องคชาตใหญ่! หลักฐานมัดตัว ในคดีชู้สาวสุดฉาวที่เชียงใหม่ เมื่อ 600 กว่าปีก่อน

ภาพประกอบเนื้อหา - จิตรกรรมวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน

เอกสารล้านนาโบราณที่มีชื่อว่า “คลองตัดคำพระพุทธโฆสาจารย์” อันเป็นบันทึกการตัดสินคดีความของล้านนาโบราณ คดีหนึ่งที่มีความน่าสนใจคือ คดี “นาบสู่เมียกัน” (นาบ แปลว่า ใส่ความ, สู่ แปลว่า ไปอยู่ด้วย เป็นชู้ด้วย) คดีชู้สาวสุดฉาวเมื่อจุลศักราช 745 (พ.ศ. 1926) ตรงกับรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์ล้านนา (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1898-1928)

เรื่องมีอยู่ว่า “หมื่นสาย” กับ “นางโสภา” เป็นผัวเมียกัน หมื่นสายมักทุบตีนางโสภาเสมอ เป็นเหตุให้นางโสภาคิดเลิกรา นางจึงไปปรึกษากับเพื่อนสนิทที่มีชื่อว่า “นางแก้วกัมมา” ทั้งสองต่างก็ปรึกษาและปรับทุกข์กัน ด้วยนางแก้วกัมมาก็หาประสบความสำเร็จเรื่องความรักไม่ เพราะนางแก้มกัมมามีผัวชื่อ “พันหอชัย” แม้คบหากันมานานกว่า 5 ปี แต่ก็อยู่กินด้วยกันไม่ได้เสียที เพราะสถานะของนางแก้วกัมมาคือเมียน้อย เมียหลวงของพันหอชัยไม่ยอมเลิกรา

“เขือกับพันหอชัยมักกันได้ 5 ปีแล้ว จักเอากันบ่ได้ เหตุเมียมันบ่หนีนา” นางแก้วกัมมาเล่า นางโสภาจึงถามว่า “ยังถ้วนคนบ่” (แปลว่า พันหอชัยยังเป็นชายครบถ้วนบริบูรณ์อยู่หรือไม่) นางแก้วกัมมาตอบว่า “ยังมีงาน 2 ดวง มีเขียวอันนึ่ง ควยหน้อยยาวกล้านักกี” (แปลว่า พันหอชัยมีปาน 2 ดวง มีเขียวหนึ่งดวง และองคชาตก็ทั้งยาวและแข็งแกร่งยิ่งนัก, นักกีคือนักแก แปลว่ามากเหลือเกิน) นางโสภาได้ยินดังนั้นก็จำไว้ขึ้นใจ

[หมายเหตุ : คำว่า หน้อย ในที่นี้อาจไม่ได้แปลว่า น้อย/เล็กน้อย อาจหมายถึง หน้อย/น้อย ในภาษาคำเมืองจะใช้เรียกนำหน้าชื่อผู้ที่เคยบวชเณร เช่น หน้อยจั๋น ส่วนคำว่า หนาน จะใช้เรียกนำหน้าชื่อผู้ที่เคยบวชพระ เช่น หนานอินต๊ะ ฉะนั้น “ควยหน้อย” ในที่นี้น่าจะหมายถึง องคชาตของพันหอชัย]

กระทั่งวังหนึ่ง นางโสภาไปเดินตลาดที่กลางเมืองเชียงใหม่ พบพันหอชัยที่ตลาด จึงตะโกนทักทายว่าพ่อชายขายของเร่ ทำไมจึงหลบหน้าเมียเล่า พันหอชัยได้ยินดังนั้นก็ตอบว่าเวรกรรมจริง ๆ เหตุใดจึงมาว่าข้าหลบหน้าเมียอย่างนี้เล่า อยู่ดี ๆ มาพูดยุยงให้เกิดเรื่อง

ทว่า คนรับใช้ของนางโสภาที่ติดตามไปด้วยได้ยินบทสนทนานี้เข้า นางโสภาจึงแสร้งพูดกับคนรับใช้ว่ามึงอย่าเอาไปบอกนายมึงนะ ข้ากับพันหอชัยชอบพอกันมานานแล้ว แต่มีหรือที่คนรับใช้จะไม่เอาความไปฟ้องหมื่นสายผู้เป็นนาย และเมื่อนั้นความวุ่นวายจึงเริ่มต้น!

เมื่อหมื่นสายรู้ก็เคียดแค้นมากแล้วเค้นถามนางโสภาว่าเรื่องราวจริงเท็จเป็นอย่างไร นางโสภาตอบว่าเป็นเรื่องจริง นางได้อยู่ได้หลับนอนกับพันหอชัยมานับครั้งไม่ถ้วน และพันหอชัยว่าจะเอานางเป็นเมียอีกด้วย (หมายถึงเอาไปอยู่กินด้วยกันฉันผัวเมียอย่างถูกต้อง)

หมื่นสายคิดพิสูจน์คำพูดของนางโสภาว่านางพูดปดหรือไม่ จึงถามต่อไปว่าหากเคยหลับนอนกับพันหอชัยจริง ในร่างกายของพันหอชัยมีอะไรบ้าง นางโสภาจึงตอบว่าพันหอชัยมีปาน 2 ดวง ดวงหนึ่งมีสีเขียว และองคชาตก็แข็งแกร่งและยาวนัก

ต่อมา หมื่นสายนำเรื่องไปฟ้องเป็นคดีความให้เจ้าแสนสาตัดสิน เจ้าแสนสาจึงเรียกพันหอชัยมาไต่สวน พันหอชัยพยายามแก้ต่างให้ตนเองอย่างไรก็ไม่เป็นผล ที่สุด เจ้าแสนสาจึงพิสูจน์ด้วยการตรวจร่างกายของพันหอชัยว่าถูกต้องตรงตามที่นางโสภากล่าวอ้างหรือไม่

เมื่อเจ้าแสนสาตรวจสอบแล้วก็เป็นจริง ทั้งปาน 2 ดวง ทั้งองคชาตอันแข็งแกร่งและยาว เจ้าแสนสาจึงกล่าวว่าก็ผู้หญิงเขาทายถูกทุกประการฉะนี้ หมื่นสายจะให้ปรับไหม (เสียค่าปรับ) หรือว่าจะขายนางโสภาให้พันหอชัยเล่า หมื่นสายจึงขอเป็นการปรับไหม แต่นางโสภาที่ต้องการเป็นอิสระจากหมื่นสายกล่าวว่า “จุ่งขายนอบพันหอชัยเทอะ” (แปลว่า ช่วยขายข้าให้กับพันหอชัยไปเลยเถิด) ส่วนพันหอชัยก็กล่าวว่าในเมื่อนางโสภาอธิบายร่างกายของตนได้ถูกต้องแม่นยำเช่นนี้ จะขายนางให้ตน หรือให้ตนปรับไหม อย่างไรเสียตนก็ต้องจำยอมทุกทางอยู่ดี

ที่สุด เจ้าแสนสาให้ปรับไหมพันหอชัยเป็นเงิน 220 บาท หรือ 220,000 เบี้ย เป็นค่าเสียหายให้แก่หมื่นสาย

ถึงตรงนี้ก็คงจะทราบแล้วว่านางโสภาคือผู้ก่อความวุ่นวายทั้งหมด หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่านางวางแผนไว้ค่อนข้างเป็นระบบมีแบบแผน เริ่มจากการหลอกถามนางแก้วกัมมาอย่างแยบยล คือถามถึงความเป็นชายชาตรีว่าครบถ้วนหรือไม่ แล้วจึงเก็บข้อมูลไว้รอจังหวะ เมื่อโอกาสมาถึง ณ กลางตลาดเมืองเชียงใหม่ นางก็เลือกเวลาและสถานที่อันเหมาะเจาะเริ่มปฏิบัติการ จนนำไปสู่การฟ้องร้องตัดสินคดีความ แต่แผนทั้งหมดกลับล้มเหลวในขั้นสุดท้าย เพราะหมื่นสายไม่ยอมขายนาง หากยินยอมขายนางให้พันหอชัย นางคงเป็นอิสระตามที่ปรารถนา

แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อพันหอชัยกลับมาบ้านก็บ่นว่า “บ่รู้เนื้อรู้คิงไหนดีหลี ท่านตังใส่โทษ กลางหาวดาวหมอกเปล่าดายดีหลี” (แปลว่า ไม่รู้เนื้อรู้ตัวไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง ยังถูกเขาสร้างเรื่องใส่โทษเสียได้ เหมือนฟ้าใสอยู่ดีกลับมามีเรื่อง) พันหอชัยรู้สึกคับแค้นอยู่ในใจมาก เอาเรื่องเหล่านี้ไปโพนทะนาทุกหนทุกแห่ง จนเป็นที่โจษจันเล่าลืออื้ออึงไปทั่วทั้งเมืองเชียงใหม่ เรื่องดังมากถึงขนาดดังไปเข้าพระกรรณของพญากือนา กษัตริย์เชียงใหม่

พญากือนาจึงเรียกเจ้าแสนสามาไต่ถามว่าที่ลือกันว่าเจ้าแสนสาตัดสินคดีนี้อย่างไม่ยุติธรรมจริงหรือไม่ เพราะโทษเขาไม่มีแต่กลับปรับไหมเขา จนพันหอชัยไปไหนถึงไหนก็เอาแต่เรื่องนี้ไปโพนทะนา เจ้าแสนสาจึงกราบทูลเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ทรงทราบ ดังนั้น พญากือนาจึงรับสั่งให้มีการไต่สวนคดีนี้ใหม่ ทรงมอบหมายให้จ่าเบื้อและจ่าค้อมเป็นผู้ไต่สวน

จ่าเบื้อและจ่าค้อมสืบสาวราวเรื่องจนเป็นที่กระจ่าง 4 ประการ คือ 1. รู้จากการสืบหาว่าใครเป็นชู้ของพันหอชัยบ้าง 2. รู้จากการสืบหาว่าเพื่อนของนางโสภามีใครบ้าง 3. รู้จากการที่เพื่อนบ้านของนางแก้วกัมมา เห็นพันหอชัยมาหาที่บ้านของนาง แล้วพูดจาหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน ครั้นอีก 14 วันต่อมาก็เกิดคดีความนี้ขึ้น และ 4. รู้จากการที่นางโสภาชี้ที่อยู่ที่นอนของพันหอชายไม่แม่น

ในที่สุดก็ได้รู้ว่าเหตุที่นางโสภารับรู้ว่าร่างกายของพันหอชัยมีสิ่งใดบ้างก็รู้มาจากนางแก้มกัมมาอีกทอดหนึ่ง

พญากือนาจึงตัดสินว่าหมื่นสายฟังคำของเมียแล้วมาฟ้องร้องเป็นคดีใส่ความพันหอชัยเช่นนี้ จึงให้หมื่นสายกับนางโสภามีความผิด ถูกปรับไหม 440,000 เบี้ย เป็นสองเท่าของที่พันหอชัยถูกปรับไหมให้แก่หมื่นสาย ส่วนนางแก้วกัมมาไม่มีความผิด เพราะนางเพียงแต่เล่าเรื่องให้นางโสภาฟังเท่านั้น หาได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นไม่

จากเอกสาร “คลองตัดคำพระพุทธโฆสาจารย์” ก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวต่อจากนั้นว่าเป็นอย่างไร แต่หากจะให้ทำนาย นางแก้วกัมมาคงจะด่านางโสภาว่า “อี่วอก” เพราะทั้งสองเป็น “เสี่ยว…รักกันนัก” คือเป็นเพื่อนรักกันมาก แต่กลับมาทรยศกันเช่นนี้ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของจริง!

และเรื่องนี้ยังสอนให้รู้ว่า นอกจาก “ปาน” จะเป็นสิ่งบ่งบอกเอกลักษณ์ของคน ๆ นั้นได้แล้ว “องคชาต” ที่ทั้งใหญ่ทั้งยาว “ควยหน้อยยาวกล้านักกี” ก็สามารถบ่งบอกเอกลักษณ์ของบุรุษเพศได้อีกด้วย (ขำ)

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


บรรณานุกรม :

วินัย พงศ์ศรีเพียร. “คลองตัดคำพระพุทธโฆสาจารย์”. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ,2549)

สรัสวดี อ๋องสกุล. “ประวัติศาสตร์ล้านนา”. พิมพ์ครั้งที่ 10. (อมรินทร์, 2557)


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มกราคม 2566