ไม่ได้“เล่นสกี”โอลิมปิกฤดูหนาว แต่นี่คือ“พาหนะ”ในสงครามฤดูหนาว

ทหารฟินแลนด์สวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ สะพายปืนไรเฟิล สวมชุดพรางสีขาว และใช้สกีเป็นพาหนะในการบ

สกี กีฬาชนิดหนึ่งในฤดูหนาวที่นิยมในชาติตะวันตก และมีการบรรจุในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว แต่ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ “สกี” กลายเป็น 1 ใน 100 ของสิ่งของสำคัญระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำให้ฟินแลนด์ที่ขณะนั้นด้อนกว่าโซเวียตในเรื่องแสนยานุภาพเป็นฝ่ายได้เปรียบในสมรภูมิ

ซึ่ง พลตรีจูเลียน ทอมป์สัน และดร. แอลแลน อาร์.มิลเลตต์ เขียนอธิบายไว้

สหภาพโซเวียตบุกฟินแลนด์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1939 หลังจากฟินแลนด์ปฏิเสธที่จะส่งมอบดินแดน ให้ตามที่รัสเซียต้องการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแนวป้องกันของหน่วยทหารเลนินกราด กองทัพบกฟินแลนด์ มีทหารทั้งหมด 10 กองพล ซึ่งขาดแคลนยุทธภัณฑ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปืนใหญ่ ปืนครก วิทยุสื่อสาร ไปจนถึงลูกปืนใหญ่

แต่พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะปกป้อง อิสรภาพของฟินแลนด์ที่เพิ่งได้รับจากรัสเชียหลังการปฏิวัติบอลเชวิก เมื่อปี 1917 ทหารฟินแลนด์ได้ รับการฝึกอย่างดีในการใช้อุปกรณ์ที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้นเอง และรู้สึกคุ้นชินกับภูมิประเทศที่ปกคลุมด้วยป่าทั้งในหน้าหนาวและฤดูร้อน อย่างเช่นพวกเขาสามารถใช้สกีเคลื่อนที่บนหิมะได้ เป็นต้น

ลีลาเลี้ยวโค้งบริเวณทางลาด ของทหารฟินแลนด์ ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยหิมะ

ฟินแลนด์ใช้ช่วงเวลาระหว่างการเจรจาก่อนที่รัสเซียจะบุก เพื่อย้ายตําแหน่งแนวป้องกัน ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของแนวพรมแดน ยาว 1,000 กิโลเมตร (620 ไมล์) เป็นป่ารกทึบ และทะเลสาบปกคลุมด้วยหิมะ ที่ไม่มีทางเดินเท้า ซึ่งกองทัพสมัยใหม่ไม่สามารถ ผ่านไปได้ ช่วยให้คาร์ล กุสตาฟ เอมิล มานเนไฮม์จอมพลซึ่งทําหน้าที่ผู้บัญชาการกองทัพฟินแลนด์มุ่งสมาธิไปยังทหาร 6 กองพลที่วางกําลังอยู่ตามแนวมานเนไฮม์ ความยาว 65 กิโลเมตร (40 ไมล์) ที่คอคอดกาเรเลียนซึ่งอยู่ระหว่างทะลสาบลาโกดาและอ่าวฟินแลนด์ รวมทั้งทหารอีก 2 กองพล ซึ่งวางกําลังอยู่ตามแนวพรมแดนฟินแลนด์ยาว 80 กิโล เมตร (50 ไมล์) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบลาโกดา

กองทัพบกโซเวียตส่งทหาร 26 กองพล จํานวน 1.2 ล้านนาย พร้อมรถบรรทุก ปืนใหญ่จํานวนมาก รถถัง 1,500 คัน และเครื่องบินอีก 3,000 ลํา เพื่อบดขยี้ฟินแลนด์ แต่กองทัพโซเวียตเต็มไปด้วยข้อบกพร่องจากการที่สตาลินได้กวาดล้างและปลดนายพลระดับสูงฝีมือดีจํานวนมาก ในกองทัพไปเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ การจัดทีมผู้บังคับบัญชาส่วนใหญ่ แล้วก็ขึ้นอยู่กับบรรดา “ที่ปรึกษาทางการเมือง” (ซึ่ง ก็คือผู้ดูแล) ขี้กลัวจอมประจบประแจงในพรรคคอมมิวนิสต์ บรรดาผู้บังคับบัญชากองทัพของโซเวียต ต่างก็ชะงักงัน เนื่องจากที่ปรึกษาทางการเมืองเหล่านี้ ไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัว

ว่าจะถูกประหารโดยทันทีหรือถ้าโชคดีก็แค่ต้องติดคุกขังนักโทษการเมืองหรือกูลัก (Gulag) หากพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความริเริ่มใดๆ ก็ตามที่แปลกแยกไปจากหลัก การทหารของโซเวียต บรรดาทหารโซเวียตประหลาดใจ กับการเตรียมตัวที่แย่มากสําหรับการทําสงครามในหน้าหนาว พวกเขาไม่มีชุดพรางสีขาว ไม่มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้ยานพาหนะและอุปกรณ์ต่างๆ กลายเป็นน้ำแข็ง อีกทั้งไม่มีหน่วยทหารสกี ยิ่งเพิ่มความเสียเปรียบในการต่อสู้ในสภาพภูมิอากาศกึ่งขั้วโลก

การโจมตีของโซเวียตด้วยทหารเพียงกองพลเดียวที่เมืองเปตซาโมทางตอนเหนือของฟินแลนด์ต้องหยุดชะงักระหว่างทาง การโจมตีแบบสะเทินน้ำสะเทินบกที่เฮลซิงกิ ฮานโกและตูรกู ถูกฟินแลนด์ต้านทานเอาไว้และขับไล่ออกไปได้ กองทหารหลักของรัสเซียจํานวน 12 กองพล ซึ่งตะลุยผ่านคอคอดกาเรเลียน โดยได้รับการสนับสนุนจากรถหุ้มเกราะ ก็ตกอยู่ในสภาพคุมเชิงกันโดยที่ไม่มีใครเอาชนะอีกฝ่ายได้ โดยความเสียหายส่วนมากตกอยู่กับฝ่ายรัสเซียเอง

ในเบื้องต้นนั้นทหารฟินแลนด์ซึ่งไม่มีประสบการณ์การทําสงครามด้วยรถหุ้มเกราะและไม่มีอาวุธต่อสู้ ชรถถัง จึงรู้สึกใจฝ่อเมื่อเห็นรถถังของโซเวียต แต่พวกเขาก็เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่ารถถังเหล่านี้สามารถจัดการได้ระหว่างคืนหน้าหนาวอันยาวนานโดยใช้ “ระเบิดเพลิง” (Molotov cocktail) โดยเฉพาะในขณะที่รถหุ้มเกราะรัสเซียกําลังปฏิบัติการโดยไม่มีทหารราบสนับสนุน

ปลายเดือนธันวาคม ทหารฟินแลนด์ที่โต้กลับโซเวียตตามแนวรบด้านตะวันออก ฝ่ายฟินแลนด์ติโอบขบวนทหารของรัสเซียที่กําลังมุ่งหน้าสู่ถนนโดยใช้หน่วยทหารสกีเคลื่อนที่ในป่า โซเวียตจึงคิดหาทางแก้ด้วยการ สร้างหน่วย “เม่น” แยกออกมาต่างหาก ซึ่งถึงแม้หน่วยเม่นจะทําหน้าที่ป้องกันได้ดี แต่ก็มีขนาดเล็กและอาจถูกกําจัดได้ที่ละคน ที่ซูโอมุสซัลละมิ

ระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 1939 ถึง 8 มกราคม 1940 ทหารโซเวียต 2 กองพล ซึ่งมีจํานวนมากกว่าฝ่ายฟินแลนด์ประมาณ 4 หรือ 5 นาย ต่อ 1 กลับถูกเล่นงานตลอดระยะทางหลายไมล์ พวกโซเวียตอุ้ยอ้ายเกินกว่าจะโต้กลับการโจมตีอันดุเดือดของ หน่วยทหารสกีฟินแลนด์ ซึ่งตัดกองทหารรัสเซียออกเป็นชิ้นๆ

ในที่สุดฝ่ายฟินแลนด์ยึดรถถังรัสเซียได้ 65 คัน รถ บรรทุก 437 คัน จักรยานยนต์ 10 คัน ปืนใหญ่เคลื่อนที่ 92 กระบอก ปืนต่อสู้รถถัง 78 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน 13 กระบอก ปืนไรเฟิล 6,000 กระบอก ปืนกล 290 กระบอก และวิทยุสื่อสารอีกจํานวนมาก นอกจากนี้ยังทําให้ทหารโซเวียตเสียชีวิต 27,500 นาย รถถัง 43 คันถูกทําให้ใช้การไม่ได้ และยานพาหนะอื่นๆ อีก 270 คันถูก ทําลาย ส่วนทหารฟินแลนด์เสียชีวิต 900 นาย บาดเจ็บ 1,770 นาย

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1940 กองทัพบกโซเวียตซึ่งจัดทัพใหม่ภายใต้บัญชาการของพลเอกเซมโยน ทีโมเชนโก ได้เพิ่มทหารขึ้นมาอีก 9 กองพลเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และเข้าตีแนวป้องกันของฟินแลนด์ขนานใหญ่หลายครั้ง โดยไม่สนใจว่ารัสเซียจะเกิดความสูญเสียมากเพียงใด

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ กองทัพแดงก็ทะลวงแนวป้องกันของฟินแลนด์ที่ซัมมาได้ และเริ่มกวาดล้างกองกําลังป้องกันของฟินแลนด์ วันที่ 12 มีนาคม ฟินแลนด์ จึงตกลงยอมรับเงื่อนไขสงบศึก

การสู้รบกันครั้งนี้ ทหารรัสเซียตาย 200,000 นาย รวมทั้งสูญเสียอุปกรณ์ต่างๆ อีกจํานวนมาก ส่วนทหาร ฟินแลนด์เสียชีวิต 25,000 นาย และสูญเสียดินแดน 1 ส่วน 10 ของทั้งหมด หนึ่งในผลกระทบใหญ่ที่ตามมาจากการที่รัสเซียขาดความสามารถในการสู้รบซึ่งต่อมากลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “สงครามฤดูหนาว” ก็คืออังกฤษ อเมริกา และโดยเฉพาะเยอรมนี้ซึ่งประเมินศักยภาพทางทหารของรัสเซียต่ำไปอย่างมาก เดือนมิถุนายน 1941 ในช่วงเริ่มต้น ยุทธการบาร์บารอสซา ฮิตเลอร์คิดว่ารัสเซียจะเป็นประเทศ ที่เอาชนะได้ง่าย และหลายเดือนหลังจากฮิตเลอร์บุกรัสเซีย ฝ่ายอังกฤษและอเมริกาก็มีแนวโน้มจะคิดแบบเดียวกับ ฮิตเลอร์

ข้อมูลจาก

พลลตรีจูเลียน ทอมป์สัน และดร.แอลแลน อาร์. มิลเลตต์ เขียน, นงนุช สิงหะเดชะ แปล. 100 สิ่งของสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์มติชน, มีนาคม 2556


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ : 26 ตุลาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป