ร.4 ทรง “จัดฉาก” (?) ให้เจ้านายผู้ใหญ่ปฏิญาณตนหน้า “พระแก้ว” ว่าจะไม่แย่งราชบัลลังก์

พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประกอบเรื่อง ปฏิญาณตนหน้าพระแก้วมรกต
พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (ภาพจาก Wikimedia Commons)

กุศโลบายลองใจ ? เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรง “จัดฉาก” ให้ 3 เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ต้องมาปฏิญาณตนต่อหน้า “พระแก้วมรกต” ว่าจะไม่ทรงแย่งราชบัลลังก์จากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ หรือภายหลังคือ รัชกาลที่ 5

เป็นที่ทราบกันว่า ธรรมเนียมการสืบราชสมบัติของพระบรมราชวงศ์จักรีในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ได้มีแบบแผนแน่นอนว่าหากรัชกาลปัจจุบันเสด็จสวรรคต ราชบัลลังก์ต้องตกทอดสู่พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ แต่จะเป็นการหารือกันระหว่างพระบรมวงศานุวงศ์กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ (โดยเฉพาะสกุลบุนนาค) เพื่อเลือกเจ้านายผู้ทรงเหมาะสมที่สุดให้ขึ้นเสวยราชย์ เรียกรูปแบบนี้ว่า “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ”

แม้ไม่มีระบุธรรมเนียมดังกล่าวไว้ในกฎมณเฑียรบาล แต่เราเห็นแนวทางข้างต้นได้ชัดเจนมากจากกรณีการเลือกรัชกาลที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ขึ้นเสวยราชย์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงฉายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงฉายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ตลอดรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์มิได้ทรงกำหนดองค์รัชทายาทผู้สืบราชสมบัติไว้แต่อย่างใด แต่เชื่อได้ว่าทรงมีความปรารถนาที่จะให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (รัชกาลที่ 5) พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ได้เสวยราชย์ต่อจากพระองค์อยู่ ทั้งนี้ก็สุดแต่ว่าในอนาคตคณะที่ประชุมเจ้านายและขุนนางจะเห็นพ้องเลือกใคร

เพราะเมื่อครั้งทรงสถาปนาเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงกรมเป็น “กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ” เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2409 มีพระราชดำรัสถึงเจ้านาย 4 พระองค์ ได้แก่ “กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ กรมหมื่นบำราบปรปักษ์ กรมหมื่นวรจักรธรานุภาพ และกรมหมื่นอักษรสาสนโสภณ” ทรง “เปรย” ว่าหากพระองค์ใดพระองค์หนึ่งได้เสด็จเถลิงราชย์ “จะมิได้ทรงรังเกียจเดียดฉันท์เลย”

กระทั่งปลายพระชนมชีพ เชื่อว่ารัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักพระราชหฤทัยว่า หากพระราชโอรสได้สืบราชสมบัติต่อจริง ๆ จะเป็นการดีกว่าถ้าได้แรงสนับสนุนจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ด้วย เป็นที่มาของการให้เจ้านาย 3 พระองค์ มาปฏิญาณตนต่อหน้าพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ณ พระอุโบสถวัดพระแก้ว

วัดดังใน กทม.
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ “พระแก้วมรกต” พระประธานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ใน “พระราชประวัติรัชกาลที่ ๕ ก่อนเสวยราชย์” โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงเล่าพระราชทานไว้ ดังนี้ [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“ในปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ เมื่อพระราชทานเพลิงพระศพ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว โปรดให้เลื่อนกรมเจ้านายเนื่องในเหตุที่พระมหาอุปราชสวรรคตตามราชประเพณีซึ่งเคยมีมา

เจ้านายซึ่งโปรดให้เลื่อนกรมครั้งนั้นมี ๔ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามหามาลา เป็น กรมขุนบำราบปรปักษ์ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวรจักรธรานุภาพ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นราชสีหวิกรม สองพระองค์หลังนี้เป็นกรมขุนคงพระนามเดิม

ส่วนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เดิมทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นพิฆเรศวรสุระสังกาศ) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงเปลี่ยนพระนามกรมเป็น กรมขุนพินิตประชานาถ ด้วยทรงพระราชดำริว่า กรมมเหศวรศิววิลาศ กรมวิษณุนาถนิภาธร พระชันษาไม่ยั่งยืน จะเป็นด้วยพระนามพ้องกับนามของพระเป็นเจ้าในไสยศาสตร์ จึงทรงเปลี่ยนพระนามกรมหมื่นพิฆเนศวรสุระสังกาศ เป็นกรมขุนพินิจประชานาถ

เวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งให้เลื่อนกรมเจ้านายครั้งนั้น เสด็จประทับที่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสนาราม เมื่อทรงสั่งแล้วมีพระราชดำรัสให้หาเจ้านายทั้ง ๔ พระองค์นั้นเข้าไปเฝ้า ณ ที่รโหฐานตรงหน้าพระพุทธรูป แล้วมีพระราชดำรัสว่าจะทรงปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระมหามณีรัตนปฏิมากรว่าเจ้านายซึ่งจะเป็นกรมขุน ๔ พระองค์นี้ ถ้าใครได้ครองราชสมบัติต่อไป ไม่ทรงรังเกียจเลย

เจ้านาย ๓ พระองค์ ต่างกราบทูลถวายปฏิญาณว่า มิได้ทรงคิดมักใหญ่ใฝ่สูง ตั้งพระหฤทัยแต่จะสนองพระเดชพระคุณช่วยทำนุบำรุงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอให้ได้รับราชสมบัติสืบไป”

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม

ไม่ว่าจะทรง “ตั้งใจ” จัดฉาก เพื่อลองพระทัยพระญาติวงศ์หรือไม่ แต่ก็เป็นอันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทรงได้รับคำมั่นสัญญาจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ถึง 3 พระองค์ว่า จะให้การสนับสนุนสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เป็นพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน และเป็นเครื่องการันตีอยู่กลาย ๆ ว่าจะไม่เกิดการแย่งราชสมบัติขึ้นหลังพระองค์เสด็จสวรรคต

ท้ายที่สุด ทั้งกรมขุนบำราบปรปักษ์และกรมหมื่นวรจักรธรานุภาพ ก็ทรงให้การสนับสนุนรัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติดังที่ทรงตั้งปฏิญาณไว้ ส่วนกรมหมื่นราชสีหวิกรมนั้นประชวรไข้และสิ้นพระชนม์ไปก่อนรัชกาลที่  4 เสด็จสวรรคต 6 วัน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา, ดร. (2528). วังท่าพระ กรมช่างสิปป์หมู่ และเรื่องพิศดารอื่น ๆ. กรุงเทพฯ : หจก. ป.สัมพันธ์พาณิชย์. ที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ หม่อมราชวงศ์หญิงทวีลาภา ปูรณะสุคนธ (ชุมสาย) พ.ศ. 2528.

คึกฤทธิ์ ปราโมช, พล.ต. ม.ร.ว. (2538). โครงกระดูกในตู้. กรุงเทพฯ : อมรินทร์. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส, 23 ธันวาคม พ.ศ. 2538.

ธนกฤต ก้องเวหา. “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ” คติสืบสันตติวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์ คืออะไร มีกษัตริย์องค์ใดบ้าง?. 12 มิถุนายน 2567. (ออนไลน์)


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 กันยายน 2568