ตัวเต็งในการสืบราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ 3 การผลัดแผ่นดินในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของสยาม

(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, (ขวา) พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ดร.มัลคอล์ม สมิธ แพทย์ชาวอังกฤษผู้ถวายการดูแลรักษาพระพลานามัยของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนักสยามตอนหนึ่งว่า

ในราวปี พ.ศ. 2394 รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระอาการประชวร จนมีทีท่าว่าจะเสด็จสวรรคต จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระองค์ขึ้นครองราชย์ แต่ติดขัดด้วยกลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจในราชสำนักปรารถนาที่จะให้เจ้าฟ้ามงกุฎเป็นผู้สืบทอดราชสมบัติ และประชาชนก็เห็นพ้องต้องกันว่า รัชทายาทต้องมาจากการเลือกสรร ด้วยเหตุนี้เจ้าฟ้ามงกุฎจึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 31

บันทึกของหมอสมิธทำให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับการผลัดแผ่นดินในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 ว่า รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระองค์ขึ้นครองราชย์ ดังที่หมอสมิธกล่าวไว้ หรือทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้เจ้าฟ้ามงกุฎผู้เป็นพระอนุชาขึ้นครองราชย์ ซึ่งการผลัดแผ่นดินครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประวัติศาสตร์สยามสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ต้องทรงเป็นผู้นำพาสยามเผชิญหน้ากับการแผ่ขยายอำนาจเข้ามาในอุษาคเนย์ของจักรวรรดินิยมตะวันตก

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงที่รัชกาลที่ 3 ใกล้จะสวรรคตว่า พระองค์ได้ตรัสมอบอำนาจในการเลือกกษัตริย์ให้แก่คณะเสนาบดี พร้อมกับทรงมีพระราชวิจารณ์คุณสมบัติของเจ้านายหลายพระองค์ที่เป็นตัวเต็งในการสืบราชสมบัติ

“…การแผ่นดินต่อไปข้างหน้า ไม่เห็นผู้ใดที่จะรักษาแผ่นดินได้ กรมขุนเดชเล่าท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา ใครจะพูดอะไรท่านก็เชื่อง่าย ๆ จะเป็นใหญ่เป็นโตไปไม่ได้ กรมพิพิธเล่าก็ไม่รู้จักการงาน ปัญญาก็ไม่สอดส่องไปได้ คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว ที่สติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ก็เห็นแต่ท่านฟ้าใหญ่ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ฟ้าน้อย (เจ้าฟ้าจุฑามณี) 2 พระองค์ ก็ทรงรังเกียจอยู่ว่า ท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้น ก็จะให้พระสงฆ์ห่มผ้าอย่างมอญเสียหมดทั้งแผ่นดินดอกกระมัง ท่านฟ้าน้อยเล่า ก็มีสติปัญญา วิชาการช่างและการทหารต่าง ๆ อยู่ แต่ไม่พอใจทำราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึ่งมิทรงอนุญาต กลัวเจ้านายข้าราชการเขาจะไม่ชอบใจ จึงโปรดอนุญาตให้ตามใจคนทั้งปวง สุดแท้แต่จะเห็นพร้อมเพรียงกัน”2

พระราชวิจารณ์นี้แสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่ 3 มิได้ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เป็นผู้สืบทอดราชสมบัติเป็นการเฉพาะ หากแต่ให้เจ้านาย ขุนนาง เป็นผู้เลือกสรรผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ (ซึ่งพระราชวิจารณ์นี้ย่อมหักล้างความในบันทึกของหมอสมิธได้เป็นอย่างดี)

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ลานมหาเจษฎาบดินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง

อย่างไรก็ตาม (เดี๋ยวก่อนครับ! เดี๋ยวก่อน!) การที่รัชกาลที่ 3 ไม่ทรงแต่งตั้งเลือกเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นผู้สืบราชสมบัติ (ความเกี่ยวกับพระราชวิจารณ์ของรัชกาลที่ 3 ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ก็เป็นที่น่ากังขา เพราะเป็นหลักฐานที่ทำในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ใช่ทำในสมัยรัชกาลที่ 3) ไม่ใช่ว่าพระองค์มิได้มีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชโอรสของพระองค์เป็นผู้สืบราชสมบัติ หากแต่พบว่า พระราชโอรสที่โปรด 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ได้สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2378 และกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 23823

นอกจากนั้นแล้วยังพบอีกว่า กรมหลวงรักษรณเรศ เจ้านายที่มีความสำคัญรองจากรัชกาลที่ 3 ได้ถูกสําเร็จโทษเมื่อ พ.ศ. 2391 ด้วยความผิดร้ายแรงหลายประการ ได้แก่ ทุจริตรับสินบน ตัดสินความไม่เป็นธรรม และซ่องสุมผู้คนเพื่อเตรียมตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินหลังสิ้นรัชกาล4

การสิ้นพระชนม์ของเจ้านายทั้งสามพระองค์ นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเจ้าฟ้ามงกุฎ (ซึ่งขณะนั้นทรงอยู่ในสมณเพศ) ในฐานะผู้สืบราชสมบัติ เนื่องจากทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตที่ประสูติจากพระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 2 ทั้งยังทรงพร้อมด้วยบารมีที่ได้จากการสะสมบุญบารมีในฐานะผู้นำสงฆ์ (ฝ่ายธรรมยุต) และได้รับการสนับสนุนผลักดันจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และกลุ่มเสนาบดีตระกูลบุนนาค5

เหตุปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ส่งให้เจ้าฟ้ามงกุฎได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากรัชกาลที่ 3 ทั้งที่พระองค์มิได้ทรงมั่นพระทัยนักว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ อันเห็นได้จากกระแสพระราชดำรัสเมื่อทรงราชสมบัติที่ว่า

“ไม่มีใครได้คิดจะให้เปนโตเปนใหญ่เลย ก็เจ้านายผู้หญิงที่ไหนแหลม ๆ อยู่มีทรัพย์สมบัติบ่าวไพร่มาก ท่านทั้งหลายทั้งปวงนึกหมายว่าจะให้ได้แก่ท่านผู้อื่น”6


เชิงอรรถ :

1. “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ รัชกาลที่ 3 สวรรคต “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ครองราชย์”. ศิลปวัฒนธรรม 21 : 8 (มิ.ย. 2543), น.64-65.

2. ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 (พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรธนากร, 2481), น.369-370.

3. เรื่องเดียวกัน, น.166 และ 198.

4. เรื่องเดียวกัน, น.317-318.

5. นฤมล ธีรวัฒน์. “พระราชดำริทางการเมืองของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2525, น.45-131.

6. ห้องเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ 4 จ.ศ. 1213 เลขที่ 66 เรื่องพระราชโองการเรื่องพระองค์ทรงราชสมบัติ.


หมายเหตุ บทความในนิตยสารชื่อ ผลัดแผ่นดินในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของสยาม

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 กันยายน 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป