ฮิตเลอร์และพรรคนาซีครองอำนาจ การแพทย์ของเยอรมันเป็นอย่างไร

ภาพเขียนของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมัน ภาพจาก AFP PHOTO / INP

หากกล่าวถึงฮิตเลอร์ท่านผู้อ่านคิดถึงอะไร การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนยิว, การปกครองแบบเผด็จการ, ความรุนแรง ฯลฯ แล้วถ้าผนวกเรื่องการแพทย์เข้าไปในสมัยของฮิตเลอร์ ผลที่ออกมาจะเป็นอะไร

นักเขียนมือรางวัลอย่าง จอห์น คอร์นเวลล์ อดีตผู้อำนวยการโครงการวิทยาศาสตร์และมิติมนุษย์ที่วิทยาลัยจีซัส, เคมบริดจ์ และภาคีสมาชิกของคณะประวัติศาสตร์และปรัชญาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มีคำตอบไว้ในผลงานของที่ชื่อว่า “นักวิทยาศาสตร์ของฮิตเลอร์” (สำนักพิมพ์มติชน สิงหาคม 2554) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการ)


 

นายแพทย์ ในฐานะกลุ่มอาชีพ มีความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมสังกัดพรรคนาซีมากกว่ากลุ่มอาชีพอื่น สภาแพทย์มหาอาณาจักรไรซ์ที่ 3 มีหมอสมัครเป็นสมาชิกพรรคนาซีสูงสุด 44.8 เปอร์เซ็นต์ ทนายความเป็นกลุ่มใหญ่รองลงมา แต่ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ [1] นายแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลป์ระหว่างปี 1925-1932 มีสัดส่วนสังกัดพรรคนาซีมากที่สุด 53.1 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มเล็กที่สุด 39.1 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นกลุ่มแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนระหว่างปี 1878-1918

ไมเคิล คาเทอร์ นักประวัติศาสตร์ เสนอผลสรุปว่าหมอนาซีที่กระตือรือร้นที่สุดจะเป็นกลุ่มตกยาก ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ “จนถึงปี 1933 หมอไปเยือนแคมป์นาชีด้วยความเคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา ชิงชังรังเกียจสภาวการณ์ในปัจจุบัน วาดหวังว่าจะได้รับอนาคตใหม่สดใสกว่าเดิมในมือของผู้นําที่ชะตาลิขิตแล้ว” [2] ทิลล์ บาสเตียน นักประวัติศาสตร์การแพทย์ในมหาอาณาจักรไรซ์ที่ 3 ตั้งข้อสังเกตว่า อาชีพแพทย์ถือได้ว่าเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมที่สุดและคลั่งชาติที่สุดนับจากการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1

หลังจากฮิตเลอร์ขึ้นครองอํานาจในปี 1933 หมอเยอรมันส่วนใหญ่แซ่ซ้องต้อนรับระบอบการปกครองใหม่ ฝันหวานถึงการแก้ไขความพิกลพิการ ในระบบสาธารณสุข การบริหาร ค่าจ้าง และสภาพการทํางานที่เคยเกิดขึ้น ในสาธารณรัฐไวมาร์ หมอใหม่แค้นเคืองที่ไม่อาจเปิดคลินิกรักษาโรค เพราะรัฐบาลยุคนั้นวางระบบจํากัดไว้ว่าให้มีแพทย์หนึ่งคนต่อประชากรเพียง 600 คน เงินเดือนของหมอในเยอรมนีในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 มากกว่ากลุ่มอาชีพอื่น รวมทั้งทนายความ

แต่ในช่วงหลายปีก่อนฮิตเลอร์จะเถลิงอํานาจ เงินเดือนแพทย์ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการรัด เข็มขัดของ “อัครมหาเสนาบดีท้องกิ่ว” บรูนนิง ทําให้เกิดภาวะการว่างงานสูง ขับไล่คนไข้ไปจากโต๊ะผ่าตัดของหมอ เมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำผ่านพ้นไป จํานวนหมอลดน้อยลง ส่วนหนึ่งมาจากการขับไล่หมอยิวในปี 1934 เงินเดือนของหมอเพิ่มสูงจากระดับต่ำสุดในปี 1932 และเมื่อถึงปี 1937 หมอเยอรมันแช่มชื่นได้เงินเดือนสูงสุดในระดับเดียวกับปี 1928

การต่อต้านยิวและความคลั่งเชื้อชาติเข้มข้นแพร่ไปทั่ววงการแพทย์ในตอนต้นทศวรรษ 1930 ยูลิอุส ฟรีดริช เลห์มานน์เจ้าของสำนักพิมพ์ที่เราอ่านผ่านตามาแล้ว เป็นหัวขบวนในการเผยแพร่อุดมการณ์สายเลือดแท้ของโพลตซ์กับกุนเทอร์ในช่วงทศวรรษ 1920 เลห์มานน์ใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในมือและความมั่งคั่งของตนเผยแพร่ข่าวสารนาซีในหมู่นักศึกษาแพทย์และแพทย์ในโรงพยาบาล ตําราสี่สีสวยงามของเขามียอดขายสูงในวงการแพทย์ ยิ่งไปกว่านั้น เขาตีพิมพ์วารสารการแพทย์รายสัปดาห์ในมิวนิก ใช้ความนิยมของวารสารเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่สารนิพนธ์โฟล์คคิชและการเหยียดสายเลือดต่ำทรามของยิว

การทํางานในเชิงรุกจะเป็นการให้ทุนสนับสนุนลุดวิก เซมานน์ บรรณาธิการในการแปลผลงานการเหยียดหยามสายเลือดของอารฺตูรฺกงต์ เดอ โกบิโน จากภาษาฝรั่งเศสมาเป็นเยอรมัน ในปี 1926 เขาพิมพ์หนังสือขายดี The Physician and his Mission โดย นพ.แอร์วิน ลีค จากดานซิก เมื่อถึงช่วงสิ้นทศวรรษ หนังสือเล่มนี้มียอดจําหน่าย 30,000 เล่ม ในฐานะสื่อทรงเกียรติได้รับความเชื่อถืออย่างสูง ผลงานของเขามอบความน่าเชื่อถือให้อุดมการณ์นาซีในหมู่แพทย์

เลห์มานน์เสียชีวิตเมื่ออายุได้เจ็ดสิบปี หนึ่งปีหลังจากที่ฮิตเลอร์ขึ้นครองอํานาจ แต่ก็ยังเตรียมการตีพิมพ์ผลงานของแนวหน้านาซีไว้ เช่น ริชาร์ด วาลเธอร์ ดาเรอ และอัลเฟรด โรเซน แบร์ก ฮิตเลอร์สรรเสริญเลห์มานน์สําหรับความอุทิศทุ่มเทอย่างไม่ลดละช่วยเหลือลัทธินาซีให้ฝ่ากระแสต่อต้านสืบไป ฮิตเลอร์ประกาศว่า ผู้คนรุ่นถัดไปจะเห็นคุณงามความดีของเลห์มานน์สําหรับผลงานที่เขาทําเพื่อเยอรมนี [3]

การโฆษณาชวนเชื่อในวงการแพทย์ของเลห์มานน์ประณามการศึกษาของแพทย์เฉพาะทาง ส่งเสริมให้มีการบําบัดรักษาทั่วไป ซึ่งก็เป็นแนวโน้มสอดคล้องไปกับนโยบายองค์รวมของพรรคนาซีที่มีต่ออนามัยและสาธารณสุข เคเทอร์เขียนไว้ว่า

โดยหลักการแล้ว แนวคิดองค์รวมจะไม่เปิดโอกาสให้มีการ พิจารณาเจาะลึกที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง และในเมื่อเจือด้วย แนวคิดสุดเพี้ยนเชิงชีววิทยา อคติเชิงบวกจะเน้นไปที่กลไก ระบบสืบพันธุ์และอคติเชิงลบเน้นไปที่สมอง หลักคิดเช่นนี้ สอดคล้องกับการเน้นย้ำของพรรคนาซี ให้ความสําคัญต่อวัตถุสิ่งของที่จับต้องได้ และต่อต้านภูมิปัญญา (ความรู้ที่สั่งสมไว้ เพื่อนํามาใช้ประโยชน์ในการดําเนินชีวิต) [4]

ในเวลาเดียวกัน ภายใต้อิทธิพลของวิถีความคิดของนาซีในแวดวงการแพทย์ หมอหันไปสนใจสุขอนามัยของชาติ แทนการดูแลบําบัดรักษาสุขภาพปัจเจก [5] การเรียนการสอนในโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย มักจะได้รับคำตําหนิรุนแรงจากหมอนาซีว่ามีลักษณะไปในทางลบ หรือ “ทุลักษณะ” ทั้งนี้สิ่งที่จัดว่าเป็น “ทุลักษณะ” ตามคําจํากัดความของนาซีก็อย่างเช่น “ลัทธิ เสรีนิยม ปัจเจกนิยม การคิดถึงแต่วัตถุและกลไก อุดมการณ์มนุษย์ของผิว คอมมิวนิสต์ การขาดไร้ความนับถือต่อสายเลือดและปิตุภูมิ การละเลยไม่ใส่ใจสายเลือดแท้และลักษณะพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมายังลูกหลาน การเน้น ความสําคัญไปยังอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง และการลดคุณค่าของจิตวิญญาณ และเรือนกาย” [6]

หมอยิว

หนึ่งสัปดาห์หลังจากฮิตเลอร์ขึ้นครองอํานาจในเดือนมกราคม 1933 นพ. ควร์ต คลาเรอ ผู้ร่วมก่อตั้ง “สันนิบาตแพทย์นาซี” เขียนจดหมายถึงเพื่อนร่วมงานว่า “พวกยิวและกลุ่มหลงรักยิวพึ่งสําเหนียกว่าคนเยอรมันเป็นเจ้านายบ้านของตนเองอีกครั้งแล้ว และจะลิขิตชะตากรรมของตนเอง” [7] การขับไล่หมอยิว ซึ่งมีจํานวน 16 เปอร์เซ็นต์ของแพทย์ทั้งหมดในเยอรมนีออกจากงาน [8] เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม เริ่มต้นจากข้ารัฐการยิวในสมาคมการแพทย์ของชาติและจากกลุ่มแพทย์ท้องถิ่น ตามด้วยการไม่คบค้ากับคนยิว จากฝีมือของโกเอบเบิลส์ในวันที่ 1 เมษายน ไม่ติดต่อค้าขายใช้บริการของยิว รวมทั้งการไปตรวจรักษาในคลินิกหมอยิว

หากไม่ทุบทําลายร้านค้าให้เสียหาย ก็จะกําหนดให้เป็นเขตต้องห้าม ในนูเรมเบิร์ก มีประกาศทางการว่าใบรับรอง ประกันสังคมที่ออกให้โดยหมอยิวจะไม่ได้รับการพิจารณาดําเนินการ  ยิวหลายคนถูกลากตัวออกไปยังสวนสาธารณะใกล้เลร์เทอร์ บาห์นโฮฟอันธพาลเชิ้ตน้ำตาลใช้ปืนยิงขา หมอยิวในมิวนิกถูกจับกุมตัวด้วยข้อหาทําแท้งเถื่อน กักขังในคุกนานหนึ่งสัปดาห์ หมอประกันสังคมในเบอร์ลินคนหนึ่งถูกจับกุมไปขังคุกนานเก้าเดือน

ในระหว่างที่คนยิวในสมาคมการแพทย์ตั้งท่าพร้อมรับรัฐบัญญัติต่อต้านยิว ข้อตกลงอื่นๆ ถูกทําลายไปที่ละเรื่องสองเรื่อง ห้ามหมอยิวว่าจ้างผู้ช่วยที่ไม่ใช่ยิว มีการระงับการสั่งจ่ายเงินค่าจ้าง ในแคว้นบาวาเรียห้ามหมอยิวดูแลรักษานักเรียนในโรงเรียนของรัฐ ในแคว้นบาเด็น สัดส่วนของหมอผิวในบัญชีรายชื่อแพทย์ระดับแคว้นถูกจํากัดลงโดยใช้เกณฑ์ของประชากรยิวต่อประชากรทั้งหมด ทําให้สัดส่วนของหมอผิวในบัญชีรายชื่อมีเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์ [9]

…………….

เมื่อถึงต้นปี 1939 มีหมอยิวถูกไล่ออกจากงาน 2,600 คน. ตําแหน่งที่ว่างลงถูกแทนที่โดยหมออารยัน การกระทําทรมาน การข่มขู่ให้หวาดกลัว หรือการฆาตกรรมหมอยิว เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น มีการยัดเยียดข้อหาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งยาผิด การลวนลามคนไข้สตรี การทําแท้งเถื่อน และการยักยอกทรัพย์ การฆ่าตัวตายของหมอยิวกลายเป็นเรื่องปกติสามัญ [10] แต่หมอยิวบางคนยังคงทํางานรักษาคนไข้ต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยู่ในกลุ่มยกเว้น อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไข้ยังเชื่อถือวางใจกลุ่ม นาซีหัวรุนแรงหันไปเล่นงานคนไข้ของหมอผิวด้วยข้อหาทรยศต่อชาติ

บันทึกของหมอยิว

บันทึกของ พญ.แฮร์ธา นาโธรฟฟ์ นรีแพทย์ ผู้เกิดและเติบโตในครอบครัวยิว เป็นที่นับหน้าถือตาในเยอรมนี้ เต็มไปด้วยความน่าสะเทือนใจ บันทึกนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสภาพของหมอยิวจํานวนมากที่ยังปักหลักอยู่ในเยอรมนี ใต้ระบอบการปกครองของฮิตเลอร์ [11] นามสกุลเดิมของหมอ    แฮร์ธา ก่อนแต่งงานคือไอน์สไตน์ (เธอเป็นญาติห่างๆ ของไอน์สไตน์)

……….

ในเดือนมกราคม 1933 พญ.แฮร์ธา นาโธรฟฟ์อยากจะทําใจให้เชื่อใจและวางใจในตัวฮิตเลอร์ หลังจากท่านผู้นําชนะการเลือกตั้ง แต่หนึ่งเดือนหลังการเลือกตั้ง เธอสังเกตพบการต่อต้านยิวจากปากของคนไข้ในคลินิกมากขึ้นทุกขณะ สองสัปดาห์หลังมาตรการไม่คบค้ายิวในเดือนเมษายน 1923 เธอเขียนบันทึกไว้ว่าศัลยแพทย์ยิวถูกไล่ออกจากห้องผ่าตัด มีคําสั่งห้ามไม่ให้หมอยิวเข้ามาในเขตโรงพยาบาล โรงพยาบาลไล่สามีของเธอออกจากงาน เขายังทํางานในคลินิกส่วนตัว หมอยิวถูกจับตัวขึ้นรถบรรทุกขับแห่ไปรอบเมือง คนเดินเท้าส่งเสียงสาปแช่ง สัปดาห์ถัดมา เธอถูกไล่ออกจากงาน ล่วงเวลาทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการตั้งครรภ์ แต่เธอยังทํางานในคลินิกส่วนตัว

ในเดือนพฤษภาคม คนไข้สติแตกร่ำไห้ในห้องตรวจ คนไข้ผู้นั้นเกือบจะเปิดแก๊สรมฆ่าตัวตาย เพราะเชื่อว่าการร่วมเพศกับคนยิวครั้งเดียว อาจทําให้เธอแปดเปื้อนโสมมจนไม่อาจตั้งครรภ์และคลอดลูกอารยันสายเลือดแท้ได้อีกแล้ว สัปดาห์ถัดมา หมอยิวเพื่อนร่วมงานของหมอแฮร์ธาฆ่าตัวตาย เพราะไม่อาจทนแรงกดดันบีบคั้นได้อีกต่อไป หมอแฮร์ธาไปเยี่ยมหมอยิวสตรีในโรงพยาบาลโรคจิต เธอเสียสติไปเพราะถูกไล่ออกจากงาน และเพื่อนชายสายเลือดอารยันสลัดรัก

………..

การกดขี่ข่มเหงหมอผิวยังคงดําเนินต่อไปจนถึงปีถัดมา เพื่อนร่วมงานสตรีชาวยิวร่ำไห้แทบครองสติไม่อยู่ในบ้านของหมอแฮร์ธาบอกว่าในคืนที่ผ่านมา บ้านของเธอถูกเกสตาโปรื้อค้นเพื่อค้นหาวรรณกรรมต้องห้าม หมอตําแย ผู้ช่วยประสบการณ์นานหลายปี มาขอพบและแจ้งให้ทราบว่าเธอได้รับคําแนะนําให้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมหมอตําแยไรช์ ซึ่งก็จะทําให้เธอไม่อาจทํางานร่วมกับหมอผิวได้อีกต่อไป

คนไข้รายหนึ่งมากล่าวคําอําลา บอกว่าไม่อาจมาพบหมอยิวได้อีกแล้ว เพราะลูกชายขู่ว่าจะขับเธอออกจากความเป็นแม่ คนไข้เก่าหลายต่อหลายคนรวมทั้งเลขานุการเก่าที่เธอเคยช่วยเหลือด้านการเงินมาหลายครั้งทําเป็นเมินมองไม่เห็นเธอบนถนน อีกคราวหนึ่ง คนไข้ร้องห่มร้องไห้มาขอให้เธอสั่งยาพิษ หลังจากทราบว่าเมื่อสืบสาแหรกขึ้นไปแล้ว มีย่าเป็นยิว เธอถูกไล่ออกจากงาน แฟนหนุ่มไล่ออกจากบ้าน

หมอแฮร์ธายังคงจดบันทึกการกดขี่ข่มเหงซึ่งดําเนินต่อไป ปีแล้วปี เล่า จนถึงปลายทศวรรษ 1930 จนถึงจุดระเบิดใน คริสสตาลนากต์ หรือค่ำคืนกระจกแตก คืนวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 1938 หมอแฮร์ธาเขียนไว้ในบันทึก ว่าสามีของเธอกับเพื่อนร่วมงานคนยิวออกไปดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บและป่วยไข้ในเบอร์ลินตลอดทั้งคืน ร้านค้ายิวถูกเผา คนยิวถูกทุบตีบาดเจ็บ เธออยู่บ้าน รอรับโทรศัพท์แจ้งให้สามีทราบว่าจะต้องไปที่ใดบ้าง ตํารวจลับบุกมาที่บ้านของเธอในตอนรุ่งสาง ถามหาสามีของเธอ ข่มขู่ด้วยการควักปืนจ่อหัวเธอกับลูกชาย สามีของเธอกลับถึงบ้าน เหนื่อยล้าจากการทํางานตลอดทั้งคืน เขาถูกจับตัวในทันที

วันที่ 12 พฤศจิกายน เธอไปเข้าแถวที่สถานกงสุลอเมริกันเพื่อขอวีซ่า แต่ได้รับคําบอกให้กลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น สองวันถัดมา เธอทราบว่าสามียังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหา “สายเลือดแปดเปื้อนโสมม” มีชายนอกเครื่องแบบเดินทางมาพบเธอ เรียกร้องเงินเพื่อแลกกับการถอนข้อหา หลังจากที่ชายคนนั้นดึงปืนออกมาขู่ เธอมอบเงินก้อนโตให้ไป และเป็นลมหมดสติ อีกไม่นาน สามีของเธอได้รับการปล่อยตัวออกจากที่กุมขัง

……….

ครอบครัวนาโธรฟฟ์ไปตั้งถิ่นฐานใม่หในนิวยอร์ก เริ่มชีวิตใหม่ ลําบากอยู่นานหลายปี หมอแฮร์ธาทํางานเป็นหญิงทําความสะอาดในระหว่างที่สามีเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้ประกอบอาชีพรักษาคนไข้ได้ ฐานะของครอบครัวดีขึ้น สามีของเธอเสียชีวิตในปี 1954 หมอแฮร์ธาพิมพ์บันทึกของเธอเป็นภาษาเยอรมันในปี 1987 แต่ไม่เคยเดินทางกลับเยอรมนี

เชิงอรรถ

[1] Krater, Doctors under Hitler, p.56.

[2] Ibid., p.57.

[3] Klaus-Dieter Thomann, ‘Dienst am Deutschtum: Der medizinische Verlag J. F. Lehmanns und der Nationalsozialismus’, in Bleker and Jechertz, Medizin, p.65.

[4] Kater, Doctors under Hitler, p.65.

[5] Michael Hubentorf, ‘Von der “freien Auswahl” zur Reichsärzteordnung- Ärztliche Standespolitik zwischen Liberalismus und Nationalsozialismus’, in Bleker and Jechertz, Medizin, p.45.

[6] Quoted in Hendrik van den Bussche, Arztliche Ausbildung und medizinische Studienreform im Nationalsozialismus’, in inbid., p.119.

[7] Quoted in Krater, Doctors under Hitler, p.183.

[8] Werner Friedrich Kummel, ‘Antisemitismus und Medizin im 19/20 Jahrhundert’, in Menschenverachtung und Opportunismus: Zur Medizin im Dritten Reich, ed. by Jürgen Peiffer (Tübingen, 1992), p.44.

[9] Krater, Doctors under Hitler, p. 185.

[10]  Ibid., p.188

[11]  “Hertha Nathorff, Das Tagebuch: Berlin-New York, Aufzeichnungen 1933 bis 1945 (Munich, 1987). The following material on Nathorff’s experiences is all taken from this diary.

ลดแรง 30% สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรมในวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 64 ลดราคา 30% แถมฟรีอีก 1 เดือน (12 ฉบับ / 1 ปี + แถมฟรี 1 เดือน) คลิกสมัครหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 มิถุนายน 2564

บทความก่อนหน้านี้