กำเนิด “ศาลพระพรหม” ณ โรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์

ศาลพระพรหม สี่แยกราชประสงค์ ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 (Photo by Jewel SAMAD / AFP)

“พระพรหม” เป็นหนึ่งในสามของพระเจ้าในศาสนาฮินดู โดยถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและสรรพชีวิต การกำเนิดของพระพรหมมีเรื่องเล่าต่างกัน บ้างว่าเป็นองค์สยมภูผู้เกิดได้เอง บ้างว่ากำเนิดจากไข่ทอง ในหนังสือมหาภารตะ และคัมภีร์ปุราณะบางฉบับว่าพระพรหมกำเนิดจากดอกบัว ซึ่งผุดมาจากพระนาภี (สะดือ) ของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่บนหลังอนันตนาคราช ณ เกษียรสมุทร

พระพรหมมีพระวรกายสีแดง สี่พระพักตร์ สี่พระกร แต่ละข้างถือลูกประคำ ดอกบัว คัมภีร์ และหม้อน้ำ (บางตำรามีแปดพระกร) มีพาหนะเป็นหงส์

ทำไมพระพรหมมีสี่พระพักตร์? 

ตามตำนานในคัมภีร์มัตสะยาปุราณะเล่าว่าเมื่อพระพรหมให้กำเนิดนางศตรูปขึ้นมา พระองค์ก็ลุ่มหลงในความงามของนางมาก เมื่อนางเยื้องย่างไปด้านขวา พระองค์ก็ปรารถนามองตาม ก็บังเกิดพระพักตร์ที่สองขึ้น เมื่อนางเคลื่อนไปด้านซ้าย ด้านหลัง และด้านบน ก็บังเกิดเป็นพระพักตร์ทั้งห้า ทว่า พระพักตร์ที่ห้าเป็นอันต้องถูกทำลาย เนื่องจากเหตุที่พระพรหมพูดหมิ่นพระศิวะ จึงถูกเผาด้วยพระเนตรที่สาม พระพักตร์หนึ่งของพระพรหมจึงถูกเพลิงไหม้ เหลือเพียงสี่พระพักตร์

แต่ตำนานในคัมภีร์ปัทมปุราณเล่าแตกต่างไปว่าพระพักตร์ที่ห้ามีรัศมีรุ่งโรจน์มากเป็นพระพักตร์ที่ทรงจำพระเวท พวกเทวดา (สุระ) รวมถึงที่ไม่ใช่เทวดา (อสุระ) ทนไม่ได้ จึงไปทูลของพระศิวะให้ทรงช่วยเหลือ พระองค์ก็เห็นว่าพระพักตร์ที่ห้านั้นมีรัศมีรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าแสงตะวันพันดวง จะทำให้ชาวโลกเดือดร้อน จึงทรงตัดออกด้วยพระนขา (เล็บ) แห่งพระองคุลี

วัฒนธรรมแถบดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ก็ปรากฏความเชื่อเรื่องพระพรหมมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว (ในไตรภูมิพระร่วง) คติเรื่องพระพรหมได้ถูกปรับให้เข้ากับศาสนาผีในท้องถิ่น รวมถึงพุทธศาสนาด้วย กระทั่งได้หล่อหลอม ผสมผสาน และส่งต่อความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพระพรหมสืบมาถึงปัจจุบัน จนปรากฏเป็นการตั้งศาลพระพรหมที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย นั่นคือ ศาลพระพรหม โรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ

ประชาชน​ชาว​ไทย​และ​นัก​ท่องเที่ยว​ชาว​ต่าง​ชาติ​โดยเฉพาะ​ชาว​จีน​จำนวน​มาก เดินทาง​มาก​ราบ​ไหว้ สักการะ​ศาล​ท้าว​มหา​พรหม ใน​โอกาส​ที่​ครบ​รอบ 61 ปี​ที่​อัญเชิญ​พระพรหม​เอราวัณ​มา​ประดิษฐาน​บริเวณ​หน้า​โรงแรม​เอราวัณ แยก​ราช​ประสงค์ เขต​ปทุมวัน เมื่อ​วัน​ที่ 9 พฤศจิกายน 2560 (ภาพจากศูนย์ข้อมูลมติชน, สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

ศาลพระพรหมแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นเนื่องมาจากการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณ ของบริษัทสหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด ที่มี พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นผู้ร่วมการก่อตั้งบริษัท เล่าลือกันว่าการก่อสร้างโรงแรมในช่วง 2-3 ปีแรก ติดขัดล่าช้าถึงขั้นหยุดชะงัก มีปัญหาอาทิ สั่งซื้อสิ่งของและอุปกรณ์มาแล้วแต่ไม่ได้ใช้เพราะผิดขนาด ผิดความต้องการของฝ่ายช่าง, มีการแก้ไขงานอยู่เนือง ๆ เหตุจากคนงานก่อสร้างผิดไปจากแบบ, คนงานประสบอุบัติเหตุ เลือดตกยางออกบ่อยครั้ง จนเกิดเสียขวัญไปตามกัน เป็นต้น

กระทั่งมี “ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง” แนะนำให้ พลตำรวจเอกเผ่า ติดต่อของความช่วยเหลือจาก พล.ร.ต. หลวงสุวิชานแพทย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโหราศาสตร์ จึงได้รู้ว่าเหตุที่ทำให้เกิดอุปสรรคมาจากการตั้งชื่อโรงแรมว่า “เอราวัณ” ซึ่งเป็นชื่อช้างทรงพระอินทร์ อีกทั้งก่อนจะก่อสร้างไม่มีพิธีการบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนั้น จึงต้องทำการแก้ไขด้วยการขอพรจากพระพรหม เพื่อให้ท่านบัลดาลสิ่งร้ายให้กลายเป็นดี และเมื่อสร้างโรงแรมเสร็จต้องตั้งศาลทันที

ผู้ก่อสร้างจึงทำการแก้ไขตามที่ได้รับคำแนะนำ กระทั่งโรงแรมเอราวัณสร้างเสร็จตามกำหนดในปี พ.ศ. 2499 (เริ่มก่อสร้าง พ.ศ. 2494) พิธีเปิดมีขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน ปีนั้น และมีการตั้งศาลพระพรหมไว้ที่บริเวณหัวมุมด้านหนึ่งตรงสี่แยกราชประสงค์ ตามคำแนะนำของ พล.ร.ต. หลวงสุวิชานแพทย์ 

การก่อสร้างศาลพระพรหม มีนายเจือระวี ชมเสรี และ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล แห่งกรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบศาล ส่วนผู้ออกแบบและปั้นพระพรหมคือ นายจิตร พิมพ์โกวิท ช่างกองหัตถศิลป์ เป็นการปั้นตามแบบแผนกรมศิลปากร โดยปั้นด้วยปูนปลาสเตอร์ปิดทอง

พระ​มหาราช​ครู​พิธี​ศรี​วิสุทธิ​คุณ ประธาน​พระครู​พราหมณ์ ทำ​พิธี​บวงสรวง​ท้าว​มหา​พระพรหม​เอราวัณ​ชึ่ง​ได้​รับ​การ​บูรณะ​ซ่อมแซม​เสร็จ​เรียบร้อย จาก​เหตุ​ลอบ​วาง​ระเบิด​สี่​แยก​ราช​ประสงค์ วัน​ที่ 4 ก.ย. 2558 (ภาพจากศูนย์ข้อมูลมติชน, สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

ศาลพระพรหมจะตั้งอยู่ตรงใจกลางของอาณาบริเวณศาล ตัวศาลมีลักษณะเป็นซุ้มจตุรมุข สี่เสา รูปทรงปราสาท ที่ออกแบบขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเทพเจ้าชั้นสูง รูปปั้นพระพรหมมีลักษณะพระวรกายสีทองเหลืองอร่าม สี่พระพักตร์ แปดพระกร แต่ละข้างถือลูกประคำ สังข์ กรงจักร ตรีศร คัมภีร์ ธารพระกร แจกัน และอีกข้างแตะพระอุระ (อก) ที่พระวรกายคล้องสายยัชโญปวีต ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงถึงวรรณพราหมณ์ พระพักตร์ด้านหน้าที่ตรงกับพระวรกายหันหน้าไปทางทิศเหนือ

อาภาภิรัตน วัลลิโภดม ผู้เขียนสารนิพนธ์ เรื่อง การนับถือ เจ้า เทพ และพระพรหม ในระบบความเชื่อของชาวเมือง กรณีศึกษาเฉพาะบ้านถนนงามวงศ์วาน ได้วิเคราะห์ถึงความเชื่อของพระพรหมที่หน้าโรงแรมเอราวัณไว้ว่าพระพรหมที่หน้าโรงแรมเอราวัณองค์นี้หมายถึง “ท่านพ่อเกศโร” (ตามความเชื่อของหลวงสุวิชานแพทย์ที่นับถือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระพรหม) กระทั่งเกิดเป็นลัทธิบูชา “ท้าวมหาพรหม” ตามมา

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อถึงพระพรหมอีกหลายองค์ โดยเฉพาะพระพรหมที่เชื่อกันว่าเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และดูเหมือนว่าผู้คนจะรู้จักท้าวมหาพรหมที่เคยเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์มากกว่าท่านพ่อเกศโร

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อและลัทธิท้าวมหาพรหมที่เกี่ยวกับท่านพ่อเกศโรหรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อในตนเองไปเสียแล้ว โดยความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์กลายมาอยู่ที่รูปปั้นพระพรหมเป็นสำคัญ เพราะพระพรหมที่เห็นนั้นไม่ใช่ท้าวมหาพรหมแบบท่านพ่อเกศโรหรือแบบสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่เกิดขึ้นในกรอบความคิดทางพุทธศาสนาในเรื่องไตรภูมิ ซึ่งมีพระพรหมได้หลายองค์ เป็นพรหมในชั้นรูปภูมิในขณะที่เทพอยู่ในชั้นกามาพจร ทั้งพรหมและเทพเป็นอนิจจัง อาจเปลี่ยนสถานภาพจากพรหมเป็นเทพหรือกลับเป็นมนุษย์ได้ แต่รูปปั้นนี้แทนเทพเจ้าสูงสุดหนึ่งในสามของพระเจ้าในศาสนาฮินดู

ศาลพระพรหมที่โรงแรมเอราวัณจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างศาลพระพรหมไว้บูชาตามบ้านเรือน หรืออาคารใหญ่ ๆ อย่างแพร่หลายในสังคมไทย

 


อ้างอิง :

“พระพรหม เจ้าแม่กวนอิม พระพิฆเนศ ตรีเทพ แห่งยุคโลกาภิวัตน์,” ใน ศิลปวัฒนธรรม, ฉบับสิงหาคม 2539, หน้า 110-111.

สุชาดา กิตติตระกูลกาล. “ศาลท่านท้าวมหาพรหมโรงแรมเอราวัณ การแสดงเชิงพิธีกรรมยุคโลกาภิวัฒน์”. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 กรกฎาคม 2565