“กุฎาราม” โลหะปราสาทนครเชียงใหม่ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต

กุดารามหรือกุฎารามเป็นชื่อศาสนสถานสำคัญแห่งหนึ่งในเวียงเชียงใหม่ ซึ่งมีนามปรากฏในโคลงหริภุญชัย เป็นนิราศไปไหว้พระสุเทพ หนานเจา แต่ง ที่พระยาราชสัมภารากร (เลื่อน สุรนันทน์) อดีตข้าหลวงสามหัวเมือง นครเชียงใหม่ ในระหว่าง .. ๒๔๒๕๓๗  คัดลอกและแปลความตามโวหารความเห็นจากต้นฉบับเดิมที่เป็นภาษามคธปนขอมแล้วจารลงบนใบลานด้วยอักษรยวนว่า

    “กุดารามรวดด้าน        หลังเหลียว

ถวายกระพุมมือเทียว        หว่านไหว้

ทำบุญเพื่อผลเยียว           พลัดแม่  นา เม / แม่

ถึงถับอุแปนได้               แต่ซ้ำ  ปราฐนา

ในตอนท้ายของบทประพันธ์ดังกล่าว พระยาราชสัมภารากรได้ทำคำอธิบายไว้ว่ากุดาราม ว่า ชื่อวัด แต่คำเดียวกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้ให้ความหมายไว้ในโคลงนิราศหริภุญชัย ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร สอบทานกับต้นฉบับเชียงใหม่ว่ากุฎารามเรือนมียอด เช่นปราสาท  ในที่นี้เป็นชื่อเดิมของวัดเจดีย์หลวงซึ่งมีเจดีย์สูงตระหง่านเห็นไปได้ทั่วเมืองเชียงใหม่

พระยาราชสัมภารากร (เลื่อน สุรนันทน์)

แต่เนื่องจากในบทประพันธ์ดังกล่าว หนานทาผู้ประพันธ์ได้กล่าวถึงระยะทางที่ผ่านไป ออกจากเชียงใหม่ไปยังลำพูน ผ่านวัดพระสิงห์ แวะไหว้พระพุทธสิหิงค์ ผ่านวัดทุงยู, วัดสิริเกิด, วัดผาเกียร (ชัยพระเกียรติ?) ผ่านข้างกุฎาราม (วัดเจดีย์หลวง วัดอูปแป้น (ร้างไปประมาณร้อยปีแล้ว) มาถึงสี่แยกกลางเวียงเชียงใหม่ไหว้หอมังราชของพญามังราย (เหลือแต่ต้นโพธิ์) แวะวัดเจดีย์หลวง ไหว้พระอัสดารสซึ่งเป็นประธานในปัจจุบันนี้ ไหว้พระแก้วมรกตและรูปยักขราชกุมภัณฑ์คู่ (ไม่ใช่คู่ที่ปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ในสมัยเจ้ากาวิละ) ผ่านวัดฟ่อนสร้อยและเชียงสง (วัดหรือตลาด?) ออกประตูเมือง ชื่อประตูเชียงใหม่ 

ซุ้มจระนำพระธาตุเจดีย์หลวงด้านทิศตะวันออก ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต

ดังนี้ย่อมเห็นได้ว่า เมื่อหนานทาแต่งโคลงนิราศนี้ พระแก้วมรกตยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง  ส่วนกุฎารามนั้นผู้ประพันธ์เพียงแต่ผ่านไปด้านข้าง ก่อนที่จะบ่ายหน้าไปแยกกลางเวียง แล้วจึงไปนมัสการพระอัฏฐารสและพระแก้วมรกตที่วัดเจดีย์หลวง 

แต่ภายหลังจากที่หนานทาแต่งโคลงหริภุญชัยนี้แล้ว กลับพบความว่า เมื่อเจ้าเชษฐวงศ์ พระอุปโยวราชแห่งเมืองนครหลวงพระบาง ซึ่งพระมารดาเป็นธิดาพระเมืองเกษเกล้า ได้มาครองนครเชียงใหม่ เพราะไม่อาจหาพระญาติพระวงศ์เจ้านครเชียงใหม่มาดำรงราชสมบัติสืบต่อไปได้แล้ว ถึงวันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ แรม ๖ ค่ำ  ปีมะเมีย อัฐศก (.. ๒๐๘๙) แล้ว “…ยามแตรค่ำ เสด็จไปนมัสการพระมหามณีรัตน ณ หอพระแก้ว รุ่งขึ้นวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ ยามแตรค่ำ เสด็จไปนมัสการพระมหาเจดีย์หลวง ทรงพระดำเนินโดยทางลาดพระบาท ตั้งแต่คุ้มหลวงไปจนถึงวัดเจดีย์หลวง…”

ครั้นสอบทานความในตำนานพระแก้วมรกตก็พบว่า เมื่อพระเจ้าติโลกราชอัญเชิญพระแก้วมรกตจากนครลำปางมาประดิษฐาน ณ นครเชียงใหม่ในจุลศักราช ๘๓๐ (.. ๒๐๑๑) นั้น “…ได้เชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานไว้ ณ ซุ้มจระนำมุขพระเจดีย์หลวง เมืองนครเชียงใหม่ จนถึงเวลาที่สร้างหอพระแก้วในคราวนี้ จึงได้เชิญเข้าประดิษฐานไว้ในหอพระแก้ว…”๗ ซึ่งพงศาวดารโยนกก็ได้กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ไว้ว่า

“…ลุจุลศักราช ๘๓๙ ปีวอก นพศก พระพุทธศาสนยุกาลล่วงแล้วได้ ๒๐๒๐ พรรษา… 

พระมหาราชเจ้า ตรัสใช้ให้หมื่นด้ำพร้าคต (ซึ่งในชินกาลมาลินีเรียกว่า สีหะเสนาบดี) ออกไปถ่ายอย่างโลหะปราสาทและรัตนมาลีเจดีย์ ณ เมืองลังกาทวีปโพ้นมา แล้วให้หมื่นด้ำพร้าคตเป็นผู้อำนวยการปฏิสังขรณ์กุฏิมหาธาตุ หรือเจดีย์ลักษณบุราคมคือเจดีย์หลวงในกลางเวียงเมืองเชียงใหม่ซึ่งเจ้าแสนเมืองมาได้สร้างไว้ ตามคำสั่งของเจ้าท้าวกือนาเมื่อเป็นเทพารักษ์นั้น การปฏิสังขรณ์นี้ได้เริ่มกระทำในปีจอ เอกศก จุลศักราช ๘๔๑ ก่อเสริมฐานกว้างเป็น ๓๕ วา  สูง ๔๕ วา ครั้นเสร็จแล้ว บรรจุพระบรมธาตุซึ่งพระมหาคัมภีรเถรนำมาจากลังกาทวีปไว้ในมหาสถูปนี้ แล้วให้สร้างหอพระแก้วตามอย่างโลหะปราสาท กรุงลังกา อาราธนาพระแก้วมรกต และพระแก้วขาวไว้ในหอพระแก้ว…”

เมื่อการก่อสร้างโลหะปราสาทเมืองนครเชียงใหม่แล้วเสร็จ ในรัชสมัยพระเมืองแก้วซึ่งในตำนานพระสิงห์พุทธปฏิมาเจ้าออกนามว่าท้าวแก้วตาหลวง” 

“…เสวยเมืองได้ ๘ ปี ท้าวก็หื้อปราสาทอันประจิตรริสนาด้วยเครือดอก เครือวัลย์ แล้วก็พอกคำคือว่าติดคำปลิวตามคำคนเราบัดนี้แล แลจ่ายเงินประมาณว่าได้ห้าแสนเงิน แล้วก็นิมนต์พระเจ้าแก้วบัวระกต แต่โขงมหาเจติยะลงมาสถิตสำราญยังปราสาทคำท่ามกลางวิหารหลวงในปีเต่าเสต ศักราชได้ ๘๖๕ ตัว (.. ๒๐๔๖) เดือนเจียง ออก ๗ ค่ำ วันอาทิตย์ฤกษ์กฎ ๒๘ ตัวแลฯ…”

โลหะปราสาทแห่งที่ ๔ สร้างขึ้นที่วัดราชนัดดารามในกรุงเทพมหานคร

อนึ่ง ในตำนานพระแก้วมรกตฉบับกรมศิลปากรได้กล่าวถึงสถานที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ในเวียงเชียงใหม่ว่า เป็นพระมหาวิหารเป็นปราสาทนภศูล๑๐ ซึ่งคำว่าปราสาทนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานคำอธิบายไว้ในเรื่องโลหปราสาทว่าเมื่อพระศาสนาไปถึงลังกาทวีป  มีพระเจ้าแผนดินพระองค์หนึ่งจำชื่อไม่ได้ (พระเจ้าอภัยทุษฐคามินี) ดูในหนังสือมหาวงศ์แล้วกัน พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้สร้างโลหปราสาทขึ้นในเมืองอนุราฐบุรี ถวายเป็นที่พระนั่งกรรมฐานเป็นหลายชั้นเรียกว่า โลหปราสาท ที่เรียกว่าปราสาทก็หมายถึงหลายชั้น สองชั้นอย่างตึกที่เราอยู่นี้ตามศัพท์ก็เรียกว่าปราสาท๑๑

แนวฐานรากส่วนหนึ่งของมหาวิหารที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต ภายในส่วนจัดแสดงของหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่กลางเวียง

คำว่าปราสาทนี้ นอกจากจะหมายถึงอาคารหลายชั้นดังพระนิพนธ์คำอธิบายดังกล่าวแล้ว ปัญหาที่ต้องสืบค้นต่อไปก็คือ โลหะปราสาทหรือปราสาทนภศูลที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตนี้อยู่ที่แห่งหนใดในเวียงเชียงใหม่ เพราะปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้พิสูจน์ทราบเลย แต่เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่ากุฎาซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๔๙๓ ได้ให้คำอธิบายคำว่ากุฎาว่ายอดและกุฎาคารว่า เรือนยอด เช่น ปราสาท ดังนี้กุฎารามจึงน่าจะหมายถึงอารามที่มียอดซึ่งตรงกับปราสาทนภศูลหรือโลหะปราสาทในตำนานพระแก้วมรกต ซึ่งบางคราวก็เรียกว่าหอพระแก้ว

เหตุที่ออกนามหอพระแก้วแทนปราสาทนภศูลหรือโลหะปราสาทนั้น คงจะเป็นเพราะหลังคาโลหะปราสาทนั้นดาดด้วยทองแดง จึงมักจะถูก “…อสนีบาตลงต้องทำลายยอดที่ตั้งสร้างขึ้นหลายครั้ง จึงได้อัญเชิญพระมหามณีรัตนปฏิมากรไว้ในพระวิหาร มีซุ้มจระนำอยู่ในผนังด้านหลังสำหรับเป็นที่ตั้งพระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้ว กับทั้งเครื่องประดับอาภรณ์บูชาต่างๆ มีบานปิดดังตู้เก็บรักษาไว้ เปิดออกให้คนทั้งปวงนมัสการเป็นคราวๆ…”๑๒

แต่เมื่อพระไชยเชษฐาธิราชครองนครเชียงใหม่มาได้ราว๒ปีพระโพธิสารราชเจ้านครหลวงพระบางผู้ทรงเป็นพระบิดาสิ้นพระชนม์ลงในครั้งนั้นเสนาบดีมนตรีมุขมาตย์ข้าราชการในกรุงล้านช้างได้แตกกันออกเป็น ๒ ฝ่ายแต่ละฝ่ายต่างก็ยกพระอนุชาของพระไชยเชษฐาขึ้นเป็นพระเจ้าล้านช้างแยกกันครองเมืองหลวงพระบางฝ่ายหนึ่งอีกฝ่ายหนึ่งครองนครเวียงจันทน์ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างเตรียมการที่จะกระทำยุทธสงครามต่อกันเมื่อพระไชยเชษฐาธิราชผู้ทรงเป็นพระอุปโยวราชล้านช้างทรงทราบข่าวนั้นแล้ว

“…จึงทรงพระดำริที่จะเสด็จกลับไปกรุงล้านช้าง เพื่อจัดการศพพระบิดาและระงับพระอนุชาทั้งสองให้ปรองดองสมัครสมานกัน แต่การที่จะละเมืองนครเชียงใหม่ไปนั้น ก็มุ่งหมายจะได้สืบสันตติวงศ์ดำรงรัฐในล้านช้าง ไม่คิดว่าจะได้กลับคืนมาเมืองเชียงใหม่อีก จึงได้เก็บรวบรวมสรรพของวิเศษต่างๆ ในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่พอพระทัยเอาไปเสียด้วย คือได้เชิญเอาพระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตและพระจันทรรัตนแก้วขาวกรุงละโว้ (น่าจะเป็นพระพุทธบุษยรัตนกระมัง) พระพุทธสิหิงค์ พระแทรกคำและพระอื่นๆ พาไปเมืองนครหลวงพระบาง ได้เสด็จออกจากเมืองนครเชียงใหม่ไป เมื่อ ณ วันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ คือเดือน ๑๐ จุลศักราช ๙๑๐ ปีวอก สัมฤทธิศก…”๑๓ 

เมื่อพระไชยเชษฐาธิราชอัญเชิญพระแก้วมรกตไปจากนครเชียงใหม่แล้ว กุฎารามหรือหอพระแก้วนี้ก็คงจะเป็นศาสนสถานสำคัญของเมืองนครเชียงใหม่ต่อมา ดังปรากฏความตอนหนึ่งในพงศาวดารโยนกว่า “…ลุศักราช ๑๐๒๒๑๔ ปีชวด โทศก มีฮ่อ ๓ คนมาที่ท่าแม่พิงค์เมืองเชียงใหม่ เข้าปล้นฆ่าชาวท่าตาย ๒๒ คน จับไปได้บ้าง วันขึ้นค่ำ ๑ เดือนยี่ ตั้งพิธีเสียเคราะห์เมือง พระสงฆ์ ๑๗ รูป ตั้งสวด ณ หอพระแก้ว ๓ วัน…”๑๕ และนับแต่นั้นมาก็ไม่พบเอกสารหลักฐานใดกล่าวถึงหอพระแก้วอีกเลย จึงไม่อาจทราบได้ว่า กุฎารามหรือหอพระแก้วนี้ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างลงตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยกขึ้นมาตีนครเชียงใหม่ จนนครเชียงใหม่ต้องกลายเป็นเมืองร้างอยู่ ๒ ปี หรือจะร้างลงเมื่อคราวที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงนำทัพขึ้นมาขับไล่พม่าพ้นไปจากนครเชียงใหม่ใน พ.. ๒๓๑๗ ซึ่งพงศาวดารโยนกบันทึกไว้ว่ายามนั้นเมืองเชียงใหม่รุร้างเป็นป่ารุกข์อุกเต็มไปด้วยซุ้มไม้เครือเขาเถาวัลย์เป็นที่อาศัยแห่งหมู่สัตว์ป่า๑๖

เจดีย์รูปแปดเหลี่ยมผสมทรงกลมในพื้นที่ “หอพระแก้วร้าง” ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

แต่เมื่อพระเจ้ากาวิละได้จัดให้แผ้วถางซ่อมแปลงปฏิสังขรณ์อารามเก่าใหม่ในเมือง๑๗ ในปีขาล ฉศก จุลศักราช ๑๑๕๖ (.. ๒๓๓๗) นั้น กุฎารามหรือหอพระแก้วซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญของนครเชียงใหม่คงจะชำรุดทรุดโทรมจนเกินกว่าที่จะบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ กุฎารามหรือหอพระแก้วซึ่งเป็นมหาวิหารนั้นจึงคงจะถูกปล่อยให้ทิ้งร้างเหลือแต่ซากอาคาร กับ “…เจดีย์รูปแปดเหลี่ยมผสมทรงกลมที่มีรูปแบบและแบบแผนคล้ายกับเจดีย์รุ่นเก่า กล่าวคือ มีลักษณะที่คลี่คลายมาจากเจดีย์แบบหริภุญชัยที่พบมีเหลืออยู่น้อยแห่งในล้านนา…”๑๘ ในพื้นที่ซึ่งแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.. ๒๔๓๖ ระบุว่าหอพระแก้วร้าง

แผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๓๖ แสดงที่ตั้ง “หอพระแก้วร้าง”

ดังนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทนภศูลหรือโลหะปราสาทที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ณ นครเชียงใหม่นั้นก็คือหอพระแก้วซึ่งในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.. ๒๔๓๖ ระบุว่าเป็นหอพระแก้วร้างที่กลางเวียงเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาในสมัยที่เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ครองนครเชียงใหม่ เกิดเหตุที่ว่าการมณฑลพายัพที่ริมน้ำปิงถูกน้ำท่วมกำแพงด้านหนึ่งพังลงเมื่อเดือนกันยายน ๒๔๔๘ พระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตรเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์) จึงได้ปรึกษากับเจ้านครเชียงใหม่ย้ายที่ทำการมณฑลจากริมน้ำปิงเข้ามาเปิดทำการร่วมกับที่ว่าการเค้าสนามหลวงที่กลางเวียง หลังจากนั้นเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ได้อุทิศที่ดินซึ่งในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.. ๒๔๓๖ เรียกว่าหอพระแก้วร้างให้เป็นสถานที่ก่อสร้างศาลารัฐบาลมณฑลพายัพทดแทนที่ว่าการเดิม   

เมื่อการปลูกสร้างศาลารัฐบาลมณฑลแห่งใหม่แล้วเสร็จและมีพิธีเปิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๔๖๒ แล้ว ศาลารัฐบาลนี้ได้เป็นทั้งที่ว่าการมณฑลพายัพและที่ว่าการเค้าสนามหลวงนครเชียงใหม่มาจนยุบเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในเดือนธันวาคม พ.. ๒๔๗๖ ศาลารัฐบาลมณฑลพายัพนี้จึงแปรสภาพมาเป็นศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนั้นศาลารัฐบาลมณฑลพายัพนี้ยังได้เคยจัดเป็นที่ประทับแรมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองนครเชียงใหม่ระหว่างวันที่ ๒๒ มกราคม๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๙ รวมทั้งเป็นที่ประทับแรมของพระบรมวงศ์ที่เสด็จตรวจราชการเมืองนครเชียงใหม่อีกหลายพระองค์ด้วย

ศาลารัฐบาลมณฑลพายัพ เมื่อครั้งจัดเป็นที่ประทับแรม พ.ศ. ๒๔๖๙

ภายหลังจากศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ย้ายออกไปเปิดทำการที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่ริมถนนโชตนาเมื่อ .. ๒๕๒๗ แล้ว อาคารนี้ได้ใช้ประโยชน์เป็นสำนักงานสรรพากรเขต และสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ต่อมาอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงมอบให้เทศบาลนครเชียงใหม่จัดเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน


เชิงอรรถ

บทประพันธ์นี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในชื่อโคลงนิราศหริภุญชัย

๒ ราชสัมภารากรลิขิต, . .

๓ เรื่องเดียวกัน, . ๔๗.

๔ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร. โคลงนิราศหริภุญชัย ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ  นคร สอบทานกับต้นฉบับเชียงใหม่, . ๑๔.

อธิบายความเบื้องต้น,” ใน โคลงนิราศหริภุญชัย ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ  นคร สอบทานกับต้นฉบับเชียงใหม่, . [๑๔].

๖ พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. . ๓๘๖๓๘๗.

๗ เรื่องเดียวกัน, . ๓๔๕.

๘ เรื่องเดียวกัน, . ๓๔๑๓๔๒.

๙ สงวน โชติสุขรัตน์. ประชุมตำนานล้านนาไทย เล่ม . . ๑๖๔.

กรมศิลปากร. ตำนานพระแก้วมรกต. . ๒๕.

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. “โลหปราสาท,” ใน บันทึกรับสั่ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานหม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล. . ๑๘.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระแก้วมรกต ตำนานพระแก้วมรกต. . ๑๗๒๑๗๓.

พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. . ๓๘๘๓๘๙.

ตรงกับ พ.. ๒๒๐๓

พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. . ๔๑๑.

เรื่องเดียวกัน, . ๔๔๖.

เรื่องเดียวกัน, . ๔๖๐.

อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. วัดร้างในเวียงเชียงใหม่. . ๑๐๕.

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร. ตำนานพระแก้วมรกต. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายเลี่ยม ปราบใหญ่ และ จู ปราบใหญ่ ณ เมรุวัดกลาง ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๐๘). พระนคร :

โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์, ๒๕๐๘.

จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระแก้วมรกต ตำนานพระแก้วมรกต. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๖.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. บันทึกรับสั่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำราชานุภาพประทานหม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล. กรุงเทพฯ : บริษัทรุ่งนคร, ๒๔๙๓.

ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา. พงศาวดารโยนก. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๑๖.

ประเสริฐ ณ นคร. โคลงนิราศหริภุญชัย ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร สอบทานกับต้นฉบับ

เชียงใหม่. (พิมพ์เป็นบรรณาการในงานฌาปนกิจศพ เจ้ากาบแก้ว (ณ ลำพูน) พิจิตรโอสถ ณ เมรุวัดกู่เต้า ตำบล

ช้างเผือกอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่วันที่๒๖พฤษภาคมพ.. ๒๕๑๖). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๑๖.

ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน .. ๒๔๙๓. พิมพ์ครั้งที่ ๑๘. พระนคร : ราชบัณฑิตยสถาน,

๒๕๒๓.

ราชสัมภารากรลิขิต, (อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมขาว เกษมศรีฯ ท.. ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๐๕). พระนคร : โรงพิมพ์แพร่การช่าง, ๒๕๐๕.

สงวน โชติสุขรัตน์. ประชุมตำนานลานนาไทย เล่ม . พระนคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๑๕.

อรุณรัตน์ วิเชียวเขียว. วัดร้างในเวียงเชียงใหม่. เชียงใหม่ : ตรัสวิน, ๒๕๓๙.

แผนที่

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. แผนที่กระทรวงมหาดไทย. . มท. ๓๕ แผนที่เมืองนครเชียงใหม่ แสดงเขตจังหวัด, ที่ตั้งวัด, ป้อม, ประตูเมือง, ที่นา ภูเขา ฯลฯ


เผยแพร่ครั้งแรก :  23 กุมภาพันธ์ 2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป