ศึกเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคชาติไทย จ่ายเช็ค 20-30 ล้าน ปลด พล.ต.อ.ประมาณจากตำแหน่ง

พรรคชาติไทยก่อตั้งเมื่อปี 2517 มี พล.ต.อ. ประมาณ อดิเรกสาร เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก พรรคชาติไทยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาโดยเสมอ ถึงสมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ สมัยที่ 2 (ปี 2526-2529) พรรคชาติไทยเป็นพรรคฝ่ายค้าน

กระทั่งเมื่อ พลเอก เปรม ยุบสภาในปี 2529 มีความพยายามในการ “ดีล” เพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง “ดีล” ที่ว่านั้น คือ พลเอก เปรม ได้ตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าพรรคชาติไทยต้องการเป็นฝ่ายรัฐบาลในรัฐบาลชุดใหม่ จะต้องปรับปรุงองคาพยพของพรรคใหม่

นั่นคือจะต้องเปลี่ยนตัวหน้าหน้าพรรค เพราะหัวหน้าพรรคชาติไทย คือ พล.ต.อ. ประมาณ จะแข่งเป็นนายกรัฐมนตรีกับ พลเอก เปรม และมีกระแสข่าวออกมาว่า หากสามารถเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคชาติไทยได้ก็จะช่วยเหลือพรรคในการเลือกตั้งเป็นเงิน 30 ล้านบาท

พล.ต.อ. ประมาณ อดิเรกสาร (ภาพในหนังสือ รายงานประจำปีขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2499, ภาพจากคลังข้อมูล กองบก.ศิลปวัฒนธรรม)

ต่อมา เมื่อมีการประชุมพรรคชาติไทย ในวันที่ 4 มิถุนายน ปี 2529 ได้เกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคชาติไทย จาก พล.ต.อ. ประมาณ เป็น พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เหตุการณ์ในวันนั้น บรรหาร ศิลปอาชา ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทย เล่าว่า

“พล.ต. ประมาณ อดิเรกสาร ซึ่งอยู่ในที่ประชุมด้วยยืนยันจะเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเดิม ทำเอา พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ ลุกเดินออกไปจากที่ประชุม ผมต้องไปขอร้องให้ พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณกลับมาเข้าประชุมใหม่

ที่ประชุมได้วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง ผมบอกที่ประชุมให้ค่อย ๆ พูดกัน พยายามใช้เหตุผล คุยกันไปคุยกันมา พล.ต. ประมาณ อดิเรกสาร เลยโพล่งขึ้นมาว่า

‘เอาละ 20 ล้านบาท เดี๋ยวนี้เลย ถ้าจ่ายเดี๋ยวนี้ผมก็จะลาออกจากหัวหน้าพรรค’

คุณปัญจะ เกสรทอง จึงพูดขึ้นว่า ‘แน่นา ท่านหัวหน้า ถ้ามีเงิน 20 ล้านท่านออกแน่นา’

พล.ต. ประมาณ อติเรกสาร รับคำว่า ‘แน่’

‘เอ้า ท่านเลขาฯ พรรคไปหาเงินมาจ่ายเดี๋ยวนี้’ คุณปัญจะ เกสรทอง หันมาพูดกับผม ท่าทางขึงขังไม่แพ้หัวหน้าพรรคเหมือนกัน ผมได้แต่อุทานในใจ เลขาธิการพรรคจะไปหาเงินที่ไหน แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหลายคนในที่ประชุมขณะนั้นขึงขังจริงจัง ก็นึกถึงสมุดเช็คส่วนตัวที่อยู่ในรถขึ้นมา จึงให้คนไปหยิบกระเป๋ามาแล้วเซ็นเช็คจำนวนเงิน 20 ล้านบาทเดี๋ยวนั้นเลย

เมื่อยื่นเช็คใบนั้นให้ พล.ต. ประมาณ อดิเรกสาร ถึงกับอึ้ง สงบนิ่ง ไม่พูดอะไร แล้วให้คุณเดช บุญ-หลง รับเช็คไว้ จากนั้นก็เซ็นใบลาออกไว้เป็นหลักฐาน

แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไประยะ 1 พล.ต. ประมาณ อดิเรกสาร ก็ไม่ได้นำเช็คใบนั้นไปทำอะไร กลับให้คุณเดช บุญ-หลง เอาเช็คคืนมาให้ผมด้วยซ้ำ

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ จึงได้เป็นหัวหน้าพรรค”

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ. ประมาณ บอกเล่าข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่มีรายละเอียดแตกต่างจากเรื่องเล่าของ บรรหาร โดยเล่าว่า

“พลเอก ชาติชาย และคุณบรรหาร ได้มาพูดกับผม ขอให้ยอมรับการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค…

จะเป็นเพราะเหตุใดก็สุดแต่จะพิจารณา ผมได้ทำการรอมาจนกระทั่งลูกพรรคได้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งกันเรียบร้อยแล้ว และไม่สามารถจะลาออกไปเข้าพรรคอื่นได้…ผมได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และผมได้ยื่นใบลาออก พร้อมกับกล่าวยืนยัน ผมทำตามที่ได้กำหนดไว้ และให้คุณบรรหารทำการเซ็นเช็ค 30 ล้านแทน พลเอก เปรม เป็นการช่วยเหลือการเลือกตั้งตามที่สัญญากันไว้…

คุณบรรหารเซ็นเช็คส่วนตัวแทนพลเอกเปรมเป็นการช่วยเหลือการเลือกตั้ง ผมได้รับเช็คนั้นก็ส่งต่อมาให้นายเดช บุญ-หลง เหรัญญิก ของพรรคเข้าบัญชีพรรคไป เช็คนั้นมีมูลค่า 30 ล้านบาท ทราบในภายหลังว่าเช็คนั้นใช้ไม่ได้”

ซึ่งตามความหมายของ พล.ต.อ. ประมาณ ที่ว่า “ใช้ไม่ได้” เท่ากับ “เช็คเด้ง” นั่นเอง

บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 (Photo by STR / AFP FILES / AFP)

จากทั้งสองมุมมองพบข้อมูลขัดกัน 2 ประเด็น คือ จำนวนเงิน และเช็ค ซึ่งไม่อาจทราบแน่ชัดว่า เช็คมีจำนวนเงินเท่าใดกันแน่ หรือนำเช็คไปขึ้นเงินจริงหรือไม่ เป็นเช็คเด้งหรือไม่ แต่ที่ชัดเจน คือ มีความพยายามเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคชาติไทย

พล.ต.อ. ประมาณ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยไม่นานหลังจากการประชุมพรรคในวันนั้น (ประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 24 มิถุนายน ปี 2529) โดย พลเอก ชาติชาย ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยคนใหม่ และเมื่อถึงการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม ปี 2529 พรรคชาติไทยได้ที่นั่งในสภาฯ มาเป็นอันดับสอง และได้ร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่น ๆ โดยสนับสนุน พลเอก เปรม เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3

 


อ้างอิง :

ประมาณ อดิเรกสาร. (2547). UNSEEN ราชครู. กรุงเทพฯ : สื่อวัฏสาร.

เสถียร จันทิมาธร. (2548). เส้นทางสู่อำนาจ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 สิงหาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป