“คนแคระทั้งเจ็ด” ครอบครัวโอวิทซ์ จากวันคืนแห่งความสุข สู่นรกค่ายมรณะ “เอาชวิทซ์”

ชาวฮังการีเชื้อสายยิวเดินทางมาถึงค่าย Auschwitz-Birkenau หลังจากเยอรมนียึดครองโปแลนด์ (ภาพจาก www.britannica.com)

ค่ายกักกันเอาชวิทซ์หนึ่งในสถานที่อันน่าสยดสยองอันเป็นตำนานที่แสดงให้เห็นถึงความเลวร้ายของพวกนาซี และคำตอบของหนทางสุดท้ายของการแก้ปัญหาชาวยิว อันมาจากการประชุมของผู้นำระดับสูงของพรรคนาซีเมื่อครั้งสมัยที่เรืองอำนาจสูงสุด เชื้อชาติที่พรรคนาซีจงเกลียดจงชังเป็นหนักหนาและไม่สมควรจะมีชีวิตร่วมโลกกับพวกเขาอีกต่อไป ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองต่าง ๆ ในยุโรป ซึ่ง ณ เวลานั้นถูกกองทัพนาซีเยอรมันยึดครอง พวกเขาถูกใช้แรงงานถูกนำไปทดลองทางวิทยาศาสตร์ และเมื่อหมดประโยชน์พวกเขาก็จะถูกฆ่าอย่างเป็นระบบ

ค่ายมรณะแห่งนี้ก็ขึ้นชื่อในเรื่องของการฆ่าคราวละมาก ๆ มันล้างผลาญชีวิตผู้บริสุทธิ์กว่า 3 ล้านคน สังเวยชีวิตให้แก่ความจงเกลียดจงชังที่มาจากอคติของคนเพียงคนเดียว 

นอกเหนือจากคนเชื้อสายยิวแล้ว บางชนชาติที่พรรคนาซีมองเห็นว่า “ต่ำต้อย” หรือ “ไร้ประโยชน์” พวกเขาก็จะถูกส่งไปยังค่ายกักกันหรือค่ายมรณะเพื่อรอการสังหารต่อไป คนเหล่านี้ได้แก่ คนพิการทุพพลภาพต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและสติปัญญา, ชาวแอฟริกัน, ชาวสลาฟ, และชาวยิปซี ชะตากรรมของพวกเขาเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากคนเชื้อสายยิวที่ชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จบสิ้นลงแล้ว พวกเขาเป็นแต่เพียงของเล่นที่ผู้ชนะจะทำเช่นไรก็ได้ ชีวิตที่เหมือนตายทั้งเป็นในค่ายกักกันคือความหฤโหดทุกวินาทีที่พวกเขาต้องเผชิญเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ในค่ายแห่งนี้ สิ่งเดียวที่พวกเขาจะเรียกร้องจากผู้ชนะได้นั่นก็คือ “ความตาย” เพื่อยุติความทรมานที่กำลังเผชิญ  

ครอบครัวโอวิทซ์

มีเรื่องราวของบุคคลที่ต้องมาพบเจอชะตากรรมในค่ายมรณะแห่งนี้หลายคน หนึ่งในเรื่องราวของการดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากค่ายแห่งนี้ก็คือเรื่องราวของ “ครอบครัวโอวิทซ์” (Ovitz family) ที่ต้องใช้ชีวิตขาด ๆ หาย ๆ ในค่ายมรณะแห่งนี้ นอกจากพวกเขาจะมีเชื้อสายยิวแล้ว ครอบครัวโอวิทซ์ทั้งหมดยังมีลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดเจนจากสภาพร่างกายของคนในตระกูลคือ “พวกเขาทั้งหมดเป็นคนแคระ”

(คลิกชมภาพครอบครัวโอวิทซ์)

ครอบครัวโอวิทซ์เป็นชาวฮังการเรียนเชื้อสายยิวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโรซาฟแล (Rozavlea) เมืองทรานซิลวาเนีย (Transylvania) ประเทศโรมาเนีย โดยมีหัวหน้าครอบครัวคือ ซิมสัน ไอซิค โอวิทซ์ นักพูดและแรบไบ (Rabbi เป็นภาษาฮิบรูแปลว่า “อาจารย์” เป็นคำที่ใช้ในศาสนายูดาห์ที่หมายถึงผู้สอนศาสนา) ร่างแคระอันมีชื่อเสียงในยุคนั้น เขาแต่งงานสองครั้งและกลายเป็นพ่อของเด็กทั้ง 10 คน โดยในจำนวนนี้ 7 คน มีร่างกายที่แคระ ลูกที่เกิดจากการแต่งงานครั้งแรกของเขากับ บราน่า ฟรูชเทอร์ (ซึ่งเธอมีร่างกายสูงปกติ) ได้แก่ โรซิก้าและแฟรงค์ซิก้า ทั้งคู่มีร่างกายแคระ และภรรยาคนที่สองชื่อ บาเทีย เบอร์ธ่า ฮูสซ์ (ซึ่งเธอมีร่างกายสูงปกติ) มีลูกด้วยกัน 8 คน ได้แก่ อับราม, ฟรีด้า (ร่างแคระ) ซาร่าห์ (ร่างแคระ), มิคกิ (ร่างแคระ), ลีอาห์, อีลิซาเบธ (ร่างแคระ), อารี่ และ ปีรอฟสก้า (ร่างแคระ)

แม่ของพวกเขาต่างมีความกังวลต่ออนาคตของลูก ๆ อันเนื่องจากรูปลักษณ์ที่แลดูอัปลักษณ์เช่นนี้ อาชีพใดเล่าที่จะเหมาะกับพวกเขาในการทำมาหากินในสังคมของยุโรปที่มีแต่ต้องดิ้นรนในตอนนั้น แต่แม้พี่น้องจะเกิดจากคนละแม่และมีบางคนร่างกายสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ แต่พวกเขาทุกคนก็รักกันมากและคอยช่วยเหลือกันในทุก ๆ เรื่อง โชคยังดีที่พี่น้องของพวกเขาบางคนมีพรสวรรค์ทางดนตรี และการแสดงบนเวทีดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการประกอบอาชีพเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

ตอนที่ยังเป็นเด็ก พวกเขาได้ก่อตั้งคณะแสดงโชว์ของตนเองที่มีชื่อว่า ลิลิพุท ทรูป ขึ้นมาเอง พวกเขาเดินทางออกไปแสดงดนตรีและร้องเพลงในเมืองต่าง ๆ ของโรมาเนีย, ฮังการี่ และเชคโกสโลวะเกียในช่วงทศวรรษที่ 1930 และ 1940 สมาชิกครอบครัวที่ตัวสูงกว่าจะคอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่าง ๆ ด้านหลังเวที นักแสดงของตระกูลโอวิทซ์ พูดและร้องเพลงในภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งภาษายิดดิช, ฮังกาเรียน, โรมาเนียน, รัสเซียนรวมถึงเยอรมันด้วยเช่นกัน พวกเขาสร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้แก่ประชาชนในที่ต่าง ๆ ที่ได้มาชมการแสดง รูปลักษณ์ที่ดูแปลกตา มันยิ่งชวนให้ขบขันมากขึ้นเมื่อพวกเขาแสดงละครตลกหรือร้องเพลง นั่นจึงทำให้การแสดงของคณะแสดงโชว์ตระกูลโอวิทซ์เป็นที่กล่าวขานไปทั่ว เมื่อยามที่พวกเขาไม่ได้เดินทางออกไปแสดงโชว์ที่ไหน พวกเขาทั้งหมดก็พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันอย่างมีความสุข

สู่ค่ายมรณะ

เมื่อพวกนาซีเถลิงอำนาจและรุกรานชาติต่าง ๆ ในยุโรป สงครามโลกได้เกิดขึ้นอีกครั้ง และมันทำให้การทำมาหากินของคณะแสดงโชว์ตระกูลโอวิทซ์ต้องลำบากอย่างมาก งานแสดงต่าง ๆ ถูกยกเลิก สถานที่ที่พวกเขาเคยไปและได้รับการต้อนรับจากผู้คนอยู่เสมอ ๆ กลับกลายเป็นสนามรบที่มีแต่ซากปรักหักพังและซากศพ เงามัจจุราชนาซีค่อย ๆ ปรากฏกายที่เส้นขอบฟ้า และมันพรากผลาญชีวิตคนเชื้อชาติต่าง ๆ ที่พวกเขามองว่าต่ำต้อยลงไปเรื่อย ๆ นักแสดงร่างแคระแห่งตระกูลโอวิทซ์ที่เร่แสดงโชว์ตามที่ต่าง ๆ ในยุโรปซึ่งไม่มีพิษภัยใด ๆ ก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่กำลังจะถูกกำจัด

สตรีและเด็กชาวยิวในค่ายเอาชวิทซ์ ภาพถ่ายราวเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ค.ศ. 1944 (ภาพจาก wikipedia)

ตระกูลโอวิทซ์กำลังจะเผชิญกับความลำเค็ญจากนโยบายจองล้างจองผลาญชาวยิวของพวกนาซี ในตอนแรกรัฐบาลโรมาเนียซึ่งเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีไม่ได้ส่งตัวครอบครัวนี้ให้ทางการเยอรมนี แต่ยังปล่อยให้ตระกูลโอวิทซ์ยังคงแสดงโชว์ต่อไปได้ จนกระทั่งมีกฎหมายที่ห้ามนักแสดงเชื้อสายยิวทำการแสดง นั่นจึงทำให้ตระกูลโอวิทซ์ไม่มีงานทำ สภาพความเป็นอยู่ของประเทศช่วงสงครามก็แร้นแค้น อาหารการกินและเครื่องอุปโภคบริโภคขาดแคลนอย่างหนัก สมาชิกทุกคนในครอบครัวพยายามอย่างยิ่งที่จะดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดในยามสงครามเช่นนี้

แต่แล้ววันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1944 บ้านที่พวกเขาอยู่อย่างเป็นสุขมาตั้งแต่เกิดก็ถูกทหารบุกจับกุม พ่อ แม่ ลูก ๆ ทุกคนรวมแล้ว 12 ชีวิต ถูกจับส่งไปยังค่ายกักกันเอาชวิทซ์ โชคชะตาที่พลิกผันและความพิการที่มาจากกำเนิดและเชื้อชาติที่ผู้ชนะไม่ต้องการ คือสิ่งที่ย้ำชัดว่า พวกเขาทั้งหมดต้องถูกำจัด มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งครอบครัวจะรอดชีวิตจากค่ายมรณะแห่งนี้ ช่างน่าเศร้าคือเมื่อตอนที่พวกเขาถูกจับกุม หนึ่งในสมาชิกของครอบครัวโอวิทซ์คนที่มีอายุมากสุดคือ 58 ปี และหนึ่งในนั้นก็มีเด็กที่อายุเพียง 18 เดือนเท่านั้น

หนูทดลอง

ที่ค่ายมรณะเอาชวิทซ์แห่งนี้ ปรากฏชื่อหนึ่งในบุคคลผู้เป็นตำนานของความชั่วร้ายที่ทำให้คนทั้งโลกต้องสะอิดสะเอียนกับสิ่งที่เขาได้กระทำในค่ายมรณะ ผู้นั้นก็คือนายแพทย์โยเซฟ แมงเกอเลอะ ผู้ได้รับฉายาว่า “ยมฑูต” เป็นผู้รับผิดชอบในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยการนำคนเชื้อสายยิวและเชื้อชาติต่าง ๆ รวมถึงผู้พิการ ฝาแฝด หรือใครก็ตามที่เขาต้องการนำมาทดลอง จะถูกนำมาใช้เพื่อการทดลองต่าง ๆ โดยไม่ต้องคำนึงว่าการทดลองนั้นจะส่งผลให้ถึงแก่ชีวิตหรือไม่ และด้วยความแคระของร่างกายที่ปรากฏให้นายแพทย์จอมโฉดคนนี้ได้เห็นก็เป็นที่ดึงดูดให้เขาสนใจครอบครัวโอวิทซ์เป็นอย่างยิ่ง  เขาสั่งแยกครอบครัวโอวิทซ์ออกจากห้องคุมขังและเพิ่มรายชื่อของสมาชิกทุกคนในครอบครัวนี้ลงในรายชื่อที่จะต้องถูกนำไปทดลอง เพื่อสนองความอยากรู้ของนายแพทย์แมงเกอเลอะ ที่ต้องการจะศึกษาถึงสาเหตุของการกำเนิดของสมาชิกในครอบครัวนี้ว่าเพราะเหตุใดและอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเกิดมาเป็นเช่นนี้

การมีรายชื่ออยู่ในบัญชีที่จะต้องถูกทดลองของนายแพทย์แมงเกอเลอะ คือบัญชีตายที่ไม่ว่าใครก็ตามในค่ายไม่ต้องการจะมีชื่อของตนเองอยู่ในนั้น แต่ครอบครัวคนแคระจากโรมาเนียนี้ คือความสนใจอันดับแรกของเขาที่จะต้องนำตัวมาดูแลเป็นการเฉพาะ นายแพทย์แมงเกอเลอะมีฝาแฝดหลายร้อยคนที่เขากำลังนำตัวมาทดลองและในการทดลองนั้นก็ทำให้ฝาแฝดเหล่านี้จบชีวิตลงเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้เขายังมีมนุษย์ที่สามารถนำมาทดลองอีกเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการทดลองอันหฤโหดนี้ได้เรื่อย ๆ แต่ทว่า…

ภาพถ่ายเมื่อ ค.ศ. 1944 สตรีในค่ายเอาชวิทซ์จะต้องถูกตัดผม (ภาพจาก wikipedia)

ถึงเขาจะมีมนุษย์ที่สามารถนำมาทดลองได้อีกเป็นจำนวนมาก แต่ทั่วทั้งค่ายมรณะแห่งนี้มีครอบครัวคนแคระนี้แค่ครอบครัวเดียวเท่านั้น นั่นจึงทำให้ความคิดของนายแพทย์ยมทูตคนนี้จำต้องเปลี่ยนความคิดไปในการวิจัยเกี่ยวกับของเล่นชิ้นใหม่ของเขา เขาให้ที่พักพิเศษแก่ครอบครัวโอวิทซ์และปันส่วนอาหารมื้อใหญ่ให้แก่ทุกคนในครอบครัว นอกจากนี้ครอบครัวโอวิทซ์ยังได้รับสิทธิพิเศษโดยไม่ต้องถูกตัดผมอันเนื่องมาจากเหตุผลเพื่อการทดลอง และได้รับอนุญาตให้สวมเสื้อผ้าของตัวเองเพราะเครื่องแบบของที่มีนั้นไม่พอดีกับร่างกาย อดีตผู้รอดชีวิตจากค่ายมรณะแห่งนี้ได้บอกว่า “ผมคิดว่าผมเห็นภาพหลอนเมื่อเห็นคนแคระทั้งเจ็ดสวมใส่เสื้อผ้าอย่างดีและอบอุ่นเดินอยู่ในค่ายแห่งนี้” แม้ดูเหมือนว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าคนอื่น ๆ แต่ทุก ๆ คนในค่ายก็ทราบดีว่าเมื่อการทดลองจบลง ชีวิตของพวกเขาก็จะจบลงด้วยเช่นกัน

ละครตลกที่ไม่ตลก

เมื่อต้องถูกทดลอง ครอบครัวโอวิทซ์ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ในค่ายที่ต้องเผชิญกับรูปแบบการทดลองต่าง ๆ เช่น การสกัดไขกระดูก การถอนฟันและเส้นผมเพื่อค้นหาสัญญาณของโรคทางพันธุกรรม มีการเทน้ำร้อนและเย็นลงในหู และทำให้พวกเขาตาบอดชั่วคราวด้วยการหยดสารเคมี รวมทั้งการให้นรีแพทย์ตรวจร่างกายทุกส่วนของสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้หญิง นอกจากนี้ครอบครัวโอวิทซ์ยังถูกสั่งให้จัดแสดงความบันเทิงต่าง ๆ แก่ทหารเอสเอสที่ควบคุมค่าย ทั้งการร้องเพลงและเล่นบทละครจำอวดต่าง ๆ แม้หลังสงครามยุติ ตระกูลโอวิทซ์พยายามจะบอกแก่ชาวยิวทุกคนที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ว่า พวกเขาจำต้องฝืนแสดงเพราะความจำใจและรู้อยู่แก่ใจตนเองว่าการแสดงให้ความบันเทิงแก่พวกนาซีในตอนนั้นมันเป็นบาปก็ตาม แต่ก็มีชาวยิวหลายคนประณามและเย้ยหยันถึงสิ่งที่ครอบครัวนี้ได้ทำ ซึ่งหากมองในแง่ของการมีชีวิตอยู่ในขุมนรกบนดินแห่งนี้ นี่คือสิ่งที่ฉลาดที่สุดที่พวกเขาพึงมีนั่นก็คือการเอาตัวรอด

และแล้ววันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1945 ทหารโซเวียตเคลื่อนพลปลดปล่อยค่ายมรณะแห่งนี้ มีความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นในตอนที่ทหารเอสเอสที่คุมค่ายอยู่ถอนกำลังออกไป แม้ในช่วงเวลาสุดท้ายของพวกนาซีในการควบคุมค่ายแห่งนี้ ก็ยังมีความพยายามที่จะประหารชีวิตชาวยิวที่เหลือและจัดการเก็บกวาดหรือทำลายอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ในบรรดาชาวยิวและคนอื่น ๆ ที่ถูกคุมขังอยู่ในค่าย ครอบครัวโอวิทซ์คือหนึ่งในจำนวนของผู้รอดชีวิตจากค่ายมรณะแห่งนี้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของอารี่ หนึ่งในสมาชิกครอบครัวที่มีร่างกายปกติ ได้พยายามหลบหนีออกจากค่าย เขาถูกตามจับกุมและโดนประหารชีวิตใน ค.ศ. 1944

Richard Baer, Josef Mengele and Rudolf Höss

หลังจากได้รับอิสรภาพแล้ว ครอบครัวโอวิทซ์ต้องเดินเท้าเป็นเวลากว่า 7 เดือน รอนแรมจากค่ายมรณะเพื่อกลับไปยังหมู่บ้านของพวกเขา ซึ่งที่นี่ก็ไม่เหลือสิ่งใดอีกแล้วเพราะทุกสิ่งในบ้านถูกปล้นและสภาพบ้านก็ทรุดโทรมและเสียหายจากสงคราม นั่นจึงทำให้พวกเขาตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่ที่ประเทศเบลเยียม กระทั่งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1949 พวกเขาก็ตัดสินใจอพยพไปยังอิสราเอลและตั้งรกรากในเมืองไฮฟา

ชีวิตหลังสงครามและรอดตายมาจากค่ายมรณะ แม้จะมีความเลวร้ายต่าง ๆ ที่กลายเป็นฝันร้ายซึ่งคอยหลอกหลอนพวกเขาอยู่ แต่ครอบครัวโอวิทซ์ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป คนแคระครอบครัวโอวิทซ์กลับไปเปิดการแสดงโชว์อีกครั้ง คราวนี้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามและมีชื่อเสียงโด่งดัง กระทั่งใน ค.ศ. 1955 พวกเขาลงทุนเปิดโรงภาพยนตร์ของตนเอง และใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 


อ้างอิง : 

Ovitz family, from https://en.wikipedia.org/wiki/Ovitz_family

When The Seven Dwarfs Of Auschwitz Met The Nazis’ Most Monstrous Doctor, from https://allthatsinteresting.com/ovitz-dwarfs-auschwitz

The dwarves of Auschwitz, from https://www.theguardian.com/world/2013/mar/23/the-dwarves-of-auschwitz

he Ovitz family – A whole family of dwarfs who survived imprisonment at the Auschwitz concentration camp, from https://www.thevintagenews.com/2016/09/11/ovitz-family-whole-family-dwarfs-survived-imprisonment-auschwitz-concentration-camp/


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 สิงหาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป