ปรีดี พนมยงค์ ว่าความคดี “พลาติสัย” จนชนะทั้งที่ไม่มีใครรับเป็นทนาย

ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ภาพจากเพจ 120 ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์)

ปี 2462 นายปรีดี พนมยงค์ อาสาเป็นทนายความให้จำเลย คือ นายลิ่มซุ่นหงวน ใน “คดีประทุษร้ายส่วนแพ่ง” หรือ “คดีพลาติสัย” โดยได้ขออนุญาตเป็นพิเศษต่อผู้พิพากษาเจ้าของคดี เพราะขณะนั้นนายปรีดีอายุ 19 ปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และยังศึกษาวิชากฎหมาย โรงเรียนกฏหมายกระทรวงยุติธรรม

บรรดาทนายความอาวุโสพากันยิ้มเยาะ ทนายหน้าใหม่อย่างนายปรีดี ที่ไม่มีใครรู้จักและยังไม่เคยว่าความมาก่อนเลยในชีวิต อาสาว่าความในคดีที่ไม่มีใครยอมเป็นทนายให้ และนายปรีดียังว่าความชนะคดีในที่สุด ทำให้มีชื่อเสียงในวงวิชาชีพกฎหมาย

คดีดังกล่าวนั้น อัยการสมุทรปราการเป็นโจทก์ฟ้องนายลิ้มซุ่นหงวน จำเลยในคดีประทุษร้ายส่วนแพ่งว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2461 เรือโป๊ะ ชื่อตงหลี ของนายลิ่มซุ่นหงวน ซึ่งจอดอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ถูกพายุพัดได้โดนพลับพลา สถานที่ของรัฐบาลซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเสียหาย จึงขอให้ใช้ค่าเสียหายเป็นราคา 600 บาท

การสู้คดีนั้นในศาลชั้นต้น อัยการโจทก์เป็นผู้ชนะคดี แต่ภายหลังนายปรีดีทนายจำเลยได้ยกข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงอุทธรณ์คําพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็พิพากษาเห็นต้องกันให้ฝ่ายจําเลยเป็นผู้ชนะคดีไปในที่สุด

ข้อกฎหมายอันสําคัญที่ปรีดีใช้ใน การอุทธรณ์และสร้างความยุติธรรมขึ้นมาได้แก่หลักคิดเรื่อง “ภัยนอกอํานาจ” ซึ่งท่าน ได้มาจากกฎหมายตราสามดวง อันเป็นกฎหมายเก่ามาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ปรีดีได้พูดถึงคดีนี้ในเวลาต่อมาว่า “ผมในฐานะทนายต่อสู้ว่าเป็นภัยนอกอํานาจ เวลานั้นยังไม่มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้ศัพท์ใหม่ว่า เหตุสุดวิสัย’ ผมจึงต้องใช้ศัพท์เก่าที่ปรากฏในกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จอ้างคดีตัวอย่างสมัยพระ เอกาทศรถ ในคดีจีนงุยจีนก่งเส้งที่ผู้เช่าสําเภาไปค้าขายและถูกพายุอับปางลงกลางทะเล เจ้าของเรือได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย คดีว่ากันถึงฎีกาต่อพระเอกาทศรถซึ่งทรงวินิจพอว่าเป็น ภัยนอกอํานาจ ผู้เช่าเรือไม่ต้องใช้ค่าเสียหาย” [เน้นโดยผู้เขียน]

กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ที่นายปรีดี พนมยงค์ อ้างถึงคือ มูลคดีวิวาท ตามพระบาฬี ในพระธรรมสาตรอันโบราณราชกระษัตริย์จัดเป็นบทมาตราสืบมา ปรากฏในกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ บทที่ 24 ดังนี้

“…ด้วยลูกค้าวานิชข้าขอบขันธเสมา แลนา ๆ ประเทศสบไสมยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งบ้านเรือนอยู่ค้าขาย ณะกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดี ศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ และจีนงุยจีนก๋งเส้งวิวาทแก่กันว่า จีนงุยเช่าสําเภา จีนก๋งเส้งไปค้าขาย สําเภาต้องพยุหอับปาง จีนก๋งเส้งเจ้าสําเภาจะคิดเอาค่าสําเภาแก่จีนงุยข้าพระพุทธเจ้า มิรู้ที่จะเรียกให้ฉันใด ขอพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการพิพากษา

จึงพระบาทสมเด็จเอกาทธรฐ อิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการมารพระบัณฑูรดํารัสแก่พระมหาราชครูพระครูปะโรหิตาจารย์ ราชสุภาวดีศรีบรมหงษ์องค์บุรุโสดมพราหมณ พฤฒาจารย์ แลเจ้าพระยาศรีธรรมราชเดชะชาติอํามาตยานุชิตพิพิธรัตนราชโกษาธิบดีอไภยพิริยปะรากรมพาหุ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาไว้

แต่นี้สืบไปเมื่อน่าถ้าลูกค้าวานิชต่างประเทศสบไสมย เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งเรือนอยู่เป็นข้าขอบขันธเสมาก็ดี แลเข้ามาค้าขายตาม กําหนดมรสุมก็ดี แลเช่าสําเภานาวาแก่กันไปค้าขายยังประเทศอันใด อันสุดหล้าฟ้าเขียวแลสําเภาต้องพยุห แลเสากระโดงหัก จังกูดคริดครื แลอับปางแตกเสียก็ดี แลไปกลางทเลสลัดตีเอาไปก็ดี ถ้าแลใช้ใบไปตลอดทอดท่าแล้วตกศึกก็ดี แลอะสุนีตกต้องสำเภาก็ดี แลเพลิงไหม้หอบลามมาไหม้สำเภาก็ดี

ท่านว่าเปนกาลกำหนดอายุสำเภานั้น ต้องด้วยราชไภย โจรไภย อัคคีไภย อุทกะไภย แลจะเอาค่าเช่าสำเภาแก่กันมิได้ เหตุใดจึงกล่าวดังนี้ เหตุว่าถึงกาลวิบัติแห่งสำเภา…”

ศ. (พิเศษ) ดร. ปรีชา สุวรรณฑัต อธิบายเกี่ยวกับคำว่า “เหตุสุดวิสัย, ภัยนอกอาจ, พลาติสัย” [พลาติสัย หรือ พลาดิสัยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า “มีกำลังยิ่ง”] ไว้ดังนี้

“เหตุสุดวิสัย เป็นข้อแก้ตัวของลูกหนี้มิให้ต้องรับผิด ให้ดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 และ 437 ฯลฯ เว้นแต่มีสัญญาบ่งไว้ว่าลูกหนี้จะต้องรับผิดเสมอถึงแม้เหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น หรือในกรณีย์ที่เหตุสุดวิสัยนั้นเกิดขึ้นในระวางที่ลูกหนี้ผิดนัด หรือเป็นเพราะความผิด ของลูกหนี้ ฯลฯ ให้ดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213, 214, 202, 372, ฯลฯ เพราะฉะนั้นคําว่า เหตุสุดวิสัย ก็ตรงกับคําว่า ภัยนอกอํานาจ หรือภัย 4 ประการ ตามกฎหมาย ลักษณเบ็ดเสร็จ บทที่ 74 คือ ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย ซึ่งมีความหมายรวมไปถึงภัยอื่น ๆ อันบุคคลไม่สามารถป้องกันให้เกิดขึ้น เช่น พายุ

มีข้อสังเกตว่าเหตุ พลาติสัย’ เป็นคํากฎหมายก่อนที่จะบัญญัติศัพท์คําว่า เหตุสุดวิสัย’ ขึ้นในมาตรา 8 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คําแปลภาษาอังกฤษใช้คําว่า ‘Force majeureหรือ ‘Cas fortuit ซึ่งเป็นคําที่ใช้อยู่ในกฎหมายฝรั่งเศสและมีความหมายกว้างถึงทุกเหตุการณ์ (tout evenement) ไม่ว่าจะเป็นเหตุธรรมชาติ (force dela nature) การกระทําของรัฐ (fait du prince) หรือเกิดจากการกระทําของบุคคลที่สาม fait d’un tiers ความสําคัญขึ้นอยู่ที่ว่าไม่มีใครอาจป้องกันได้ จึงจะปลดเปลื้องจากความรับผิด (la force majeure est exonératoire)

ส่วนคําในกฎหมายอังกฤษใช้ว่า Act of God มีความหมายแคบกว่าคําว่า Fore majeure ของคําในกฎหมายฝรั่งเศส เพราะจํากัดเฉพาะเหตุการณ์ตามธรรมชาติไม่รวมถึงการกระทําของ มนุษย์ (Act of man) ถ้าเทียบตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ 74 ที่อ้างไว้ในข้อ 2 ก็ไม่ครอบคลุม ถึง ราชภัย และ โจรภัย อันเป็นการกระทําของมนุษย์แต่อย่างไรก็ดี คําเก่าที่ธรรมศาสตราจารย์ใช้กันมา ว่า ‘ภัยนอกอํานาจ’ ก็ยังมีความหมายที่แหลมลึกและใกล้เคียงกับคําว่า Force majeure มากกว่าคําว่า ‘เหตุสุดวิสัย’ [เน้นโดยผู้เขียน]

ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เคยกล่าวถึงเรื่อง “ภัยนอกอำนาจ” ไว้ว่า

“เรื่องนี้ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษในคําศัพท์ที่ปรีดีใช้แต่สมัยนั้น คือคําว่า ภัยนอกอำนาจ…เข้าใจว่าศัพท์ ภัยนอกอํานาจ’ จะเป็นคําประดิษฐ์ขึ้นใหม่ของปรีดีเองหรือมีใช้อยู่ในสมัยนั้นก็ได้ จุดเด่นของปรีดีคือ การที่ท่านนําเอาวลีนี้ไปอิงกับหลักคิดในกฎหมายตราสามดวง สร้างความต่อเนื่องกับ กฎหมายเก่าขึ้นมาได้

แม้ ‘ภัยนอกอํานาจ’ ที่ว่านี้ หมายถึงนอกอํานาจของบุคคล ซึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา บุคคลยังไม่มีฐานะอันเป็นอิสระของตัวเองได้ จึงไม่มีอํานาจอะไร ที่จะเป็นฐานให้กับหลักคิดในกฎหมายได้ ตัวอย่างคดีพลาติสัยกับมโนทัศน์ภัยนอกอํานาจ ผมมองว่าเป็นการสร้างความต่อเนื่องระดับหนึ่งของแนวความคิดทางกฎหมายไทยจากกฎหมายเก่าสู่กฎหมายสมัยใหม่

พิจารณาในด้านประวัติภูมิปัญญาของสังคมไทย ความสําคัญของการเกิดมโนทัศน์ “ภัยนอกอํานาจ” คือการที่ส่วนหนึ่งของสังคมสยามขณะนั้น เริ่มตระหนักและรู้สึกถึงความสําคัญของบุคคลหรือปัจเจกบุคคล ความสําคัญนี้ไม่ใช่เพียงการเป็น มนุษย์และดํารงชีวิตอย่างมีศีลธรรมตามคําสั่งสอนในศาสนาที่แต่ละคนเชื่อถือ และปฏิบัติตนยึดถือคําสั่งของรัฐเป็นสรณะ…หากแต่เป็นความพยายามที่จะยกระดับให้คนข้างล่างได้มีโอกาสบรรลุเป้าหมายของระบบการเมือง และเศรษฐกิจสังคมได้ด้วย โดยไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับและร้องขออย่างไม่มีบทบาทและ ฐานะที่เป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองบ้างเลย” [เน้นโดยผู้เขียน]

 


ข้อมูลจาก

ปรีชา สุวรรณทัต. “นายปรีดี พนมยงค์ ทนายความคดี ‘พลาติสัย’ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 115 พ.ศ. 2463”ใน, ประชุมกฎหมายมหาชนและเอกชน  ของปรีดี พนมยงค์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสครบ 100 วัน แห่งการอสัญกรรมของผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ 9 สิงหาคม 2526

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. ความคิดการเมืองไพร่กระฎุมพี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2549


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรก 4 ธันวาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป