4 สิงหาคม 2539: “สมรักษ์ คำสิงห์” สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกให้ทีมชาติไทย

สมรักษ์ คำสิงห์ ยอดนักชกชาวไทย (ซ้าย) ในการแข่งขันรอบคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ 2004 ( AFP PHOTO / JOE KLAMAR)

สมรักษ์ คำสิงห์ นักมวยสมัครเล่นทีมชาติไทย รุ่นเฟเธอร์เวท น้ำหนักไม่เกิน 57 กิโลกรัม เป็นหนึ่งในความหวังเหรียญโอลิมปิกปี 1996 (พ.ศ. 2539) ที่จัดขึ้นในแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา หลังเพิ่งคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ในรุ่นเดียวกันเมื่อ 2 ปี ก่อนหน้านั้น

ในการแข่งขันรอบสุดท้ายที่แอตแลนตา สมรักษ์ผ่านคู่ต่อจากเปอร์โตริโก แอฟริกาใต้ รัสเซีย และอาร์เจนตินามาแบบไม่ยากนัก ด้วยลีลาการชกที่เหนือชั้น ก่อนพบกับคู่ต่อสู้สุดแกร่งตัวเก็งเหรียญทองจากบัลแกเรีย “เซราฟิม โทโดรอฟ” (Serafim Todorov) แชมป์โลกมวยสมัครเล่น 3 สมัย

เส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศของโทโดรอฟ ถือว่าหินกว่าสมรักษ์ โดยเฉพาะในรอบรองชนะเลิศเขาต้องเจอกับ “ฟลอยด์ เมย์เวเธอร์ จูเนียร์” ยอดนักชกพรสวรรค์จากสหรัฐฯ เจ้าภาพการแข่งขัน ซึ่งโทโดรอฟเอาชนะมาได้แบบขัดสายตาผู้ชมในสนาม รวมทั้งกรรมการบนเวทีที่เผลอยกมือให้เมย์เวเธอร์ไปในตอนแรก (มีการกล่าวหาว่า เอมิล เจตเชฟ [Emil Jetchev] ประธานสมาคมมวยสากลชาวบัลแกเรียในขณะนั้นกดดันให้คณะกรรมการผู้ให้คะแนนมอบคะแนนให้กับนักชกเพื่อนร่วมชาติ แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันข้อกล่าวหาแต่อย่างใด)

4 สิงหาคม 1996 ในนัดชิง สมรักษ์ถูกทำคะแนนนำไปก่อนแต่เขากลับมาแซงได้ก่อนจบยกแรก และรักษาระยะห่างคะแนนได้จนจบการแข่งขันสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองในระดับโอลิมปิก

หลังจบทัวร์นาเมนต์ สมรักษ์ยังคงลงแข่งในนามทีมชาติอีกหลายรายการโดยสามารถคว้าเหรียญทองจากรายการเอเชียนเกมส์ได้อีกครั้งเมื่อปี 1998 ในรุ่นเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลในระดับโอลิมปิกได้อีกเลย

ด้านเมย์เวเธอร์ แม้จะได้เพียงเหรียญทองแดงในการแข่งขันครั้งนี้ แต่เมื่อก้าวขึ้นชกในระดับอาชีพ เขากลับประสบความสำเร็จอย่างมากมายจนกลายเป็นนักมวยระดับตำนาน และการพ่ายแพ้ให้กับโทโรดอฟ ก็เป็นความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายในฐานะนักมวยของเมย์เวเธอร์

ส่วนโทโดรอฟ เมื่อพ่ายแพ้ให้กับสมรักษ์เขาอ้างว่า ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเนื่องจากเจตเชฟมากดดันให้เขาชนะน็อกสมรักษ์ให้ได้ แต่เขาปฏิเสธเนื่องจากเขาไม่ใช่นักมวยแบบ “ไมค์ ไทสัน” เมื่อเขาแพ้คะแนนให้กับสมรักษ์ เขาจึงเชื่อว่าเป็นเพราะฝีมือของเจตเชฟ และพยายามโอนสัญชาติเพื่อไปชกให้กับทีมชาติตุรกีก่อนการแข่งขันชิงแชมป์โลกปี 1997 แต่ก็ถูกเจตเชฟขัดขวาง

นอกจากนี้เขายังอ้างว่า หลังเขาเอาชนะเมย์เวเธอร์ได้ เขาได้รับการติดต่อจากโปรโมเตอร์อเมริกันให้ขึ้นชกในระดับอาชีพ แต่เขาปฏิเสธ ทำให้ตัวแทนที่มาติดต่อเขาในตอนแรกเดินไปหาเมย์เวเธอร์แทน ทำให้เขาเสียโอกาสที่จะโชว์ฝีมือในระดับอาชีพ และต้องไปทำงานใช้แรงงานแทนหลังไม่อาจร่วมงานกับสมาคมมวยของบัลแกเรียได้อีก


อ้างอิง:

1. “The Official Report of the Centennial Olympic Games”. The Atlanta Committee for the Olympic Games.

2. “He’s the Last Boxer to Beat Floyd Mayweather Jr., and He So Regrets it”. The New York Times. <http://www.nytimes.com/2015/04/04/sports/the-last-man-to-beat-floyd-mayweather-jr-still-regrets-it.html?ref=topics&_r=1>


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 4 สิงหาคม พ.ศ.2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป