กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ เจ้านายที่ราชสำนักสมัย ร. 6 ยอมปล่อยให้ล้มละลาย

กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ
กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ

กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ ทรงเป็นนายช่างเครื่องประดับฝีมือดีของราชสำนัก หลังสนธิสัญญาเบาว์ริง (พ.ศ. 2398) พระองค์ทรงผันตัวไปเป็นนักลงทุน และทรงเป็นหนึ่งในเจ้านายนักลงทุนที่ทรงมีปัญหาด้านการเงิน จนนำไปสู่การล้มละลาย 

กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ เจ้านายนักลงทุน

กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ (พ.ศ. 2400-2462) พระนามเดิม พระองค์เจ้าชายทองแถมถวัลยวงศ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาสังวาล ทรงรับราชการตำแหน่งกรมช่างมหาดเล็ก ทรงเป็นนายช่างเครื่องประดับฝีมือดีของราชสำนัก และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

หลังสนธิสัญญาเบาว์ริง พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในบรรดาเจ้านายที่ทรงสนพระทัยในการลงทุนหลายรูปแบบ เช่น

การสะสมที่ดินและตึกแถว ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้มีอันจะกินเวลานั้น ทรงเป็นเจ้าของที่นาจำนวนมาก เช่น ที่นาทุ่งรังสิต 8,400 ไร่, ที่นาพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 บริเวณคลองมหาสวัสดิ์ 367 ไร่ ฯลฯ ส่วนตึกแถวนั้นการสำรวจทรัพย์สินของพระองค์ พ.ศ. 2461 พบว่าทรงเป็นเจ้าของตึกแถวหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ จำนวน 222 ห้อง

การลงทุนในกิจการรถราง ทรงเข้าหุ้นกับกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์, กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ จัดตั้งบริษัทรถรางไทยทุน จำกัด เพื่อทำการเดินรถรางในกรุงเทพฯ แต่กิจการก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดการณ์ ทั้งยังขาดทุนอีกด้วย

เงินลงทุนที่มาปัญหา

แม้กรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ทรงสะสมทุนจากเงินปี (เงินที่กำหนดจ่ายให้พระบรมวงศานุวงศ์), เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงราชองค์รักษ์ รวมทั้งหมดเป็นเงินปีละ 155 ชั่ง (12,400 บาท) หากเงินดังกล่าวก็ยังต้องใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับพระองค์และครอบครัว

ทรงแก้ไขปัญหาเรื่องเงินลงทุนด้วยกันหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือ “การกู้ยืม” ซึ่งผู้ที่ทรงกู้มีตั้งแต่ “พระเจ้าอยู่หัว” ลงมา 

กรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ทรงกู้เงินรัชกาลที่ 5 โดย พ.ศ. 2439 ทรงกู้ 1,000 ชั่ง (80,000 บาท) พ.ศ. 2449 ทรงกู้ 1,500 ชั่ง (120,000 บาท), ทรงกู้ชาเตอร์แบงค์ 235,272.90 บาท เมื่อทรงไม่สามารถใช้หนี้ธนาคารได้ก็ทรงขอพระราชทานกู้เงินจากพระคลังข้างที่ 250,000 บาท เพื่อใช้หนี้เงินกู้กับดอกเบี้ย และยังทรงเป็นหนี้ห้างต่างๆ ประมาณ 200,000 บาทเศษ

แต่ที่หนักอีกประการคือ การที่ทรงเป็นนายช่าง ซึ่งบางครั้งทรงเบิกเงิน, ทองคำ ฯลฯ จนเกิดเป็นปัญหาตามมา

กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์

พ.ศ. 2461 กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ทำหนังสือทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เรื่องที่กรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ทรงนำทองคำไปประกันไว้ที่ธนาคารมีน้ำหนักรวม 9,395 บาท ขณะที่กรมพระคลังข้างที่แสดงบัญชีว่ากรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ต้องทรงส่งทองคำคืนกระทรวงวังเป็นน้ำหนักรวม 10,205 บาท ดังความตอนหนึ่งว่า

“การที่กรมสรรพศาสตร์ฯ ทำล่วงไปดังนี้เป็นฉายาความผิดถึง 2 กระทง คือยักยอกของหลวงไป 1 แล้วซ้ำลวงให้แบงค์เชื่อว่าเป็นของท่านเองเอาเป็นประกันประกันจำนำให้เขารับไว้เป็นการฉ้อด้วย 1”

ราชสำนักตัดใจ

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานของพระราชวงศ์ทั้งหมด ต้องทรงดูแลบรรดาพระราชวงศ์ กรณีกรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ก็เช่นกัน เมื่อทรงมีปัญหาขาดแคลนทรัพย์ ก็ทรงมีพระเมตตาพระราชทานความช่วยเหลือด้านต่างๆ มาเป็นระยะ

พ.ศ. 2461 มีการพิจารณาถึงหนี้สินที่กรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ทรงก่อขึ้นในหมู่เจ้านายชั้นสูงด้วยกัน สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้

กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

“ถ้าปล่อยเสียไม่เป็นธุระก็อาจเปนการเสื่อมเสียเกียรติยศแห่งราชวงศ์…เป็นการยากที่จะช่วยเหลือได้จะต้องเสียพระราชทรัพย์มากมาย…อีกประการหนึ่ง จักเปนทางหนุนให้พระราชวงศ์ไม่ระวังประพฤติการทำหนี้สินก่ายกอง…

ในเรื่องที่เจ้านายไม่รักษาพระเกียรติยศประพฤติชั่วช้าจนถึงต้องรับพระราชอาญาก็เคยมีแล้ว ส่วนที่จะปล่อยกรมหลวงสรรพศาสตร์ล้มละลายจึงไม่ร้ายไปกว่าเรื่องที่เคยมีมา นี้เปนความเห็นที่ได้ประชุมปฤกษากัน…”

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงกล่าวว่า กรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ยังทรงเป็นหนี้เจ้านายอีกหลายพระองค์ โดยมีหนี้รวมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เช่นนี้จึงต้องให้เป็น “ผู้ล้มละลาย” ด้วยราชสำนักเองก็มีปัญหาเรื่องรายได้ และทรงต้องการให้เป็นกรณีตัวอย่างเจ้านายพระองค์อื่น

เหตุนี้จึงมีการนำทรัพย์ทั้งหมดของกรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ขายทอดตลาด โดยมีพระคลังข้างที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ แต่ก็ยังเหลือมูลหนี้อีก พระคลังข้างที่จึงเป็นผู้รับผิดชอบแทน หากรัชกาลที่ 6 ทรงทราบว่ากรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ยังทรงโอนทรัพย์สินบางอย่างเป็นชื่อขุนนางบางคนแทน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ. “การลงทุนทางเศรษฐกิจของเจ้านายไทย : สภาพทางเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้มีการลงทุน” ใน, ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์ของใคร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พ.ศ. 2558.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2568