ตะลึง! Blueprint ยุครัชกาลที่ ๕ โครงการช้างทางรถไฟสยามสู่จีน มีจริงหรือ? ใครอยู่เบื้องหลัง? ตอนที่ ๑

รัชกาลที่ ๕ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ประทับอยู่บนซาลูนหลวงในวันเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-โคราช สร้างขึ้นโดยความช่วยเหลือของวิศวกรชาวอังกฤษ อังกฤษเป็นพี่เลี้ยงในการวางเส้นทางรถไฟครั้งแรกในสยาม และเป็นผู้เสนอให้สยามตัดทางรถไฟนานาชาติสายแรกของเอเชีย เริ่มจากกรุงเทพฯ ไปเมืองจีน ก่อนสยามจะมีรถไฟเป็นของตนเอง (ภาพจาก BLACK AND WHITE, 2 May 1896 หนังสือเก่าของสะสมคุณไกรฤกษ์ นานา)
ปี ค.ศ. ๑๘๘๖ (พ.ศ. ๒๔๒๙) ในยุคที่สยามยังไม่มีรถไฟเป็นของตนเอง แต่รัฐบาลกลับสนใจที่จะสำรวจเส้นทางรถไฟนานาชาติสายหนึ่ง อีก ๑๒๘ ปีต่อมา บริษัทประมูลยักษ์ใหญ่ของอังกฤษได้นำผลสำรวจโครงการนี้ออกประมูลขายในราคาแพงลิบลิ่ว โดยโฆษณาว่าเป็นข้อมูลลับของทางการไทยที่ไม่เคยเปิดเผยสู่ประชาชน แต่ผู้รับเหมาอังกฤษก็ได้รับพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ ๕ ให้สำรวจและตีราคาในทางลับหลังค้นพบเส้นทางใหม่จากสยามไปจีน ทว่า โครงการนี้กลับสาบสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่มีใครพูดถึงอีกเลยจนตลอดรัชกาล ท่ามกลางการหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงโดยนักประวัติศาสตร์สมัยหลัง และเป็นข้อมูลที่ถูกถอดออกไปจากประวัติการรถไฟไทยของทางราชการอย่างมีปริศนา

ภายหลังอังกฤษพิชิตพม่าตอนกลางสำเร็จในสงครามครั้งที่ ๒ กับพม่า (ค.ศ. ๑๘๕๒-๕๓)  ก็สามารถยึดพม่าได้เกือบทั้งประเทศ เหลือไว้เพียงอาณาบริเวณตอนบนที่เป็นเทือกเขาสูงเกาะติดกันหนาแน่น และเป็นพื้นที่ทับซ้อนประกอบด้วยรัฐอิสระหลายแห่งครอบคลุมดินแดนสิบสองปันนาทั้งฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งคั่นกลางอยู่ระหว่างพม่า สยาม และจีน(๖)

รัฐอิสระเหล่านี้ประกอบด้วยเมืองประเทศราชที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า สยาม และจีน ในเวลาเดียวกัน มีอาทิ เมืองเชียงรุ้ง เชียงตุง และเชียงแขง แต่พม่า สยาม และจีน ก็มิได้เข้มงวดกับรัฐอิสระมากนัก โดยปล่อยให้เจ้าเมืองถวายบรรณาการและสวามิภักดิ์อยู่กับใครก็ได้ตามแต่ดุลพินิจของเจ้าเมืองท้องถิ่น เนื่องจากรัฐอิสระไม่มีผลประโยชน์อะไร และตั้งอยู่ในที่ทุรกันดารห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองของพม่า สยาม และจีน จึงมีลักษณะเป็นเพียงรัฐบริวารประดับบารมีของประเทศใหญ่ที่แวดล้อมอยู่เท่านั้น(๖)

แต่อังกฤษก็มีเดิมพันสูงเกี่ยวกับสิบสองปันนามากกว่าพม่า สยาม และจีน ด้วยเหตุผล ๓ ประการ คือ

๑. อังกฤษต้องการให้พื้นที่สิบสองปันนา หรือที่อังกฤษเรียกว่า Independent Shan States  มีขอบเขตชัดเจน และมีเส้นเขตแดนที่แน่นอนตายตัว โดยขึ้นอยู่กับเจ้าอธิปัตย์เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ

๒. ใช้สิบสองปันนาเป็นเส้นทางการค้า และผูกขาดโดยอังกฤษแต่ชาติเดียวกับทางเมืองจีน 

๓. อังกฤษต้องการเคลียร์พื้นที่โดยครอบครองฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เป็นกรรมสิทธิ์ของอังกฤษโดยชอบธรรม

จากการปลุกเร้าของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ต้องการใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นเขตแดนระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ดังนั้น สิบสองปันนาซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งขวาจึงไม่อาจถูกปล่อยไว้โดยไม่มีชาติใดอ้างกรรมสิทธิ์ได้(๑๕)

อังกฤษจึงจำเป็นต้อง “ยกระดับ” ความกดดันในการถือครองกรรมสิทธิ์เหนือสิบสองปันนา  หรือรัฐฉานของพม่าซึ่งตนมีภาษีดีกว่าชาติมหาอำนาจอื่นใดอย่างรวดเร็วที่สุด จึงได้รวบรัดที่จะแลกเปลี่ยนหัวเมืองเงี้ยวทั้งห้า และกะเหรี่ยงยางแดงของไทยโดยแลกกับรัฐเชียงแขง นอกจากนี้อังกฤษยังมีนโยบายวางทางรถไฟจากพม่าเข้าสู่จีน และต้องตัดหน้าทำก่อนที่ทางฝรั่งเศสจะคิดทำขึ้นเช่นกัน(๖)

ภาพเก่าหาดูยาก : รัชกาลที่ ๕ (ทรงยืนบนหมอนรางรถไฟทรงผ้าพันพระศอ) ก่อนทรงทดลองนั่งรถไฟที่ชาวอังกฤษเป็นแม่งานสร้างสายกรุงเทพฯ-โคราช ทรงเชื่อว่าอังกฤษเป็นแม่แบบของการรถไฟโลกจึงได้พระราชทานสัมปทานให้คนอังกฤษสำรวจเมืองไทยก่อนชาติอื่นๆ (ภาพจาก BLACK AND WHITE, 2 May 1896)

ในระยะที่อังกฤษขะมักเขม้นอยู่กับการจัดระเบียบรัฐอิสระแถบสิบสองปันนาในช่วงทศวรรษ ๑๘๘๐ นั้น สยามยังไม่มีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับรัฐบริวารปลายพระราชอาณาเขตเลย

อาจกล่าวได้ว่าอังกฤษเป็นตัวกระตุ้นให้สยามหันมาศึกษาภูมิประเทศบริเวณนั้นมากยิ่งขึ้น หลังจาก
ที่สยามหมดความสนใจสิบสองปันนาไปตั้งแต่ถอนทัพจากศึกเมืองเชียงตุงในรัชกาลที่ ๔ แล้ว(๘)

มาตรการหนึ่งที่สยามตั้งรับความเคลื่อนไหวของอังกฤษ คือ การแสดงความกระวีกระวาดที่จะศึกษาภูมิ
ประเทศในเขตรัฐบริวารอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก โดยว่าจ้างนักสำรวจชาวอังกฤษชื่อนายแมคคาร์ธี (James Fitzroy McCarthy) ให้เข้ามาเดินหน้าสำรวจ “รัฐบริวารชายขอบ” ของสยามทางภาคเหนือ นับเป็นการทำแผนที่แบบตะวันตกฉบับแรกของไทยเพื่อยืนยันอำนาจของตนในฐานะรัฐสมัยใหม่ที่มีพรมแดนชัดเจนในปี ค.ศ. ๑๘๘๘ แผนที่ฉบับนี้มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Map of Siam and Her Dependencies

แต่แผนที่ทางการฉบับนี้ก็ยังบรรจุข้อมูลที่คลุมเครือและยังไม่สามารถบ่งชี้พรมแดนในสิบสองปันนาและ
สิบสองจุไทให้ชัดเจนลงไปได้ โดยนายแมคคาร์ธีระบุอย่างไม่เต็มปากเต็มคำบนแผนที่บริเวณภาคเหนือของสยามว่า Boundary Not Defined หรือ “เขตแดนยังไม่กำหนด”(๖)

ดังนั้น การที่รัฐบาลอังกฤษซึ่งมีท่าทีเอาจริงเอาจังมากกว่าไทยและต้องการใช้อำนาจโดยชอบธรรมเหนือพม่าซึ่งอังกฤษยึดครองอยู่โดยทำทางรถไฟเหนือดินแดนในกรรมสิทธิ์ของตนเข้าไปสู่เมืองจีน และสยามซึ่งยังไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนในดินแดนรัฐอิสระทางภาคเหนือจึงตกอยู่ในฐานะที่เป็นรอง และไม่มีปากเสียงโต้แย้งแต่อย่างใด

ความคิดที่จะมีรถไฟของคนไทย

“รถไฟ” เป็นระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ซึ่งคนอังกฤษเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น และมีใช้ในอังกฤษก่อนที่ใดๆ ในโลก การที่อังกฤษจะนำระบบคมนาคมแบบใหม่เข้ามาใช้ในเมืองขึ้นของตนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กลับเป็นความน่าตื่นเต้นสำหรับคนไทยซึ่งไม่เคยมีรถไฟและไม่เคยเห็นรถไฟมาก่อน แค่จะได้นั่งรถไฟก็ยังต้องดิ้นรนเดินทางไปขึ้นถึงในอังกฤษ

คนไทยเห็นรถไฟจากอังกฤษครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๘๕๕ (พ.ศ. ๒๓๙๘) ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แต่เป็นเพียงรถไฟ “ของเล่น” เท่านั้น ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย พระราชินีอังกฤษได้ทรงจัดส่งรถไฟจำลองเข้ามาถวาย โดยให้ราชทูตชื่อ นายแฮร์รี่ ปาร์คส์ (Harry Parkes) เข้ามาแลกเปลี่ยนสนธิสัญญากับฝ่ายไทย ในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๑๘๕๕ ดังข้อความตามหลักฐานของทางการไทยตอนหนึ่งว่า

“ในปีเถาะ เดือน ๔ นั้น มิสเตอร์ฮารีปักซึ่งเป็นทูตเข้ามาทำสัญญาด้วย เซอร์ยอน เบาริง แต่ก่อนนั้น นำหนังสือออกไปประทับตราแผ่นดินอังกฤษแล้ว กลับเข้ามาเปลี่ยนหนังสือสัญญาซึ่งประทับตรากรุงเทพพระมหานคร มีพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเป็นอันมาก มิสเตอร์ฮารีปักเข้ามาด้วยเรือกลไกชื่อ ออกแกลน ถึงกรุงเทพพระนครทอดอยู่ที่หน้าป้อมป้องปัจจามิตร ป้อมปิดปัจจนึก ณ วันอังคาร เดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ ได้ยิงปืนสลุตธงแผ่นดิน ๒๑ นัด ทั้ง ๒ ฝ่าย ครั้น ณ วันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำ
มิสเตอร์ฮารีปักกับขุนนางอังกฤษ ๑๗ นาย เข้าเฝ้าออกใหญ่ถวายพระราชสาส์น ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ถวายเครื่องราชบรรณาการอย่างรถไฟ ๑ อย่าง กำปั่นไฟ ๑ กระจกฉากรูปควีนเป็นกษัตริย์ฉาก ๑ กระจกฉากรูปควีนวิคตอเรียเมื่อมีบุตร ๘ คน กับเครื่องเขียนหนังสือสำรับ ๑ และของต่างๆ เป็นอันมาก เจ้าพนักงานในตำแหน่งทั้งปวงมารับไปต่อมือฮารีปักเองเนืองๆ เจ้าพนักงานกรมท่า จึงได้
บัญชีไว้บ้าง ของถวายในพระบวรราชวังก็มีเป็นอันมาก ท่านก็ให้เจ้าพนักงานมารับไปเหมือนกัน” (๑๒)

อังกฤษนั้นภาคภูมิใจกับการค้นพบเครื่องจักรไอน้ำของตนมาก โดยเครื่องจักรชนิดนี้ถูกนำไปใช้เป็นกลไก
ขับเคลื่อนรถไฟและเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ หรือที่เรียกเรือกำปั่นไฟในยุคนั้น อนึ่ง คนอังกฤษเริ่มใช้รถไฟเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ โดยเปิดทางรถไฟสายแรก (ของโลก) เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๑๘๒๕ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๓ ของไทย(๑๓)

แผนที่โดยนักสำรวจอังกฤษอธิบายปัญหาของคาบสมุทรอินโดจีน (The Problems of Indo-China) ปมของปัญหาเกิดจากการคุกคามของชาติตะวันตกผสมโรงกับปัญหาชายแดนที่ไม่สามารถกำหนดขอบเขตและกรรมสิทธิ์บริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางภาคเหนือของพม่าและสยามได้ (ภาพจาก The Peoples and Politics of The Far East)
(ภาพขยาย) ข้อพิพาทในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนของรัฐฉานและแคว้นสิบสองปันนาล้อมรอบอยู่ด้วยพม่า สยาม และจีน เป็นพรมแดนร่วมที่ประกอบด้วยรัฐบริวารใหญ่ๆ คือ (๑) เชียงรุ้ง (๒) เชียงตุง และ (๓) หลวงพระบางและเป็นช่องทางการค้าที่อังกฤษกับฝรั่งเศสต้องการใช้เป็นเส้นทางเข้าสู่จีนตอนใต้ (ดังลูกศรชี้)

คนไทยคนแรก (และคณะแรก) ที่ได้นั่งรถไฟในรัชกาลที่ ๔ คือหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร ณ อยุธยา) ผู้เป็นล่ามในคณะราชทูตไทยไปอังกฤษ ในปี ค.ศ. ๑๘๕๗ ท่านได้เขียนถึงยานพาหนะชนิดหนึ่งซึ่งเป็นของประหลาดสำหรับคนไทยที่ไปเห็นมา ถึงขนาดที่ยกย่องให้เป็น “รถวิเศษ” สำหรับคนไทยและต้องสาธยายจนยืดยาวเพราะกลัวคนทางบ้านจะนึกภาพไม่ออก

“ยังมีรถวิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือรถไฟสำหรับใช้ทางไกล ไปได้ตลอดทุกหัวเมืองที่อยู่ในเกาะเครดบริดเตน ทางรถไฟนั้นทำด้วยเหล็กเป็นทางตรง ถ้าถึงภูเขาก็เจาะเป็นอุโมงค์ตลอดไปจนข้างโน้น ที่เป็นเนินต่ำๆ ก็ตัดเนินลงเป็นทางราบเสมอดิน ถ้าถึงแม่น้ำฤๅคลองก็ก่อตะพานศิลาข้าม ถ้าเป็นที่ลุ่มก็ถมขึ้นให้ดอนเสมอ แล้วทำเป็นสองทางบ้าง สี่ทางบ้างเคียงกัน ทางรถไปทางหนึ่ง ทางรถมาทางหนึ่ง ไม่ให้ร่วมทางด้วยกลัวจะโดนกัน ที่เรียกว่ารถนั้นใช่จะเป็นรถไฟทุกรถหามิได้เป็นรถไฟอยู่รถเดียวแต่รถหน้า แล้วลากรถอื่นไปได้ถึงยี่สิบรถเศษ บางทีถ้าจะไปเร็วก็ลากแต่น้อยเพียงเจ็ดรถแปดรถ รถที่เดินเร็วเดินได้โมงละหกสิบไมล์ คือสองพันเจ็ดร้อยเส้นเป็นกำหนด รถเหล่านั้นมีขอเหล็กเกี่ยวต่อๆ กันไป แต่จัดเป็นสี่ชนิด ชนิดที่หนึ่งนั้น รถอันหนึ่งกั้นเป็นสามห้องๆ หนึ่งนั่งได้สี่คน รวมสามห้องสิบสองคน พร้อมด้วยฟูกเบาะหมอน ทำด้วยแพรบ้าง บางทีทำด้วยสักหลาดแลหนังฟอกอย่างดี ตามฝาใส่กระจกมิดชิดไม่ให้ลมเข้าได้ ข้างในมีมุลี่แพรสำหรับบังแดด รถที่สองก็ทำเป็นสามห้องเหมือนกัน แต่ห้องหนึ่งนั่งได้หกคน ที่ทางไม่สู้งามเหมือนรถที่หนึ่ง ยังรถที่สามเป็นรถเลวไม่ได้กั้นห้อง รถอันหนึ่งมีอยู่แต่ห้องเดียว คนนั่งได้กว่ายี่สิบคน ปนปะคละกันไป เก้าอี้ข้างในก็ไม่มีเบาะหมอน และไม่สู้สะอาดงดงาม อีกรถที่ ๔ นั้น สำหรับบรรทุกของแลสัตว์มีม้าแลวัวเป็นต้น ในขณะรถไฟเดินอยู่นั้นจะมีคนมายืนอยู่ฤๅต้นไม้อันใดที่อยู่ริมทางก็ดี คนที่อยู่บนรถจะดุว่าคนผู้ใดต้นอะไรก็ดีไม่ทันรู้จักชัด ด้วยรถไปเร็วนัก”(๑)

รถไฟยังเป็นแค่ความฝันของคนไทยสมัยรัชกาลที่ ๔ ทั้งยังไม่ปรากฏว่าหม่อมราโชทัยถ่ายรูปรถไฟกลับมา
ให้คนที่กรุงเทพฯ ดู และเป็นที่เชื่อว่าท่านหม่อมก็ถ่ายรูปไม่เป็นและยังไม่มีแม้แต่กล้องถ่ายรูปเป็นของตนเอง คนไทยจึงต้องรอกันต่อไปจนกว่าจะได้เห็นรถไฟจริงๆ ในรัชกาลถัดมา

ล่วงมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ หรืออีก ๒๙ ปี หลังจากท่านหม่อมได้เห็นรถไฟแล้ว สยามประเทศจึงค่อยเริ่มคิดที่จะมีรถไฟขึ้นใช้ในสยาม ซึ่งก็คือทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปสมุทรปราการ (เรียกในสมัยนั้นว่า ทางรถไฟสายปากน้ำ) อันนับได้ว่าเป็นทางรถไฟสายแรกในสยาม แต่กว่าจะสร้างเสร็จและเปิดใช้ได้จริงๆ ก็เลยมาจนถึงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒ หรือ ค.ศ. ๑๘๙๓) และก็มีระยะทางเพียง ๒๑ กิโลเมตรเท่านั้น(๑๒)

ภาพประกอบข่าว การสำรวจพื้นที่บริเวณรัฐอิสระในสิบสองปันนาของพม่า เพื่อกำหนดพรมแดนที่ชัดเจนในปี ค.ศ. ๑๘๙๐ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนดินแดนกับสยาม เพราะอังกฤษมีแผนจะวางเส้นทางรถไฟไปจีน ผ่านสิบสองปันนา (ภาพจาก THE ILLUSTRATED LONDON NEWS, 12 April 1890)

ทว่า ความคิดนี้ก็มิใช่ความคิดริเริ่มของรัชกาลที่ ๕ ด้วยซ้ำ แต่เป็นความคิดของชาวเดนมาร์กชื่อกัปตันริชลิว (André du Plessis de Richlieu) ได้รวมทุนกับเพื่อนร่วมชาติซึ่งมีถิ่นที่พักอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งเป็นบริษัท แล้วทำหนังสือขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอพระบรมราชานุญาตทำกิจการเดินรถไฟ ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ก็ได้พระราชทานสัมปทานให้มีกำหนด ๕๐ ปี เมื่อครบกำหนดแล้วทางบริษัทก็จะต้องโอนกิจการให้กับรัฐบาลสยาม อนึ่ง รถไฟสายแรกนี้ยังเป็นของเอกชนและมิได้เป็นรถไฟหลวงสายแรก (อันได้แก่สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา พ.ศ. ๒๔๔๓/ค.ศ. ๑๙๐๐ - ผู้เขียน)

อนึ่ง ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะโครงการรถไฟครั้งแรกสุดในสยามเท่านั้น และจะไม่เน้นที่เส้นทาง
สายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังสายกรุงเทพฯ-ปากน้ำ พ.ศ. ๒๔๓๖ (ค.ศ. ๑๘๙๓) ซึ่งถือเป็นเส้นทางสายแรกที่มีใช้ในประเทศนี้(๑๓)

เอกสารของทางการพบในประเทศไทยอีกฉบับหนึ่งซึ่งเชื่อถือได้ก็ยังยืนยันว่าทางรถไฟสายแรกที่เปิดใช้ในสยาม คือ สายกรุงเทพฯ-ปากน้ำ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงขออนุมานในเบื้องต้นว่าประวัติการรถไฟสยามเห็นพ้องตรงกันว่า โครงการทางรถไฟสายแรกในประเทศนี้เริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง(๑๔)

ทว่า ในความเป็นจริงโครงการรถไฟในประเทศสยามได้เกิดความคิดริเริ่มมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๒๔๓๖ (ค.ศ. ๑๘๙๓) นานถึง ๗ ปี เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงระดับชาติ (National) แต่เป็นระดับนานาชาติ (International) พาดผ่านข้ามไป ๓ ประเทศ คือ พม่า สยาม และจีน และเป็นโครงการที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ ๕ โดยตรง สำรวจเสร็จเรียบร้อยเป็นแผนงานประจำปี พ.ศ. ๒๔๒๙ (ค.ศ. ๑๘๘๖) แต่กลับไม่มีการเปิดเผยหรือรับรู้ในประเทศสยาม ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้

เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่โครงการเมกะโปรเจ็คต์ขนาดนี้จะถูกปิดบังซ่อนเร้นไว้ได้อย่างมิดชิดและไม่ได้ถูกเปิดเผยให้คนภายในประเทศได้ทราบเลยจนตลอดรัชกาลที่ ๕ แต่กลับเป็นแผนงานมาตรฐานตะวันตกที่สมบูรณ์แบบในรูปแบบพิมพ์เขียว (Blueprint) พร้อมรายละเอียดเชิงลึก ผลสำเร็จและเบื้องหลังโครงการโดยมีหลักฐานจากคณะนักสำรวจอังกฤษพิมพ์รายงานเผยแพร่ไว้ที่ประเทศอังกฤษ(๑๖)

คณะราชทูตจากสยามเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย 
ณ ประเทศอังกฤษ (ค.ศ. ๑๘๕๗) เป็นการเรียกแขกทางอ้อมให้อังกฤษสนใจที่จะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในสยาม

มหาอำนาจแข่งกันสร้างทางรถไฟไปจีน  

ชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศผู้ให้กำเนิดกิจการเดินรถไฟและพัฒนาระบบเดิน
รถไฟชาติแรกๆ ของโลก บังเอิญเป็นนักล่าเมืองขึ้นชั้นแนวหน้าที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนัก จึงได้นำระบบรถไฟเข้ามาใช้ในเมืองขึ้นใหม่ของตนในตะวันออกไกลเพื่อแสดงศักยภาพของพวกตน การรถไฟเป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยมในการขับเคลื่อนกองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ได้รวดเร็วที่สุด ทั้งยังเป็นข้ออ้างสำหรับการขนถ่ายสินค้าและเคลื่อนย้ายผู้คนได้คราวละมากๆ สร้างความเลื่อมใสศรัทธาต่อผู้นำท้องถิ่นทั่วไป

แต่เส้นทางรถไฟภายในอาณานิคมของทั้ง ๒ ชาตินี้ จำเป็นต้องสร้างขึ้นพาดผ่านพื้นที่ทับซ้อนหลายแห่งซึ่งยังไม่อาจชี้ชัดว่าเป็นของใคร ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสจึงเพียรพยายามที่จะใช้ผู้แทนของตนเกลี้ยกล่อมให้ผู้นำท้องถิ่นเชื่อถือและยินยอมให้สัมปทานแก่ชาติมหาอำนาจดำเนินกิจการ แต่บ่อยครั้งก็ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันบนเวทีการเมือง ทำให้ต่างฝ่ายต่างกีดกันพวกเดียวกันเอง ปล่อยให้ผลประโยชน์ท้องถิ่นขาดการสานต่อและขาดความทุ่มเทดังที่ควรจะเป็น(๖)

คณะราชทูตจากสยามเข้าเฝ้าพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ณ ประเทศฝรั่งเศส (ค.ศ. ๑๘๖๑) เป็นการเรียกแขกทางอ้อมให้ฝรั่งเศสสนใจที่
จะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในสยามเพื่อแข่งขันกับอังกฤษ

ในช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ จีนเป็นศูนย์กลางของความมั่งคั่งทางทรัพยากรของทวีปเอเชีย อังกฤษและฝรั่งเศส ใช้มาตรการต่างๆ แข่งกันที่จะใช้อิทธิพลภายในอาณานิคมที่พวกตนมีอำนาจอยู่ปูทางเข้าไปสู่จุดศูนย์กลางของแหล่งทรัพยากรดังกล่าว

ดังนั้น ในเมื่ออังกฤษได้ครอบครองพม่าอย่างเด็ดขาดแล้ว ก็ได้วางแผนที่จะรุกคืบขึ้นไปยังจีนผ่านรัฐอิสระ
ทางภาคเหนือของพม่าและสยาม ในเวลาเดียวกันนั้นฝรั่งเศสซึ่งพม่าและสยามต้องการจะดึงเข้ามาถ่วงดุล
อำนาจอังกฤษเห็นช่องทางที่จะแทรกแซงกิจการภายในของพม่าและสยามเพื่อกันท่าอังกฤษ ทำให้เกิดการเขม่นกันและทำธุรกิจตัดหน้ากันตลอดเวลา

แต่ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างก็พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันทางการทหาร ซึ่งไม่คุ้มทุน การต่อสู้แบบใหม่เกิดเป็นการชิงไหวชิงพริบและเกมการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยมีผู้นำท้องถิ่นเป็นตัวประกัน(๓)

การเดินทางเข้าสู่จีนตอนใต้โดยใช้เส้นทางบกเป็นอุปสงค์และอุปทานใหม่สำหรับชาติมหาอำนาจจักรวรรดินิยม ภายหลังการค้นพบว่าการเดินเรือทางน้ำผ่านทางแม่น้ำสาละวินของพม่าโดยอังกฤษ และทางแม่น้ำโขงของสยามโดยฝรั่งเศสนั้นไม่สะดวกและไม่มีประสิทธิภาพดังที่คาดการณ์ไว้ เพราะแม่น้ำทั้ง ๒ สายมักจะตื้นเขินในฤดูแล้ง มีไข้ป่าชุกชุม และพื้นที่ป่าเขาตามชายฝั่งก็เป็นที่ซ่องสุมของโจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นสะดมเรือโดยสารและเรือสินค้า จึงไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลักได้(๒)

การที่อังกฤษคิดจะสร้างทางรถไฟจากพม่าเข้าจีน และฝรั่งเศสต้องการจะสร้างเส้นทางรถไฟจากอินโดจีนสู่ยูนนานนั้น เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจและสมเหตุสมผลกว่าการเดินเรือทวนน้ำขึ้นไป รถไฟจึงเป็นยานพาหนะทางเลือกที่สะดวกรวดเร็วกว่า ซึ่งได้รับความนิยมจากนายทุนที่พร้อมจะให้การสนับสนุนโครงการนี้ให้สัมฤทธิผลจงได้(๑๖)

“รถไฟเล็ก” ราชบรรณาการที่ควีนวิกตอเรียพระราชทานเข้ามาให้รัชกาลที่ ๔ ทำให้ชาวสยามเห็นรูปร่างหน้าตาของรถไฟเป็นครั้งแรก

“การเรียกแขก” ชักนำชาติมหาอำนาจให้เห็นลู่ทาง

การเรียกแขกของผู้นำพม่าและสยามตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีในครั้งรัชสมัยพระเจ้ามินดงทรงส่งกินหวุ่นมินจี
เป็นราชทูตไปฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๘๕๔ และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งพระยามนตรีสุริยวงศ์ไปอังกฤษในปี ค.ศ. ๑๘๕๕ เป็นการเรียกแขกแบบสงวนท่าทีและสงบเสงี่ยมเจียมตัว หมายถึงไม่ผลีผลามและไม่รวบรัดบุ่มบ่าม

คณะราชทูตแต่งกายงดงามตามโบราณราชประเพณี เมื่อเข้าเฝ้าประมุขยุโรปก็หมอบคลานเข้าไปเฝ้าอย่างนอบน้อมพินอบพิเทา ก้มศีรษะแสดงความคารวะอย่างสูงที่สุดด้วยความจงรักภักดีเสมือนอยู่ต่อหน้ากษัตริย์ของตนเอง เพราะต้องการแสดงให้เห็นเกียรติยศ ความภูมิฐานและฐานะอันมั่งคั่ง สมศักดิ์ศรีของกษัตริย์ผู้สูงส่งจากเอเชีย เป็นที่กล่าวขวัญถึงบนหน้าหนังสือพิมพ์อังกฤษและฝรั่งเศสอย่างเอิกเกริก(๑๐)

แต่เมื่อภารกิจเรียกแขกเสร็จสิ้นลง และหลังจากที่ทางราชสำนักยุโรปล่วงรู้จุดประสงค์ในการเชื้อเชิญชาติตะวันตกของผู้นำเอเชียแล้ว ผู้แทนจากฝรั่งเศสและอังกฤษก็เริ่มแผลงฤทธิ์ เพราะถือตัวว่าเป็น “มือบน” ที่เหนือชั้นกว่า ต่างพากันแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เพราะความได้เปรียบของตนเหนือพม่าและสยามที่ด้อยกว่าพวกตน โดยเปิดเผยธาตุแท้แบบได้ทีขี่แพะไล่ด้วยการพูดเกลี้ยกล่อมผู้นำเอเชียให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของชาติตะวันตกที่ตนเชื้อเชิญเข้ามา(๒)

ขบวนเสด็จของควีนวิกตอเรียบนรถไฟในอังกฤษ เมื่อเสด็จไปทรงทดลองนั่งบนเส้นทางรถไฟสายแรกของโลกในปี ค.ศ. ๑๘๔๔

ในพม่า : ช่วงรัชสมัยพระเจ้าธีบอ (บางทีเรียกพระเจ้าสีป่อ) ผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศสที่กรุงมัณฑะเลย์ก็เริ่มจะกราบทูลแนะนำพระเจ้าธีบอให้ทรงผูกมิตรกับฝรั่งเศส โดยชักเหตุผลว่าญวนและเขมรได้ทำสัญญากับฝรั่งเศส มาบัดนี้ก็มีพรมแดนใกล้ชิดเหมือนเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว  ฝรั่งเศสก็จะปกป้องคุ้มครองทั้ง ๒ ประเทศนั้นให้พ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง ไม่มีใครมากระทำย่ำยีหรือดูถูกดูหมิ่นได้ พระเจ้าธีบอทรงได้ฟังก็เลื่อมใส ประกอบกับที่ทรงแค้นเคืองอังกฤษอยู่แล้วจึงทรงเห็นคล้อยตามคำแนะนำของผู้แทนการค้าจากฝรั่งเศสทุกอย่าง

ควีนวิกตอเรียเสด็จไปเปิดสะพานรถไฟอัลเบิร์ต (Albert Viaduct) ท่ามกลางความตื่นเต้นของประชาชนที่จะได้เดินทางติดต่อกันโดยสะดวกและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (ภาพจาก HISTORY AS HOT NEWS)

ต่อมาผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศสก็แนะนำให้พม่าส่งคณะทูตไปกรุงปารีสอีก ดังนั้น ในปี ค.ศ. ๑๘๘๓ พระเจ้าธีบอก็ทรงทำตามคำแนะนำนั้นอย่างว่านอนสอนง่าย ทางพม่าอ้างว่าราชทูตคณะใหม่ไปฝรั่งเศสเพื่อศึกษาหาความรู้ในทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม แต่ก็ดูเหมือนจะรู้กันทั่วไปว่าพระเจ้าธีบอมีพระราชประสงค์ที่จะผูกมิตรกับฝรั่งเศสเอาไว้ขู่อังกฤษ เอกอัครราชทูตนั้นเป็นขุนนางตำแหน่งอัตวินหวุ่นเทียบชั้นพระยาในเมืองไทย ตัวท่านเอกอัครราชทูตนั้นพูดภาษาอะไรไม่เป็นนอกจากภาษาพม่า แต่ก็มีขุนนางพม่าซึ่งเคยไปเรียนนอกในรัชกาลพระเจ้ามินดงพูดฝรั่งได้เป็นอุปทูตตรีร่วมไปด้วย และมีฝรั่งเศสอีกคนหนึ่ง
ติดตามไปในคณะทูตเพื่อคอยเป็นล่ามและช่วยเหลือต่างๆ เที่ยวนี้อยู่เสียนานเพื่อให้ดูแนบเนียนว่าไปดูงานจริงๆ

รถไฟอังกฤษถูกนำไปใช้ในอาณานิคมของอังกฤษ ในภาพเป็นสถานีรถไฟบนฝั่งเกาลูน (ฮ่องกง) ซึ่งอังกฤษได้ครอบครองตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๔ (บน) และ (ล่าง) เรือสินค้าอังกฤษสามารถขนถ่ายสินค้าจากเรือพาณิชย์ขึ้นรถไฟบนฝั่งเกาลูนส่งไปขายยังเมืองต่างๆ บนแผ่นดินใหญ่ของจีนอย่างสะดวกรวดเร็ว

แต่พอคณะทูตอยู่ปารีสนานเข้า ลอร์ดไลออนส์ (Lord Lions) เอกอัครราชทูตอังกฤษที่ปารีสก็ชักจะเดือดร้อน เอกอัครราชทูตอังกฤษได้ไปหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบ่อยๆ เพื่อถามว่าพม่าจะทำสัญญาทางไมตรีกับฝรั่งเศสจริงหรือไม่ เพราะอังกฤษได้ครอบครองพม่าบางส่วนแล้ว ก็จำต้องสนใจในเรื่องเช่นนี้ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสก็ตอบบ่ายเบี่ยงไปว่าพม่ามาขอตกลงทางการค้าเพียงบางเรื่องเท่านั้น แต่เมื่อทูตพม่าไม่มีอำนาจเต็มที่จะตกลงอะไรได้ ฝรั่งเศสก็ไม่มีทางที่จะทำความตกลงอย่างไร เมื่อฝรั่งเศสตอบมาอย่างนี้ อังกฤษก็ได้แต่นิ่งอยู่ แต่พอขึ้นปีใหม่ (ค.ศ. ๑๘๘๔) อังกฤษก็ขอให้ฝรั่งเศสตกลงว่าจะไม่ส่งอาวุธให้แก่พม่าจากตังเกี๋ย และต่อมาก็บอกกับฝรั่งเศสว่าอังกฤษหวังว่าประเทศต่างๆ ที่เป็นมิตรกับอังกฤษจะไม่ทำสัญญาทางไมตรีเข้าเป็นพันธมิตรข้ามหัวอังกฤษ(๑๑)

ในปีถัดมา คือปี ค.ศ. ๑๘๘๕ ก็มีข่าวเล็ดลอดออกไปว่าฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญาทางการค้ากับพม่าแล้ว แต่ก็เป็นเพื่อการค้าพาณิชย์จริงๆ ไม่มีอย่างอื่นเคลือบแฝง ต่อมาราชทูตพม่าก็แจ้งเอกอัครราชทูตอังกฤษว่าเปลี่ยนใจไม่ไปอังกฤษตามแผนเดิมแล้ว แต่จะผ่านเลยไปอิตาลีแทน การแก้ตัวเช่นนี้ก็เท่ากับบอกให้อังกฤษรับรู้ทางอ้อมว่าพม่ากำลังแสวงหาพันธมิตรไว้สู้กับอังกฤษ

การทำข้อตกลงฉบับใหม่ในปี ค.ศ. ๑๘๘๕ เป็นเหตุผลให้กรุงปารีสจัดตั้งสถานกงสุลฝรั่งเศสขึ้นที่กรุงมัณฑะเลย์ พม่าก็เลยได้ใจใหญ่ แล้วเหมาเอาว่าบัดนี้ตนมีฝรั่งเศสหนุนหลังอยู่ ไม่ต้องเกรงกลัวอังกฤษอีกต่อไป พระเจ้าธีบอก็ยิ่งทรงชะล่าพระราชหฤทัยขึ้นไปอีก แล้วหันมาโปรฝรั่งเศสอย่างออกนอกหน้า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นการสร้างเงื่อนไขการเผชิญหน้าอย่างแท้จริง(๖)

ถ้าหากว่าราชสำนักพม่ามิได้แสดงออกจนเกินเหตุว่ากำลังใกล้ชิดกับฝรั่งเศส บางทีเหตุร้าวฉานที่เกิดขึ้นระหว่างพม่ากับอังกฤษในเวลาต่อมาอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะกรุงรัตนะบุระอังวะที่ไม่มีประเทศมหาอำนาจเป็นมิตรนั้น อังกฤษถือว่าไม่เป็นภัยต่ออังกฤษ แต่กรุงอังวะที่มีฝรั่งเศสอันเป็นคู่แข่งกับอังกฤษเป็นมิตรนั้น อังกฤษเห็นว่าเป็นภัยอันตรายต่อระบบการปกครองเมืองขึ้นของอังกฤษทีเดียว แต่เหตุที่พระเจ้าธีบอทรงกระตือรือร้นที่จะคบกับฝรั่งเศส ก็เพราะทรงทราบว่าฝรั่งเศสเป็นคู่แข่งกับอังกฤษนั้นเอง อาจทรงคิดไปว่ากรุงอังวะที่มีฝรั่งเศสหนุนหลังอยู่นั้นคงจะเป็นที่เกรงขามแก่อังกฤษต่อไป สิ่งที่ไม่ทรงทราบก็คือ ในขณะนั้นรัฐบาลอังกฤษกับฝรั่งเศสผูกพันเป็นพันธมิตรกันอยู่ด้วยสนธิสัญญากรุงปารีส (Treaty of Paris) สนธิสัญญาฉบับนี้ค้ำคอมิให้รัฐบาลฝรั่งเศสเป็นปฏิปักษ์ลับหลังอังกฤษ ฝรั่งเศสจึงมิได้เอาใจพม่าอย่างจริงจัง นอกจากหาเศษหาเลยด้านขอสัมปทานการค้าและคมนาคมแบบฉาบฉวยเท่านั้น(๙)

การเดินหน้าของฝรั่งเศสเข้มข้นขึ้นเมื่อทางปารีสจัดส่งคนของตนเข้ามายังกรุงมัณฑะเลย์ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๘๘๕ กงสุลคนนี้มีชื่อว่า เมอร์สิเออร์ฮาส (M. Hass) บุคคลผู้นี้ออกจะเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการอยู่มาก ซึ่งก็ดูจะเหมาะสมกับหน้าที่ของเขา พอมาถึงพม่าก็ต้อนรับเป็นการใหญ่ โดยเข้าใจว่าจะมาเป็นพวกกับพม่าต่อต้านอังกฤษ แต่นายฮาสซึ่งมีพฤติกรรมอำพรางกลับมีภารกิจหลักที่จะแสวงหาผลประโยชน์สัมปทานขนาดใหญ่ โดยใช้ความศรัทธาของพระเจ้าธีบอเป็นเครื่องมือหาเงินไปชำระหนี้ค่าปฏิกรรมสงครามที่ฝรั่งเศสติดหนี้มหาศาลกับทางเยอรมนีภายหลังสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย

สงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (ค.ศ. ๑๘๗๐-๗๑) ทำให้ฝรั่งเศสพ่ายแพ้เยอรมนีอย่างยับเยิน ต้องสูญเสียแคว้นอัลซาซ-ลอร์เรน และเงินค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนหลายสิบล้านฟรังก์ นายจูลส์ แฟร์รี่ (M. Jules Ferry) นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส (ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๘๐-๘๕) ได้ตั้งเป็นนโยบายให้ฝรั่งเศสขวนขวายหาอาณานิคมในแอฟริกาและเอเชียโดยเร่งด่วน เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ค่าปฏิกรรมสงครามและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมทุกวิถีทาง(๔)

เพราะฉะนั้น ภารกิจของนายฮาสก็ยังดูคลุมเครือและไม่ขาวสะอาดนักในสายตาคนอังกฤษ ทว่า ฉากหน้าของเขาต้องทำให้พม่าเห็นว่าอังกฤษเป็นศัตรูร่วมกันของฝรั่งเศสและพม่า และแม้นว่านายฮาสจะไม่ถูกสั่งจากทางปารีสให้ทำอะไรบุ่มบ่ามก็ตาม  แต่ภารกิจซ่อนเร้นของเขาก็มีแนวโน้มกระทบกระเทือนความเชื่อมั่นของอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้(๑๑)

ไม่นานเกินรอข่าวลือเรื่องการสนับสนุนทางการเมืองของฝรั่งเศสต่อพม่าก็ดูจะมีความจริงขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของพวกฝรั่งเศสซึ่งแทงใจดำฝ่ายอังกฤษอย่างใหญ่หลวงก็คือ การที่ฝรั่งเศสได้รับสัมปทานให้สร้างทางรถไฟตั้งแต่กรุงมัณฑะเลย์ไปถึงเมืองตองอู ซึ่งตั้งอยู่บนชายแดนระหว่างพม่าเหนือและพม่าใต้ที่อังกฤษครอบครองอยู่ ทางรถไฟและการรถไฟนี้รัฐบาลฝรั่งเศสจะลงทุนร่วมกับบริษัทที่จะได้ตั้งขึ้นเป็นเงินถึง ๒ ล้าน ๕ แสนปอนด์สเตอร์ลิง แต่รัฐบาลพม่าจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ฝรั่งเศส สำหรับเงินจำนวนนี้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี หลังจากได้เดินรถไฟไปแล้วเป็นเวลา ๗๐ ปี บริษัทรถไฟฝรั่งเศสก็จะยกการรถไฟทั้งหมดให้แก่พม่า ดูเพียงแค่นี้ก็จะเห็นได้ว่าฝรั่งเศสได้เปรียบทุกประตู แต่พม่าก็ยอมตกลงตามเงื่อนไขนี้ เพราะนายฮาสแนะให้ว่าเงินที่พม่าจะเอามาเสียดอกเบี้ยให้แก่ฝรั่งเศสนั้น พม่าไม่ต้องไปหาทุนให้เสียเวลา  เพียงแต่ขึ้นอัตราค่าภาษีการเดินเรือในแม่น้ำอิรวดีกับอังกฤษและขึ้นค่าภาคหลวงน้ำมันดิน ซึ่งอังกฤษเข้ามาทำอยู่ก็ได้เงินเหลือพอ แต่ที่พม่าคิดไม่ถึงหรือคิดถึงแล้วก็คงยอมตาม ก็คือต่อไปอังกฤษจะหมดทางติดต่อกับพม่า เพราะภาษีการเดินเรือที่เพิ่มขึ้นนั้น จะทำให้อังกฤษเดินเรือตามลำแม่น้ำได้ยาก แต่ฝรั่งเศสจะติดต่อค้าขายกับพม่าได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะฝรั่งเศสจะมีทางรถไฟและสินค้าของฝรั่งเศส ซึ่งขนเข้าพม่าด้วยทางรถไฟนั้นจะต้องไม่เสียภาษีอะไรทั้งสิ้น ทางรถไฟนี้จะทำให้ฝรั่งเศสผูกขาดเส้นทางการค้ากับเมืองจีนผ่านพม่าแต่เพียงผู้เดียว

และเพื่อเป็นการตอบแทน พม่ามีข้อแลกเปลี่ยนให้ฝรั่งเศสได้รับสัมปทานจัดตั้งธนาคารขึ้นในพม่าตอนเหนือ ธนาคารฝรั่งเศสจะกลายเป็นแหล่งเงินกู้ชั้นดีให้พม่านำไปสร้างระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย มีอาทิ รถไฟ รถราง และเรือตามลำแม่น้ำ โดยเสียดอกเบี้ยต่ำกว่าธนาคารของอังกฤษที่สิงคโปร์ สัมปทานสำคัญอื่นๆ ที่พ่อค้าฝรั่งเศสพึงได้รับมีสิทธิ์ทำบ่อทับทิมที่เมืองโหม่กกและสัมปทานป่าไม้ทางภาคเหนือทั้งหมด ซึ่งจะทำให้อิทธิพลของอังกฤษลดน้อยถอยลงจนสูญสลายไปในที่สุด(๑๑)

ข้อแลกเปลี่ยนดังกล่าวก็จะประสานผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง ๒ ฝ่ายตามคำพังเพยว่า “อัฐยายซื้อขนมยาย” สำหรับฝรั่งเศส และ “เรือล่มในหนองทองจะไปไหน” สำหรับพม่า

ข่าวลือเรื่องฝรั่งเศสจะเป็นโต้โผทำทางรถไฟและตั้งธนาคารในพม่าเป็นเรื่องที่ทำให้อังกฤษอึดอัดมาก เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องทุบหม้อข้าวกัน แต่ที่กำลังเป็นข่าวลือโหมสะพัดมากขึ้นไปอีกคือข่าวที่ว่าฝรั่งเศสกำลังหาทางแย่งชิงรัฐอิสระในสิบสองปันนาซึ่งเป็นพื้นที่ล่อแหลม ย่อมกระทบความมั่นคงของอาณานิคมพม่าของอังกฤษ(๖)

ลอร์ดซอลส์เบอรี (Lord Salisbury) นายกรัฐมนตรีอังกฤษถึงกับนั่งไม่ติด จึงได้เรียกตัวนายแวดดิงตัน (Mr. Waddington) ทูตฝรั่งเศสประจำกรุงลอนดอนไปพบเพื่อต่อว่าต่อขานในการกระทำต่างๆ ของฝรั่งเศสในพม่าและตอกกลับว่าอังกฤษจะไม่ยอมให้ชาติใดๆ เข้าไปแสวงหาสัมปทานดำเนินกิจการใดๆ ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของพม่า เช่น การทำรถไฟ การตั้งธนาคาร และการทำป่าไม้ และอังกฤษก็พร้อมที่จะใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้การกระทำเช่นนั้นอย่างไม่เกรงใจกันอีกต่อไป

กล่าวฝ่ายพระเจ้าธีบอเมื่อทรงเห็นว่าฝรั่งเศสมาขอทำสัญญาสร้างทางรถไฟและตั้งธนาคารก็ให้ดีพระทัยนัก เฝ้าแต่ทรงใฝ่ฝันว่าจะได้รับทรัพย์สินเงินทองจากฝรั่งเศสมากมายก่ายกอง เพราะพระเจ้าธีบอนั้นทรงเห็นว่าพระราชอาณาเขตและอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงเป็นแต่เพียงบ่อเกิดแห่งพระราชทรัพย์ที่จะทรงนำเอามาจับจ่ายใช้สอยตามพระราชหฤทัยเท่านั้น หาได้ทรงเห็นว่าเป็นสิ่งซึ่งพระองค์มีความรับผิดชอบที่จะทำนุบำรุงให้มีอิสรภาพและยั่งยืนตลอดไป แต่ในขณะนั้นพระราชทรัพย์ที่ทรงหวังว่าจะได้จากฝรั่งเศสก็ยังคงเป็นวิมานในอากาศ เพราะฝรั่งเศสยังมิได้เข้ามาสำรวจทางรถไฟ หรือก่อตั้งธนาคารดังที่สัญญา
ไว้ เหมือนกับมีบางสิ่งบางอย่างขัดขวางอยู่ ซึ่งทำให้พระองค์ทรงร้อนพระทัยมาก ทรงเกรงว่านโยบายกับฝรั่งเศสจะเป็นหมัน(๑๑)

แต่แล้วก็มีกระแสข่าวใหม่ๆ แพร่ออกมาว่า รัฐบาลกรุงปารีสกลับลำเปลี่ยนใจเพื่อมิให้ปัญหาเกี่ยวกับพม่าลุกลามต่อไปทำให้อังกฤษกับฝรั่งเศสต้องผิดใจกันโดยไม่จำเป็น และอาจบานปลายไปเป็นสงครามระหว่างประเทศมหาอำนาจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนในพม่า อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์หลัก

ปัจจัยด้านการเมืองถึงจะดำเนินอยู่ต่อไปแต่ก็ลดอุณหภูมิลงมากหลังจากที่รัฐบาลอังกฤษประท้วงฝรั่งเศสอย่างรุนแรง ต่อมาก็เกิดกระแสใหม่ของกงสุลฝรั่งเศสอีกคนที่ชื่อ ม. ปาวี (Auguste Pavie) ประจำอยู่ ณ เมืองหลวงพระบาง รายงานว่าการสร้างทางรถไฟผ่านรัฐอิสระในสิบสองปันนาหรือสิบสองจุไททางภาคเหนือของสยาม (แทนพม่า) จะทำให้ข้อพิพาทกับอังกฤษสิ้นสุดลง(๒)

ภาพไปรษณียบัตรเก่าหาชมยาก : รูปขบวนรถไฟสายแรกในสยาม
วิ่งผ่านป่าเขาอันรกชัฏเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ดุร้าย (คุณไกรฤกษ์ นานา ค้นพบภาพที่อังกฤษ)

ในสยาม : ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ การเมืองระหว่างประเทศ
มีความเข้มข้นมากกว่าในสมัยรัชกาลที่ ๔ หลายเท่านัก

“การเรียกแขก” ในรัชกาลนี้เป็นเหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสสามารถ “ขโมยซีน” ภาพพจน์ของอังกฤษไปได้หน้าตาเฉย และถึงแม้จะเปลี่ยนเวทีจากพม่ามาสยามประเทศ แต่ก็ยังตามกระแสที่อังกฤษคาดหวังอะไรบางอย่างมากกว่าการได้ครอบครองพม่าเท่านั้น โดยในสงครามครั้งที่ ๒ นั้นแคว้นๆ หนึ่งซึ่งพม่าเสียให้อังกฤษมีแคว้นตะนาวศรี (Tenasserim) รวมอยู่ด้วย

แคว้นตะนาวศรีนี้บังเอิญเป็นพื้นที่ที่มีพรมแดนประชิดติดกับเขตแดนของสยามด้านตะวันตกใกล้เมืองระนองของไทยโดยมีแม่น้ำปากจั่นขวางอยู่เท่านั้น อังกฤษจึงมีความคิดที่จะทาบทามรัฐบาลไทยให้ร่วมมือกับอังกฤษสำรวจแล้วขุดช่วงที่แคบที่สุดของแผ่นดินไทยในพื้นที่แถบนี้ที่แม่น้ำปากจั่นไหลไปถึงเป็นคลองสั้นๆ ทะลุแผ่นดินไปออกทะเล (อ่าวไทย) ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง และถ้าสำเร็จคลองนี้ก็จะเชื่อมต่ออ่าวเบงกอล (มหาสมุทรอินเดีย) และอ่าวไทย (ทะเลจีนใต้) เข้าด้วยกัน ช่วยย่นย่อระยะเวลาเดินทาง
ของพ่อค้าอังกฤษไปค้าขายกับตะวันออกไกลได้หลายวัน แต่ที่เป็นเหตุผลซ่อนเร้น ก็คืออังกฤษจะเป็นเจ้าของและผูกขาดการเก็บผลประโยชน์จากคลองลัด (คลองกระ) นี้ แต่ผู้เดียว(๔)

ขณะที่สยามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเปิดโอกาสให้อังกฤษสำรวจดินแดนในอาณัติของตนอยู่นั้น ในปี ค.ศ. ๑๘๘๑ ฝรั่งเศสก็เป็นม้ามืดแทรกเข้ามาขออนุญาตรัฐบาลไทยสำรวจความเป็นไปได้ในการขุดคอคอดกระนี้แทน และก็ได้สำรวจจริงพร้อมกับได้เขียนแผนที่การสำรวจพื้นที่ครั้งนี้อย่างละเอียด แต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง แผนงานของฝรั่งเศสกลับถูกยกเลิกไปในที่สุด แต่การเปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสได้เข้ามาหาข้อมูลในครั้งนี้ก็เป็นการเรียกแขกอีกครั้งหนึ่ง ให้ต่างชาติเห็นและได้ศึกษาจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญของประเทศสยาม(๕)

ทว่า การเรียกแขกครั้งสำคัญที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๕ เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะขาดการกรองสถานการณ์อย่างถ่องแท้ โดยในปี ค.ศ. ๑๘๘๕ หลังจากที่ฝรั่งเศสทำสงครามรบชนะจีนและสามารถยึดครองแคว้นตังเกี๋ยของเวียดนาม (แต่เป็นรัฐบรรณาการของจีน) มาเป็นเมืองขึ้นได้แล้วก็เสนอหน้ามาช่วยไทยปราบฮ่อซึ่งซ่อนตัวอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทของไทยซึ่งมีเขตแดนติดกับตังเกี๋ย ภายหลังปราบฮ่อสำเร็จฝรั่งเศสกลับดื้อดึงไม่ถอนกองกำลังออกไปจากสิบสองจุไท โดยโมเมว่าเป็นพื้นที่ดั้งเดิมขึ้นอยู่กับตังเกี๋ย ทั้งยังบีบคั้นให้สยามสละสิบสองจุไทไปโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนจากฝรั่งเศส(๗)

รูปล้อสมัย ร.ศ. ๑๑๒ ทหารฝรั่งเศสใช้ดาบปลายปืนแทงทหารไทยโดยมีทหารอังกฤษผลักดันอยู่ ล้อเลียนไปถึงการวิวาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสว่ามีอังกฤษอยู่เบื้องหลัง หรือที่สื่อของอังกฤษเหน็บแนมรัฐบาลของตนว่า “อังกฤษจัดให้” (Made in England) (ภาพจาก THE SKETCH, 9 August 1893)

การเชื้อเชิญฝรั่งเศสให้เข้ามาในสิบสองจุไทโดยหลงกลว่าจะเข้ามาช่วยปราบฮ่อ แต่กลับต้องสูญเสียแคว้นนี้ไปเฉยๆ เป็นพฤติกรรมอำพรางของทางฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับประเทศที่อ่อนแอและด้อยประสบการณ์เช่นสยามและพม่า เปิดช่องทางให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็เก็บข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนของเราโดยที่เราไม่สามารถขัดขืนต้านทานได้เลย ทุกครั้งที่เรื่องเกิดขึ้นก็เหมือนการนับหนึ่งใหม่อยู่เสมอ และเป็นอุทาหรณ์ที่น่าจดจำ

รูป ม. ปาวี ทูตฝรั่งเศส ผู้อยู่เบื้องหลังการผนวกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ใน ร.ศ. ๑๑๒ ช่วยให้ฝรั่งเศสมีพรมแดนประชิดจีนทางภาคเหนือ
ดังแผนที่ที่ปรากฏในรูปด้านซ้ายมือ (ภาพจาก LA FRANCE ILLUSTRÉE, 12 Aug. 1893)

กงสุลฝรั่งเศส ๒ คน มีนายฮาสที่มัณฑะเลย์และนายปาวีที่หลวงพระบาง เป็นตัวอย่างของตัวละครที่อยู่เบื้องหลังความต้องการที่จะผนวกดินแดนทางภาคเหนือของพม่าและสยามซึ่งเป็นพื้นที่ล่อแหลมประชิดติดชายแดนจีนตลอดแนว บางทีจะเป็นนโยบายที่กงสุลได้รับมอบหมายมาเพื่อกำหนดเส้นทางบางอย่างปูทางไปสู่การสร้างทางรถไฟเข้าเมืองจีนในที่สุด?

โครงการช้างทางรถไฟสยาม-จีน มีจริงหรือ?

สูจิบัตรฉบับพิเศษพิมพ์ขึ้นเฉพาะกิจในปี ค.ศ. ๑๘๘๖ จัดพิมพ์โดยราชสมาคมภูมิศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร (Royal Geographical Society of Great Britain) เสนอรายงานผลการสำรวจของทีมสำรวจจากประเทศอังกฤษเกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจ็คต์ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐของรัฐบาลอังกฤษเป็นหัวหอก จัดทำขึ้นเพื่อสนองนโยบายต่างประเทศของอังกฤษ

สูจิบัตรฉบับนี้พิมพ์ด้วยจำนวนจำกัดสำหรับเผยแพร่ต่อคณะกรรมาธิการของสมาชิกวุฒิสภา ที่มีองค์ประชุมจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอาณานิคม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐสภาในการลงมติขอความเห็นชอบเพื่อดำเนินการต่อไป เอกสารฉบับนี้นอกจากจะพิมพ์แผนภูมิในลักษณะพิมพ์เขียวของเส้นทางที่ถูกสำรวจแล้วยังบรรจุข้อมูลที่สาบสูญไปจากประวัติการรถไฟไทยที่เราคุ้นเคยกัน

หลักฐานจากทางการอังกฤษอ้างถึงกลุ่มนักสำรวจชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งได้รับมอบหมายให้ติดต่อกับรัฐบาลสยามภายหลังการค้นพบว่าแผนงานเดิมในการสร้างทางรถไฟจากเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของพม่าได้แก่เมืองมะละแหม่ง (Moulmein) เลียบแม่น้ำสาละวินขึ้นไปทางภาคเหนือของพม่า ผ่านรัฐอิสระในดินแดนสิบสองปันนา (Independent Shan States) นั้นทำได้ค่อนข้างยากเพราะลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนอยู่หนาแน่น แต่อาจทำได้สะดวกกว่าถ้าตัดผ่านเข้าไปทางสยามมุ่งต่อไปยังจีน(๑๖)

ความคิดที่จะสร้างทางรถไฟจากอาณานิคมของอังกฤษคือพม่าตรงไปยังจีนมีมาตั้งแต่ทศวรรษ ๑๘๘๐ เพื่อขยายอิทธิพลของอังกฤษเข้าไปยังศูนย์กลางและแหล่งทรัพยากรอันมั่งคั่งของจีนที่เรียกว่ามณฑลยูนนานและมณฑลกวางสี โครงการรถไฟไปจีนถูกร่างขึ้นเพื่อสนองนโยบายต่างประเทศและแผนพัฒนาเศรษฐกิจในอาณานิคมโพ้นทะเล ซึ่งแข่งขันกันในเชิงระหว่างคู่แข่งอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศสและรัสเซีย ซึ่งต้องการจัดสรรดินแดนแหล่งทรัพยากรและเมืองท่าที่เต็มไปด้วยศักยภาพของจีนเพื่อผูกขาดการค้าและพัฒนาฐานเศรษฐกิจในอาณานิคมของตนโดยแข่งกันแบบใครมาก่อนได้ก่อน(๑๕)

ผู้เขียนที่หน้าร้านขายแผนที่เก่าหายาก ณ กรุงลอนดอน ก่อนเข้าร่วมการประมูลแผนที่โครงการรถไฟสายแรกของสยามสมัยรัชกาลที่ ๕ (ภาพถ่ายเมื่อกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗)

ทีมงานสำรวจของอังกฤษนำโดยอดีตเจ้าหน้าที่สำนักข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำพม่า ชื่อนายคอลคุฮอน
(A. R. Colquhoun) และหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมของสำนักข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำอินเดีย ชื่อนายฮาเล็ต (H. Hallett) เริ่มดำเนินการออกสำรวจพื้นที่ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๘๒ จากเมืองกวางตุ้งลงมาถึงกรุงย่างกุ้ง นายคอลคุฮอน หัวหน้าคณะเดินทางกลับไปอังกฤษ และรวบรวมข้อมูลที่ได้เสนอต่อสมาพันธ์หอการค้าอังกฤษเพื่อขอความเห็น

โดยในครั้งแรก คณะสำรวจได้เสนอให้วางเส้นทางเดินรถไฟพาดผ่านรัฐอิสระทางภาคเหนือของพม่า ได้แก่ รัฐฉานและแคว้นสิบสองปันนาซึ่งคั่นกลางอยู่ระหว่างพม่ากับจีนด้วยงบประมาณคร่าวๆ เป็นเงิน ๗ ล้านปอนด์สเตอร์ลิง เงินทุนจากงบประมาณนี้ครึ่งหนึ่งมาจากเงินสนับสนุนของหอการค้าอังกฤษ และอีกครึ่งหนึ่งมาจากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลกลางที่ลอนดอน

ผลสำรวจและการคาดการณ์ผลกำไรสำหรับอนาคตได้รับการยอมรับและลงมติเห็นชอบอย่างท่วมท้นโดยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอังกฤษในเบื้องต้น ถึงขนาดที่หอการค้าอังกฤษยินดีสำรองจ่ายเงินล่วงหน้าให้ครึ่งหนึ่งก่อนเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เชิงรายละเอียดเพื่อจะได้เห็นสภาพรอบด้าน

ข้อมูลเชิงลึกรายงานอุปสรรคมากมาย ที่ผู้รับเหมาต้องประสบจากภูมิประเทศซึ่งเป็นเทือกเขาสูงชันหนาทึบเป็นแนวยาวตลอดพรมแดนพม่า-จีน แต่ทางคณะสำรวจก็ยังค้นพบทางเลือกเส้นทางสำรองจากมะละแหม่งลัดผ่านเข้าไปในเขตแดนสยามแล้วพุ่งตรงขึ้นไปทางเมืองเชียงแสนผ่านเชียงแขง สิบสองปันนาเข้าสู่ยูนนาน ย่อมจะทำได้ง่ายกว่า และรวดเร็วกว่าเส้นทางเดิมผ่านรัฐฉานของพม่าซึ่งเต็มไปด้วยความทุรกันดาร

เส้นทางสำรองได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลสยามซึ่งตื่นเต้นที่จะได้ลืมตาอ้าปาก และยกระดับความสำคัญของสยามรัฐขึ้นไปเป็นภาพลักษณ์ชั้นแนวหน้าของประชาคมเอเชีย แต่สยามก็ตั้งเงื่อนไขว่าเส้นทางนี้จะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นหากได้ผนวกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองอันมั่งคั่งของสยามเข้าไว้ด้วย โดยมีกรุงเทพฯ เป็นเมืองท่าใหญ่รองรับสินค้าที่จะบรรทุกลงมา และยังมีศักยภาพเกินความคาดหมายในวันหนึ่งข้างหน้า จะได้เชื่อมต่อทางรถไฟลงไปจนถึงอาณานิคมอันยิ่งใหญ่ของอังกฤษที่สิงคโปร์และมลายู(๑๖)

สูตรสำเร็จของแผนงานระยะสุดท้ายลงเอยที่เส้นทางรถไฟสาย Pan Asia สายแรก เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ พาดผ่านสยาม พม่า จีน ความยาวนับพันกิโลเมตร ด้วยความเห็นชอบของทุกฝ่ายเป็นเอกฉันท์ ในปี ค.ศ. ๑๘๘๖ เส้นทางรถไฟแห่งความหวังนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะได้นำเสนอในตอนหน้า


เอกสารประกอบการค้นคว้า

(๑) กระต่าย อิศรางกูร ณ อยุธยา, ม.ร.ว. จดหมายเหตุและนิราศลอนดอน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย, ๒๔๖๑.

(๒) ไกรฤกษ์ นานา. ค้นหารัตนโกสินทร์ ๓. สมุทรปราการ : ออฟเซ็ทพลัส, ๒๕๕๕.

(๓) ______. ค้นหารัตนโกสินทร์ ๔. นนทบุรี : ส.เอเซียเพรส, ๒๕๕๖.

(๔) ______. “ตะลึง! Blueprint คอคอดกระ สมัยรัชกาลที่ ๕ มีจริง
ตอนที่ ๑ ทำไมรัชกาลที่ ๕ ทรงยอมให้ฝรั่งเศสสำรวจเมืองไทย,” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๖ (เมษายน ๒๕๕๕).

(๕) ______. “ตะลึง! Blueprint คอคอดกระ สมัยรัชกาลที่ ๕ มีจริง ตอนจบ ระทึกเหตุที่โครงการถูกยุบ,” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๗ (พฤษภาคม ๒๕๕๕).

(๖) ______. “ตีความใหม่จากข้อมูลดิบ ‘ชนวนอำพราง’ เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ศึกชิงพื้นที่ทับซ้อน ‘สิบสองปันนา’,” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๕ (มีนาคม ๒๕๕๗).

(๗) ______. “ผงะ! ข้อมูลใหม่ คำสารภาพ ม. ปาวี ป่วนกรณี ร.ศ. ๑๑๒ ‘ไม่ใช่จะรบ ไปทูลในหลวงเถิด’,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๑๐ (สิงหาคม ๒๕๕๕).

(๘) ______. “ศึกเชียงตุงในรัชกาลที่ ๔ การตีความใหม่ชี้ ‘กันท่า’ มากกว่า ‘ยึดครอง’,” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๔ (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗).

(๙) ______. สมุดภาพรัชกาลที่ ๔ วิกฤติและโอกาสของรัตน
โกสินทร์ ในรอบ ๑๕๐ ปี. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๐.

(๑๐) ______. หน้าหนึ่งในสยาม. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๖.

(๑๑) คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. พม่าเสียเมือง. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า,
๒๕๔๕.

(๑๒) ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔. ๒๔๗๗.

(๑๓) สงวน อั้นคง. สิ่งแรกในเมืองไทย ชุด ๒. พระนคร : แพร่พิทยา,
๒๕๐๒.

(๑๔) สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๒ อักษร ข-จ, ฉบับราช
บัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๕.

(๑๕) Norman, Henry. The Peoples and Politics of The Far East. London : T. Fisher Unwin, 1895.

(๑๖) Royal Geographical Society (Monthly Record of Geography), London, January 1889.

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป