ชื่อค่ายโพธิ์สามต้น ที่กรุงศรีฯ ถึง “โพธิ์สามต้น” อื่นๆ ที่ธนบุรี

พระเจ้าตากสินมหาราชตีค่ายโพธิ์สามต้น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน (ภาพจาก “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก, สำนักพระราชวัง)

ค่ายโพธิ์สามต้น ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินทัพระหว่างกรุงศรีอยุธยากับหัวเมืองฝ่ายเหนือ หากชื่อ “ค่ายโพธิ์สามต้น” กลับปรากฏในสงครามระหว่างไทยกับพม่าหลายครั้งด้วยกัน

ชื่อ “ค่ายโพธิ์สามต้น” ปรากฏในพงศาวดารเป็นครั้งแรก ในปี 2303 เมื่อพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่ายกกองทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านสิงขร เมืองตะนาวศรี ทัพของพระเจ้าอลองพญาตั้งค่ายที่ทุ่งบางกุ่ม บ้านกระเดื่อง ส่วนทัพหน้ามีมังระราชบุตรกับมังฆ้องนรธาลงมาตั้งค่ายที่ “โพธิ์สามต้น”

ต่อมาในปี 2310 คราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา “ค่ายโพธิ์สามต้น” เป็นค่ายสำคัญของพม่า โดยเนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่ายกพลทหารมาตั้งค่ายใหญ่ที่ตำบลโพธิ์สามต้น ให้รื้ออิฐโบสถ์วิหารมาก่อกำแพงล้อมเป็นค่าย ภายหลังจากตีกรุงศรีอยุธยาได้ ก็กวาดต้อนคนไทยและทรัพย์สินจำนวนมากกลับไปพม่า โดยแต่งตั้งสุกี้พระนายกอง กับตั้งมองญาคุมกำลังอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้นเพื่อดูแลกรุงศรีอยุธยา และคอยสืบข่าวจับผู้คนและเก็บทรัพย์สินส่งไปพม่า

หนังสือไทยรบพม่าบันทึกว่า พม่าจับเจ้านายไทย 8 พระองค์ ที่เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และพระเจ้าหลานเธอ กักขังไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น เพราะประชวรหนักจึงยังมิได้ส่งไปพม่า ได้แก่ เจ้าฟ้าสุริยา, เจ้าฟ้าพินทวดี, เจ้าฟ้าจันทวดี, พระองค์เจ้าฟักทอง เป็นต้น

แต่สำหรับคนไทยการจดจำค่ายโพธิ์สามต้นน่าเป็นเหตุการณ์หลังจากนั้น

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี 2310 เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนำทหารไทยและจีนจากเมืองจันทบุรีกลับมากอบกู้อิสรภาพ โดยพระองค์ทรงเข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น จนมีชัยชนะเหนือพม่า ดังกล่าวปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา

“ครั้นรุ่งเช้าเป็นวันเดือนสิบสอง ข้างขึ้น เพลาสามโมงเศษ ให้พลทหารยกเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นฟากตะวันออกแตก [ค่ายโพธิ์สามต้น มี  2 ค่ายคือค่ายฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก] จึงตรัสสั่งให้ทำบันได จะพาดเข้าปืนค่ายใหญ่ฟากตะวันตกซึ่งมีกำแพงที่พระนายกองอยู่นั้น และกองพระยาพิพิธ พระยาพิชัย ทัพจีนเป็นทัพหน้า ยกเข้าตั้งค่ายประชิด ณ วัดกลางห่างค่ายใหญ่ประมาณเจ็ดเส้น แปดเส้น ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง จึงดำรัสให้ทัพจีนกองหน้ายกเข้าตีค่ายพระนายกอง พระนายกองก็คุมพลทหารออกต่อรบ รบกันตั้งแต่เช้าจนเพลาเที่ยง พวกพระนายกองพ่ายหนีเข้าค่าย ทัพจีนจึงไล่ติดตามเข้าไปในค่าย พระนายกองสู้รบอยู่จนตัวตายในค่ายนั้น พวกพลทัพจีนจึงไล่ฆ่าฟันพลทหารพระนายกองล้มตายในค่ายนั้นเป็นอันมาก ที่เหลืออยู่ก็แตกหนีไปจากค่าย…” [เน้นโดยผู้เขียน]

แล้ว ค่ายโพธิ์สามต้น ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ใด

ค่ายโพธิ์สามต้นตั้งอยู่ที่ตำบลโพธิ์สามต้นต่อกับตำบลพุทเลา อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห่างจากอำเภอพระนครศรีอยุธยาไปทางเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร บริเวณค่ายโพธิ์สามต้นเมื่อประมาณปี 2542 ยังมีร่องรอยที่เห็นเป็นเนินดินแนวยาว และยังคงมีซากอิฐเก่าๆ และมีร่องรอยลำน้ำที่ตื้นเขิน สันนิษฐานว่าคือลำน้ำโพธิ์สามต้น

หากวันนี้ชื่อ “โพธิ์สามต้น” นอกจากที่พระนครศรีอยุธยาแล้ว ยังมีที่ธนบุรีอีกด้วย

ฝั่งธนบุรี มีแยกชื่อ “แยกโพธิ์สามต้น” เป็นสามแยกจุดตัดระหว่างถนนอิสรภาพกับถนนวังเดิม ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ใกล้แยกโพธิ์สามต้นยังมี “ตลาดโพธิ์สามต้น” และ “ซอยโพธิ์สามต้น” (ซอยอิสรภาพ 29) อีกด้วย

ชื่อแยก, ตลาด และซอยเหล่านี้ มีที่มาอย่างไร

พล ท. รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3, ที่ปรึกษาประวัติศาสตร์กองทัพบก และประธานชมรมประวัติศาสตร์เมืองกาญจนบุรี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าข้อสันนิษฐานเรื่องนี้เป็นไปได้หลายกรณี เช่น บริเวณดังกล่าวมีต้นโพธิ์อยู่ 3 ต้น แต่ตายไปเหลือเพียงหนึ่งต้น เพราะ [ปี 2536 ที่ พล ท. รวมศักดิ์เขียนบทความนี้ครั้งแรก] ที่ตลาดโพธิ์สามต้น มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง

หรือ “เพื่อเป็นเกียรติประวัติที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้เข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้นที่อยุธยาได้รับชัยชนะเด็ดขาดเช่นเดียวกับบ้านพรานนก หรือถนนลาดหญ้า (การรบที่ทุ่งลาดหญ้าในสงครามเก้าทัพ ที่จังหวัดกาญจนบุรี)”

หรือเพราะผู้คนที่เคยอาศัยในบริเวณค่ายโพธิ์สามต้น กรุงศรีอยุธยา อพยพมาอยู่กรุงธนบุรีราชธานีที่พระเจ้าตากสินทรงสถาปนาขึ้นแทนกรุงศรีอยุธยา จึงใช้ชื่อโพธิ์สามต้นและกลายมาเป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ ข้างต้น

ฯลฯ

ซึ่งนี่คงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะในทางประวัติศาสตร์ เมื่อค้นพบข้อมูล, หลักฐานใหม่ๆ ก็จะค่อยๆ พบคำตอบที่ชัดเจนขึ้นตามลำดับ ที่เขียนก็แค่ “โยนอิฐล่อหยก” เท่านั้น

 


ข้อมูลจาก

สารานุกรมวัฒนธรรม ภาคกลาง. จัพพิมพ์เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิทพระชนมพรรษา 6 รอบ  5 ธันวาคม 2542

พล ท.รวมศักดิ์ ไชโกมินทร์. สงครามประวัติศาสตร์, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก มกราคม 2541


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 มกราคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป