความคิด ทำไมคนไม่รู้สึกผิดเลย ทำไมคนกลัวที่จะพูดถึงขนาดนั้น อะไรแบบนี้ เราครุ่นคิดแบบนี้ ซึ่งมันไม่ใช่การวิเคราะห์สังคมและการเมือง ปัญหาคือพอมันเกี่ยวกับตัวเองก็ทำให้ผมชะงักไปหลายครั้ง บางทีเป็นเดือน

ส่วนการทำเป็นงานวิชาการก็เป็นความท้าทายอีกแบบ ผมเป็นคนไม่ชอบทำอะไรง่าย ๆ มันไม่ท้าทาย ถ้าทำก็จะให้เวลากับการคิดวิเคราะห์เยอะมาก อย่างที่บอกนี่ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับตัวเรา มันคือความทรงจำที่เปลี่ยนไปเพราะปัจจัย การเมือง กาลเวลา ที่มากระทบความทรงจำ มันหมายถึงอะไรบ้าง

ผมได้คำหนึ่งที่ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเอาคำนี้ออกมาได้คือ “ประวัติศาสตร์โหดร้าย” คำว่าประวัติศาสตร์ในทุก ๆ ความหมายโหดร้าย ไปวิเคราะห์เพิ่มกันเองนะ เพราะทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษคำว่า “ประวัติศาสตร์” มีมากกว่าหนึ่งความหมาย ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลง และอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์ “ฆ่า” คนได้ และเต็มไปด้วยความลวง

ทั้ง ๆ ที่เรามักพูดว่าเราใช้ประวัติศาสตร์หา “ความจริง” แต่ผลที่ได้คือ “ความลวง”

มันอาจจะนอกเรื่อง แต่อยากให้ลองคิดตามดู คุณคิดไหมว่าจนถึงปัจจุบันเรารู้ว่าประวัติศาสตร์มากมายที่เราเคยรู้มันผิด ผิดเต็มไปหมด แล้วที่ผ่านมามนุษย์เติบโตมาได้ยังไง มนุษย์ก็เติบโตมากับความลวง โตมาท่ามกลางประวัติศาสตร์ผิด ๆ แต่มนุษย์ก็ไม่ได้พังพินาศหรือสูญพันธุ์ แล้วเชื่อได้ไงว่าปัจจุบันที่เรารู้กันอยู่มันถูก การรู้แบบไม่ถูกมันทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ไหม? คำตอบคือ ไม่

แล้วมนุษย์ก็เติบโตมาท่ามกลางประวัติศาสตร์ผิด ๆ มาโดยตลอด เป็นปกติ ประวัติศาสตร์ผิด ๆ ความทรงจำผิด ๆ เหล่านี้แหละเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโตของเรา

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล

เหตุการณ์ปี 2563 เกี่ยวกับขบวนการเยาวชน-ม็อบราษฎร ที่เกือบจะใส่เพิ่ม แต่หนังสือพิมพ์เสร็จไปก่อน

ผมไม่รู้อะไรมาก กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงโควิด ผมกักตัวอยู่บ้าน อยู่ต่างประเทศ ได้แต่อ่านและฟังข่าว เขาบอกว่าเรามีอิทธิพลมาก ไม่มี ผมอยู่คนละที่เลย แต่หนังสือเราจะมีอิทธิพลไหมอันนี้ผมก็บังคับไม่ได้ เขาบอกหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ ซึ่งผมเขียนมาก่อนปี 2563 ทั้งนั้น

ที่ผมฟังมา 6 ตุลา เหมือนกุญแจหรือประตูที่ทำให้คนเข้าใจการเมือง เข้าใจสถาบันต่าง ๆ ไม่ได้หมายถึงสถาบันกษัตริย์เท่านั้นนะ สถาบันทหาร สถาบันทางวัฒนธรรมไทย เป็นกุญแจให้เขาเห็นปัญหา ตาสว่าง จนมีการพูดถึงกันเยอะ หนังสือผมออกมาเดือนมีนาคมปีนั้น (2563) จริง ๆ หนังสือเล่มนี้ผมก็ชะงักไปหลายปีในช่วงเสื้อแดง-เสื้อเหลือง เพราะรู้สึกว่าอยากรอให้ฝุ่นหายตลบก่อน ซึ่งก็เป็นบทเรียนว่ามันมีประโยชน์

ฉะนั้นถ้าผมมีโอกาสเขียนอีกบท ผมจะเริ่มต้นว่า 6 ตุลา ไปมีส่วนกับกระบวนการปี 2563 และกระบวนการปี 2563 เองก็มีส่วนกับความทรงจำ 6 ตุลา ทำให้มันเป็นที่รับรู้กว้างขวางมากขึ้นเยอะเลย 

ขณะที่เราจัดงานเรา พูดอยู่นั่น เขียนหนังสือให้คนรุ่นหลังรับรู้ เราไม่สามารถบอกอย่างจริงจังได้ว่า เขารับรู้จริงหรือ? หรือเขาแคร์มันจริง ๆ จนกระทั่งหลังปี 2563 เราถึงได้รู้ว่า เออ…จริง แต่จะสืบทอดอย่างต่อเนื่องไหม อันนี้เราไม่รู้ เป็นเรื่องของอนาคต

อย่างตอนนี้กระแสก็โรยลง พวกเขาก็ถูกรังแก ถูกกฎหมายเล่นงานกันเยอะ มันพูดยาก

ถ้ามีโอกาสเขียน ผมจะเริ่มบทนั้นด้วยการบอกว่า ที่ลานพญานาควันที่ 10 สิงหาคม 2563 มีการพูดถึงเรื่องนี้ยังไง ถ้าคุณจำได้มันมีการฉายภาพ 6 ตุลา พร้อมเพลงพระราชนิพนธ์ ทั้งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย คนบนเวทีก็ปราศรัยเรื่องอื่นไป แล้วให้คนดูประกอบสร้างเรื่องราวกันเอง จะประกอบสร้างยังไงก็มีสิทธิ์ทำได้หลายแบบ รู้แต่ว่า 6 ตุลา มีผลต่อขบวนการสมัยนั้น และขบวนการสมัยนั้นกลับมามีผลต่อความทรงจำ 6 ตุลา

อย่าลืมว่าธีมของหนังสือเล่มนี้คือ ความเปลี่ยนแปลงของการเมืองในความหมายกว้าง วัฒนธรรมการเมือง บรรยากาศการเมือง ที่มีผลต่อความทรงจำ การรับรู้เรื่อง 6 ตุลา เพราะฉะนั้นในกรณีขบวนการปี 2563 เกี่ยวแน่

ความรู้สึกที่หนังสือได้แปลเป็นภาษาไทย

ดีใจ แต่ละเล่มใช้เวลานานในการเขียน ผมจะบอกว่าเล่มนี้อ่านง่ายกว่าเล่มแรก (6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง) คนละสไตล์กัน เล่มแรกผมเปิดให้เห็นว่าประวัติศาสตร์สามารถคิดต่างได้ แต่เล่มนี้ทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์มันโหดร้าย ความทรงจำเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ พอแปลออกมาก็ดีใจ

คุณแหม่ม (สุภัตรา ภูมิประภาส) เองคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ อาจจะยากบทที่ 1 ก็ต้องปรับกันพอสมควร หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปล คุณแหม่มเป็นคนแปล ฉะนั้นเขาเป็นเจ้าของ ผมเป็นเจ้าของเรียบร้อยไปแล้วตอนพิมพ์ครั้งแรก ต้องไปถามคุณแหม่มว่าคิดยังไงถึงแปล เขาคาดหวังอะไรจากงานแปลนี้ งานนี้จริง ๆ แล้วเจ้าของเบอร์ 1 คือ สุภัตรา ภูมิประภาส

หนังสือเปลี่ยนความทรงจำหรือการรับรู้ของอาจารย์ด้วยไหม?

เปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องวันนั้นเกิดอะไรขึ้นนะ อันนั้นไม่เปลี่ยน อาจจะลืมรายละเอียดไปบ้าง แต่หลัก ๆ แล้วไม่เปลี่ยน แต่ด้วยความที่สิ่งที่หนังสือพยายามบอกไม่ใช่เรื่องคนจำยังไง แต่คือความหมาย ความสำคัญ คุณค่า ผลดี ผลเสีย ผลกระทบต่อตัวเรา ต่อสังคม อะไรเหล่านี้ มันเป็นการให้ความหมาย ความทรงจำเป็นการให้ความหมาย สำหรับผมมันเปลี่ยน

เช่น ระยะแรกอาจจะเจ็บแค้น สำหรับผมเองไม่นานผมก็เลิกเจ็บแค้น เพียงแต่รู้สึกว่ามันแย่ มันน่าเศร้า มันเจ็บปวด ผมยังร้องไห้เพราะมันได้บ่อย ๆ จนประมาณ 20-30 ปีให้หลัง ผมก็แทบไม่ร้องไห้เลย อาจจะเพราะร้องมากเกินไปแล้ว ส่วนหนึ่งคงเพราะการที่คนพูดถึงมัน ทำให้ผมรู้สึกว่าเราไม่เก็บไว้คนเดียว เราแชร์ออกมา มีคนร่วมแชร์ด้วย มันเลยง่ายขึ้นที่เราจะใช้ชีวิตอยู่กับมันได้

ผมยังคิดถึงมันทุกวัน แต่การคิดถึงมันทุกวันไม่ได้คิดเหมือนเดิม ผมยังคิดว่าตัวเองควรทำอะไรให้ดีกว่านั้นไหมในเช้าวันนั้น ไม่ใช่แค่อย่างที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีคำตอบ อาจเพราะสุดท้ายเราหาไม่เจอเอง แต่รู้สึกอดคิดไม่ได้ว่าเราควรจะทำอย่างนู้นอย่างนี้ดีไหม เพื่อช่วยให้คนไม่ต้องเสียมากขนาดนั้น นี่คือระยะแรก ๆ แต่หลังจากนั้นก็ยังคิดนะ เพียงแต่ได้หมกมุ่นหรือเคร่งเครียดกับมันเกินไป

ระยะต่อมาคำถามหลัก ๆ คือ ทำยังไงถึงจะทำให้คน “ไม่ลืม” ระยะนั้นเกิดขึ้นในภาวะ 20-30 ปี ที่คนรู้จัก 6 ตุลา แต่ไม่พูดถึงเลย จนกระทั่งเริ่มพูดถึงหน่อย ๆ ทำยังไงให้คนมองเห็นและสร้างความหมายกับมัน เริ่มจากพวกผมกันเองที่ผ่านเหตุการณ์กันมา แต่ละคนไม่จำเป็นต้องคิดและให้ความหมายกับมันเหมือนกัน เอาง่าย ๆ มันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องเสียที่เกิด 6 ตุลา นี่ยกตัวอย่างนะ ให้เห็นว่าเขาจะคิดว่ามันดีหรือเสียยังไงก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดคือให้คนในสังคมไทยตระหนักและคิดถึงมัน

โดยเฉพาะปีหลัง ๆ ที่คนพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเด็นที่มาในหัวผมมากขึ้นคืองานเกี่ยวกับเรื่อง “การลอยนวลพ้นผิด” ในโอกาสรำลึก 40 ปี 6 ตุลา (2559) เพราะผมคิดเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ใช่เรื่องการทำให้คนไม่ลืมแล้ว ผมคิดกับมันก่อนเกิดกระบวนการปี 2563 ด้วยซ้ำ เพราะผมคิดว่าคนพอจะรับรู้แล้ว เลยอยากให้คนคิดถึงมันในแง่ที่ว่าสังคมไทยเต็มไปด้วยการลอยนวลพ้นผิด

พูดอย่างตรงไปตรงมา การจะอาศัย 6 ตุลา เป็นช่องทางในการขจัดหรือยุติการลอยนวลพ้นผิด ผมว่ายาก แต่อย่างน้อยที่สุดมันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนให้คนตระหนักในเรื่องนี้ แล้วเขาจะไปจัดการในเรื่องอื่น กรณีอื่นกันต่อไป

เจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามผู้ชุมนุมในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 (ภาพจากศูนย์ข้อมูลมติชน ถ่ายสำเนาจากหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

49 ปีผ่านไป “รัฐไทย” จะกล้ายอมรับไหม?

ไม่เห็นความเป็นไปได้ครับ คุณเคยคิดไหมว่าทำไมเกาหลีเขารำลึกเหตุการณ์กวางจู (Gwangju Uprising, 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1980) ได้อย่างเป็นหลักเป็นฐาน มีมูลนิธิ มีงานเลี้ยงใหญ่โต เคยคิดไหมว่าที่อินโดนีเซีย ค.ศ. 1965 คนตายหลายแสนหรือเกือบล้าน ทุกวันนี้ยังไม่สะสาง จะบอกเขาลืมก็ไม่ใช่ เคยคิดไหมว่ารัฐไทยสามารถทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้ คำตอบคือ “regime change” เกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้หรือไม่ ในแบบใด ในขณะไหน?

เกาหลีเกิด regime change ไทยอาจจะอีกขั้วหนึ่งคือไม่เกิด regime change แปลว่าอะไร? ไปแปลเอง มันมีผลต่อความทรงจำเรื่องแบบนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คนที่มีส่วนในการสั่งการให้เกิดยังมีชีวิตอยู่ เขาตายไปหลายคนแล้ว แต่ regime ยังไม่เปลี่ยน เขาจะขุดคุ้ยทำไมในเมื่อมันจะยุติการลอยนวลพ้นผิด ระบบอุปถัมภ์พัง เขายอมไม่ได้ แต่ถ้า regime change เขาจะใส่ใจเรื่องนี้น้อยหน่อย แล้วใช้กฎหมายอย่างไม่แคร์หน้าอินทร์หน้าพรหม อินโดนีเซียอยู่ในภาวะก้ำกึ่ง เขาไม่กล้าแตะทหาร

เพราะอย่างนี้ผมเลยบอกเพื่อนฝูงว่า “ทำใจซะว่าวันหนึ่งคนจะลืม 6 ตุลา” ถ้า regime ยังไม่ change

เพราะมันเกิดขึ้นมานานกว่าเสื้อแดง เกิดขึ้นมานานกว่าตากใบ กรณีเหล่านั้นยังมีคนคอยขับเคลื่อนอยู่ แต่ความทรงจำ 6 ตุลา คนรุ่นผมจะหมดแรงแล้ว 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นตัวหลักในการจัดการ ปล่อยเด็ก ๆ เขาทำไป ส่วนหนึ่งเพราะมีเขาขึ้นมาทำ ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่ไหว

ได้เวลาแล้วที่คนรุ่นหลังเขาจะทำ ส่วนเขาจะคิดกับ 6 ตุลา แบบไหน ปล่อยเขา ให้เขาทำไป ถามว่าคนรุ่นหลังจะมีสักกี่คน หรือกี่รุ่นที่ยังติดตามสนใจเรื่องแบบนี้ มันจะเล็กลง ๆ แล้วพวกผมก็ตายไป ต่อให้ไม่ตายก็จะไม่มีแรงมาจัดการ สิ่งนี้จะเกิดขึ้น

แล้ววิธีของ regime ประเทศไทยคือเขาไม่ต่อต้านกิจกรรมรำลึก เขาอยู่เฉย ๆ ให้งานมันอยู่ตรงหัวมุมตรงนั้นของ ม. ธรรมศาสตร์ต่อไป อย่าให้มัน “spill” ออกมาข้างนอก ให้มันถูกจำกัดอยู่ตรงนั้น โดยที่เขาไม่ต้องทำอะไรเลย

ในทางกลับกันถ้า regime change คนก็จะย้อนกลับมาเอาเรื่องเอาราวจนได้ แต่ผมคิดว่าพวกเราและยิ่งคนรุ่นผมไม่อยู่ในสถานะที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไร ผมถึงได้บอกเพื่อน ๆ ว่าถ้ามันค่อย ๆ เบาลงก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ผมไม่โทษเพื่อนฝูง กลับภูมิใจในพวกเขาหลายคนที่ต่อสู้และยันให้ความทรงจำนี้อยู่ในสังคมไทยจนคนรับรู้ ผมว่านี่เป็นวิธีตอบแทนเพื่อน ๆ ที่เสียชีวิตที่ดีที่สุด ถึงแม้เราจะฝืนธรรมชาติไม่ได้ว่าความทรงจำของคนมัน fade away” …

ท้ายที่สุดแล้วความทรงจำ 6 ตุลา จะเลือนหายไปจากความคิดของคนรุ่นหลังอย่างที่ อ. ธงชัย คาดการณ์ไว้หรือไม่ พวกเขาจะจดจำคนเดือนตุลาอย่างไร มีเพียงเวลาที่จะให้คำตอบได้ และนั่นคงจะเป็นบทสุดท้าย (ที่ยังไม่เขียน) อย่างแท้จริงของ “ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” …

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 ตุลาคม 2568