ฮิตเลอร์รื้อ-สร้างการศึกษา ปลูกฝัง “ยุวชนฮิตเลอร์” สู่พลเมืองนาซีที่ภาคภูมิชาติอารยัน

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พบปะกับยุวชนฮิตเลอร์ (Hitler-Jugend) ไม่ระบุสถานที่และปีที่ถ่าย (FRANCE PRESSE VOIR / AFP)

“ชาติเยอรมันเหนืออื่นกว่าชาติใด หรือ Deutschland über alles” คือท่อนหนึ่งของเพลงชาติเยอรมนีในสมัยที่ฮิตเลอร์และพรรคนาซีปกครองประเทศนี้ ครั้งหนึ่งชาวเยอรมันทุกเพศทุกวัยต่างร่วมร้องเพลงนี้อย่างภาคภูมิใจ สิ่งที่พรรคนาซีพยายามพร่ำสอนพลเมืองตนเองให้รับรู้และเข้าใจว่า ชนชาติของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่และเผ่าพันธุ์เยอรมันคือสายพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก การโฆษณาชวนเชื่อและค่านิยมที่ถูกสร้างขึ้นมาอบรมให้ชาวเยอรมันเชื่อและปฏิบัติตามมาตั้งแต่ยังเด็กในช่วงที่นาซีเถลิงอำนาจ

ฮิตเลอร์และพรรคนาซีต้องการสร้างประเทศเยอรมนีให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง นอกจากจะสร้างแสนยานุภาพทางทหารแล้ว การสร้างพลเมืองในอุดมคติของพรรคนาซีก็คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ความฝันของฮิตเลอร์และพรรคนาซีเป็นจริง มันจึงหนีไม่พ้นในเรื่องของการศึกษาโดยเฉพาะในโรงเรียนในระดับชั้นต่าง ๆ 

นักประวัติศาสตร์สังคม ริดชาร์ด กรูนเบอร์เกอร์ (Richard Grunberger) ได้บรรยายไว้ในหนังสือที่ชื่อ “ประวัติศาสตร์สังคมของอาณาจักรไรซ์” กล่าวว่า “เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ครองอำนาจในปี ค.ศ. 1933 เขาได้รับมรดกของระบบการศึกษาที่เป็นแบบอนุรักษ์นิยมอย่างมาก ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบการศึกษาของประเทศเยอรมนี ตำนานของชัยชนะของกองทัพปรัสเซียที่วอร์เตอลูเป็นเรื่องราวสำคัญที่มีอยู่ในห้องเรียนทุกห้อง รวมถึงชัยชนะของรัฐบุรุษคนสำคัญอย่างบิสมาร์ค ผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมเยอรมันให้เป็นปึกแผ่น”

การศึกษานี้เองคือเป้าหมายสำคัญของฮิตเลอร์ เมื่อตอนเป็นเด็กครูคนเดียวที่เขาชอบที่สุดในโรงเรียนมัธยมคือ เลโอโปลด์ พอทช์ ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์คนสำคัญของเขา คุณครูพอทช์ ก็เช่นเดียวกับผู้คนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในออสเตรียตอนบน เขาเป็นชาวเยอรมันผู้รักชาติ เคยสอนฮิตเลอร์และเพื่อนนักเรียนของเขาเกี่ยวกับชัยชนะของเยอรมนีเหนือฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1870 และ ค.ศ. 1871 และกล่าวตำหนิชาวออสเตรียเนื่องจากไม่ได้มีส่วนร่วมในชัยชนะเหล่านี้ อัครมหาเสนาบดีคนแรกของจักรวรรดิเยอรมนี อ็อตโต ฟอนบิสมาร์ค คือหนึ่งในวีรบุรุษคนสำคัญของฮิตเลอร์เสมอมา เมื่อฮิตเลอร์ครองอำนาจการปกครองได้แล้ว เขายกย่องการสอนของคุณครูพอทช์ว่าเป็นปัจจัยที่ส่งอิทธิพลในกำหนดแผนการของเขาในอนาคต

การเรียนการสอนวิชาภูมิศาสตร์ในเยอรมนี ในยุคฮิตเลอร์ครองอำนาจ (ภาพโดย German Federal Archives จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Evacuations_of_children_in_Germany_during_World_War_II)

การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาครั้งใหญ่ในเยอรมนีเริ่มขึ้นทันทีที่ฮิตเลอร์ครองอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ฮิตเลอร์ทำการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรของโรงเรียนทันที เขาสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตรการศึกษาในเรื่อง “ความตระหนักทางเชื้อชาติ หรือ racial awareness” ในโรงเรียนทุกแห่ง เด็กนักเรียนทุกชั้นทุกวัยจะต้องเรียนรู้ในเรื่องนี้ โรงเรียนและเด็ก ๆ จะได้รับการสอนให้รับรู้ถึงหน้าที่ทางเชื้อชาติของพวกเขาในฐานะที่พวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ใน “ชุมชนแห่งเชื้อชาติ” นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับการศึกษาที่เน้นในเรื่องของชีววิทยาและธรรมชาติวิทยา ซึ่งก็กลายเป็นวิชาบังคับที่เด็ก ๆ ทุกคนต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ที่ “มีคุณค่า” และ “ไร้คุณค่า” รวมถึงเพศศึกษาและโรคทางพันธุกรรม

ฮิตเลอร์จัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับเชื้อชาติขึ้นมาและส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการวัดขนาดศรีษะของนักเรียนทุกโรงเรียน ตรวจสอบสีของดวงตา สีผิวและสีเส้นผมเพื่อเปรียบเทียบและจำแนกกับแผนภูมิประเภทของชาวอารยันหรือนอร์ดิก และสร้างแผนผังตระกูลของพวกเขาเองเพื่อที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตทางชีวภาพให้สมบูรณ์และบริสุทธิ์ รวมทั้งจำแนกเผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่าอย่างชาวยิว หรือเผ่าพันธุ์อื่น ๆ นี่จึงทำให้ชาวเยอรมันทุกเชื้อชาติในช่วงเวลานั้นตื่นตัวอย่างมากกับนโยบายนี้ วิธีหลักของการปลูกฝังและการควบคุมเด็ก ๆ ในวัยเรียนเหล่านี้ที่กำลังจะเติบโตก็คือ

  1. การให้การศึกษาตามหลักสูตรที่ทางพรรคนาซีกำหนดมา ปลูกฝังเรื่องของเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของเยอรมนีในอดีต และยกย่องเทิดทูลในตัวผู้นำประเทศซึ่งก็คือฮิตเลอร์
  2. สโมสรหรือสมาคมต่าง ๆ ที่ทางพรรคจัดตั้งขึ้นเพื่อนำเด็ก ๆ ไปอบรมเพิ่มเติม อย่างเช่น องค์กรยุวชนฮิตเลอร์ หรือ Hitler Jugend เด็กผู้ชายทุกคนเมื่ออายุ 14 ปีจะต้องเข้าร่วมกับองค์กรยุวชนฮิตเลอร์ มันเป็นกฎบังคับที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม นั่นจึงทำให้พอถึงปี ค.ศ. 1939 เด็กชายชาวเยอรมันร้อยละ 90 ที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไปล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกยุวชนฮิตเลอร์เกือบทั้งประเทศ
  3. การโฆษณาชวนเชื่อและการสร้างค่านิยมต่าง ๆ ที่พรรคนาซีต้องการ

เริ่มแรกนั้นการเป็นสมาชิกยุวชนฮิตเลอร์ต้องเป็นโดยความสมัครใจ แต่พอถึงปี ค.ศ. 1936 พวกเขาทุกคนถูกบังคับให้เป็นโดยกฎหมาย นอกจากนี้ คนหนุ่มสาวบางส่วนก็จำต้องเข้าร่วมเพราะแรงกดดันจากเพื่อนและสังคมรอบข้าง และทางพรรคนาซีก็ใช้วิธีสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดพวกเขาเข้าร่วม นอกจากนี้ การเข้าร่วมกิจกรรมของทางพรรคยังเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เยาวชนได้ออกนอกบ้านไปพบเจอเพื่อนใหม่หรือสังคมใหม่ที่ไม่จำเจในกรอบแคบ ๆ ของบ้านที่มีพ่อแม่คอยกำกับดูแล เพราะพรรคนาซีถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายหากพ่อแม่ไม่อนุญาตให้บุตรหลานตนเองเข้าร่วมกิจกรรมของพรรค แต่พ่อแม่ของเด็กและเยาวชนเยอรมันในยุคนั้นส่วนใหญ่ก็เห็นดีเห็นงามไปกับพรรค เพราะนี่จะเป็นโอกาสอันดีแก่บุตรหลานตนเองที่จะได้มีโอกาสเรียนต่อสูง ๆ หรือได้งานดี ๆ ทำในอนาคต

วิลเฮล์ม ฟริค รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของเยอรมนีในตอนนั้นกล่าวว่า “แนวคิดที่ว่าการสอนประวัติศาสตร์ควรเป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือความเข้าใจผิดของลัทธิเสรีนิยม จุดประสงค์ของประวัติศาสตร์คือการสอนผู้คนว่า ชีวิตนั้นคือการต่อสู้ของเผ่าพันธุ์และการหลั่งเลือดเพื่อการต่อสู้นั้นคือจุดสำคัญของทุกสิ่ง ซึ่งมันเกิดขึ้นทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคต และความเป็นผู้นำนั้นได้กำหนดชะตาชีวิตของประชาชน การสอนแบบใหม่ควรเป็นการสอนเรื่องราวความกล้าหาญในการต่อสู้เสียสละเพื่อชัยชนะ ยกย่องชื่นชมและเทิดทูนท่านผู้นำ และเกลียดชังศัตรูของชาวเยอรมันอย่างพวกยิว”

ยุวชนฮิตเลอร์ในกรุงเบอร์ลินทำความเคารพแบบนาซี ในการสวนสนาม ปี ค.ศ. 1933 (ภาพโดย
German Federal Archives จาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Bundesarchiv_Bild_147-0510,_Berlin,_Lustgarten,_Kundgebung_der_HJ.jpg)

ฮิตเลอร์ได้แต่งตั้ง เบิร์นฮาร์ด รูสท์ ผู้ซื่อสัตย์ภักดีต่อเขาให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อดีตครูจากโรงเรียนฮานโนเวอร์ ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าแอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนักเรียนของตัวเอง เขาไม่ได้ถูกตั้งข้อหากับความผิดเพราะหลายคนเชื่อว่าเขานั้น “จิตไม่ปกติ” หน้าที่ของรูสท์คือการเปลี่ยนระบบการศึกษาเพื่อให้การต่อต้านแนวคิดฟาสซิสต์มีน้อยที่สุด รูสท์ออกคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการ ให้โรงเรียนทุกแห่งทำกิจกรรมเหล่านี้ก่อนการเรียนการสอนจะเริ่มขึ้น เมื่อครูเข้ามาที่ชั้นเรียนนักเรียนทุกคนจะต้องยืนขึ้นและยกแขนขวาขึ้นมา และครูจะต้องพูดว่า “เพื่อท่านผู้นำ แด่ชัยชนะ” และกล่าวคำว่า ไฮล์ (Heil) สามครั้งพร้อม ๆ กัน จากนั้นทั้งครูและนักเรียนจะร่วมกันร้องเพลง “ท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ หรือ The almighty Führer” โดยทุกคนจะต้องจดจ้องไปที่ภาพที่มีทุกห้องซึ่งก็คือภาพของฮิตเลอร์และเปล่งเสียงร้องเพลงนี้

เบิร์นฮาร์ด รูสท์ ยังสั่งให้ตำราเรียนทุกเล่มทั้งหมดตีพิมพ์แนวคิดและอุดมการณ์ของพรรคนาซีลงในตำราเรียน นอกจากนี้สื่อการสอนเพิ่มเติมอื่น ๆ ก็ได้รับการเผยแพร่โดย องค์กรครูนาซี (Nazi Teachers’ Organizations) ซึ่งกระจายออกไปในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ คำสั่งที่ออกในเดือนมกราคม ค.ศ. 1934 ออกคำสั่งให้โรงเรียนทุกแห่งจะต้องให้การศึกษาแก่นักเรียน “ด้วยจิตวิญญาณแห่งลัทธิสังคมนิยมแห่งชาติ” เด็ก ๆ ได้รับการสนับสนุนให้ไปโรงเรียนโดยรับแจกเครื่องแบบยุวชนฮิตเลอร์ และสันนิบาติสตรีเยอรมัน กระดานประกาศประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนเต็มไปด้วยโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของนาซี ในสมุดทุกเล่มจะมีภาพของฮิตเลอร์และคำพูดของเขา ตัวอย่างเช่น

“เรียนรู้ที่จะเสียสละเพื่อแผ่นดินปิตุภูมิ เยอรมันจะยังคงอยู่และก้าวไปข้างหน้า ฝันฝ่าอุปสรรคด้วยพลังของคุณ ด้วยความกล้าหาญและเสียสละที่แท้จริงของคุณและทุก ๆ คน เราจะร่วมกันก่อให้เกิดมิตรภาพและชัยชนะอันยิ่งใหญ่”

ขณะเดียวกันพรรคนาซียังกำหนดให้มีการคัดเลือกเด็กนักเรียนชาย ที่ฉายแววศักยภาพของความเป็นผู้นำในอนาคต เด็กคนนั้นจะถูกส่งไปยังโรงเรียนอดอล์ฟฮิตเลอร์ (Adolf-Hitler-Schulen ตัวย่อ AHS ) นี่เป็นโรงเรียนประจำที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน คล้ายกับโรงเรียนเตรียมทหารแต่จะมีการปลูกฝังแนวคิดอุดมการณ์พรรคนาซีอย่างเข้มข้นและฝึกให้พวกเขาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว โดยจะรับเด็กที่มีอายุ 12 ปี และ 18 ปี เข้าศึกษา

ฮันส์ มาซาควอย อายุเพียงเจ็ดขวบเมื่อฮิตเลอร์เข้ามามีอำนาจ แม่ของเขาเป็นชาวเยอรมัน แต่พ่อของเขาเป็นชาวแอฟริกัน เขาเล่าประสบการณ์การเป็นนักเรียนในยุคนั้นว่าในปี ค.ศ. 1933 ครูคนแรกของผมถูกไล่ออกเพราะเหตุผลทางการเมือง ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรครูเก่าถูกแทนที่ด้วยครูใหม่ที่อายุน้อยกว่า ผมเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของครูบางท่าน ซึ่งจะพูดเยาะเย้ยเกี่ยวกับการเชื้อชาติของผม มีครูคนหนึ่งมักจะชี้ให้ผมเป็นตัวอย่างของชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวอารยันแท้ มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ผมอายุ 10 ขวบ ครูคนหนึ่งเรียกผมไปพบและพูดว่า เมื่อเราจัดการกับพวกยิวแล้ว พวกแกจะเป็นรายต่อไป”

นี่จึงเป็นข้อสรุปในการจัดการเรียนการสอนของเยอรมนีในยุคนั้นว่า นโยบายการศึกษาที่อิงมาจากการเมืองกำลังปลูกฝังคนหนุ่มสาวให้มีความคิดทางเชื้อชาติแบ่งเขาแบ่งเราอย่างชัดเจนตามแนวทางของลัทธินาซี และทำให้เด็ก ๆ มีความภักดีต่อฮิตเลอร์มากยิ่งขึ้น พรรคนาซียังฝึกเด็กผู้หญิงและปลูกจิตสำนึกว่าพวกเธอเป็นยอดหญิงอารยันที่กำลังจะเป็นภรรยาและเป็นแม่ที่ดี และเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กชายที่จะเป็นทหารที่มีประสิทธิภาพ สมกับค่านิยมที่กล่าวกันในกลุ่มเยาวชนเยอรมันในตอนนั้นว่า “แข็งแรงปราดเปรียวดั่งเกรย์ฮาวด์ อดทนเข้มแข็งดั่งเหล็กครุปป์” (เกรย์ฮาวด์เป็นชื่อสุนัขล่าเนื้อสายพันธุ์หนึ่งที่วิ่งได้อย่างรวดเร็วและแข็งแรงมาก ส่วนครุปป์คือชื่อบริษัทอุตสาหกรรมหนักที่ผลิตยุทโธปกรณ์ให้แก่กองทัพเยอรมนี) นอกจากนี้ พรรคนาซีประกาศให้ทุกโรงเรียนงดรับนักเรียนที่มีเชื้อสายยิวเขามาเรียนต่อโดยเริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1933 เป็นต้นมาและหลังจากนั้นพอถึง ปี ค.ศ. 1938 จึงมีกฎหมายห้ามคนเชื้อสายยิวทุกเพศทุกวัยเรียนหนังสือหรือศึกษาต่อไม่ว่าจะระดับชั้นใด ๆ

ฝูงชนเด็กนักเรียนหญิงส่งเสียงเชียร์และให้การยกย่องเพื่อต้อนรับ อดอล์ฟฮิตเลอร์ ภาพถ่ายเมื่อ ค.ศ. 1938 (FRESS PRESSE VOIR / AFP)

นโยบายการศึกษาของพรรคนาซีก็ส่งผลต่อครูอาจารย์ในสถานศึกษาระดับต่าง ๆ เช่นกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ 1933 ครูอาจารย์ที่มีเชื้อสายยิวทุกคนถูกไล่ออกจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัย โดยไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญหรือเงินชดเชยใด ๆ พรรคนาซีไม่ต้องการให้มีครูอาจารย์ที่มีเชื้อสายต่ำต้อยเหล่านี้ตามอุดมคติของพรรค มาสอนให้ความรู้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยเด็ดขาดเพื่อการรักษาความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติและสังคม ส่วนครูอาจารย์ที่เป็นชาวเยอรมันแท้ ๆ ทุกคนจะต้องเข้าร่วม “สมาคมครูแห่งพรรคนาซี หรือ Nazi Teachers’ Association” ซึ่งจะกำหนดนโยบายและอบรมครูรวมทั้งตรวจสอบการทำงานของพวกเขาว่าตรงตามที่พรรคกำหนดหรือได้นำไปปฏิบัติจนสำเร็จหรือไม่

ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนครูทุกคนต้องไปโรงเรียน โดยพรรคนาซีจะส่งเจ้าหน้าที่มาจัดกิจกรรมอบรมแนวทางการส่งเสริมแนวคิดของพรรคนาซี เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามที่พรรคต้องการ นอกจากนี้หากครูคนใดมีแนวคิดต่อต้านหรือไม่ปฏิบัติตามแนวทางของพรรค นักเรียนทุกคนจะต้องรีบแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของพรรคนาซีเป็นการด่วน เมื่อนักเรียนสามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของพรรคนาซีเกี่ยวกับวิธีการสอนของครูที่โรงเรียน นั่นจึงทำให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างครูกับนักเรียนในห้องเรียน

ตัวอย่างเช่น ครูคนหนึ่งในเมืองดูสเซลดอร์ฟ อายุ 38 ปี ได้เล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ให้กับนักเรียนของตนเองในชั้นเรียน มันเป็นเรื่องตลกที่ครูพยายามจะสร้างบรรยากาศการเรียนให้ผ่อนคลายในการสอนนักเรียนที่กำลังเป็นวัยรุ่น แต่ทว่า มีเด็กในชั้นเรียนคนหนึ่งนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้ปกครองฟัง และผู้ปกครองได้แจ้งเรื่องนี้แก่หน่วยเกสตาโป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของพรรคนาซีและเกสตาโปเดินทางมานำครูคนนี้ไปสอบสวนและสืบพยานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนักเรียนทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ครูคนนี้เล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับท่านผู้นำจริง นั่นจึงทำให้ครูคนนี้ถูกไล่ออกทันทีและเขายังถูกจำคุกเป็นเวลาสามสัปดาห์อีกด้วย

ผลกระทบของการกระทำของนาซีและนโยบายต่อคนหนุ่มสาว คุณภาพและความก้าวหน้าของการศึกษาในโรงเรียนลดลง ทักษะทางวิชาทางวิชาการได้รับผลกระทบมากที่สุด มีโรงเรียนสหศึกษาน้อยมากโอกาสทางการศึกษาลดลง เด็กผู้หญิงจะได้รับผลกระทบอย่างมากเพราะหลักสูตรในการเรียนของพวกเขาถูกจำกัดเฉพาะแค่การเป็นแม่บ้านแม่เรือน และมีเพียงผู้หญิงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในช่วงปี ค.ศ. 1939 เด็กนักเรียนชาวยิวถูกข่มเหงรังแกในโรงเรียนโดยปราศจากการดูแลหรือลงโทษเด็กที่กระทำผิด แต่เยาวชนเยอรมันกลับชอบที่จะได้ทำกิจกรรมของพรรคที่จัดขึ้น มีกิจกรรมใหม่ ๆ มากมายมาให้ได้ทำในช่วงสุดสัปดาห์ เช่น การปีนเขา เดินป่า กิจกรรมสันทนาการกลางแจ้ง หรือ กิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์อื่น ๆ นอกจากนี้ บรรดาสมาชิกยุวชนฮิตเลอร์ พวกเขาช่วยรวบรวมและแจกจ่ายเสื้อผ้าและอาหารสำหรับคนยากจนในฤดูหนาว พวกเขาบางคนยังได้รับเลือกให้ไปยืนเฝ้าหน้าประตูสำนักงานของฮิตเลอร์ที่พวกเขาถูกปลูกฝังให้เทิดทูนบูชา พวกเขามีอิสระมากขึ้นจากพ่อแม่ของตนเอง สมกับคำขวัญที่ว่า “เยาวชนต้องได้รับการชี้นำจากเยาวชน”

เด็กนักเรียนในโรงเรียนประเทศเยอรมนีเมื่อ ค.ศ. 1934 (ภาพโดย German Federal Archives จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Nazi_Germany)

นโยบายการศึกษาของพรรคนาซี หล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนกว่า 7 ล้านคน กลายเป็นพลเมืองที่นาซีต้องการ คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ไม่ได้ต่อต้านพรรคนาซี แท้จริงแล้วหลายคนเชื่อฟังพรรคนาซีมากกว่าพ่อแม่ของพวกเขา บางคนถึงกับประณามพ่อแม่ของพวกเขา หรือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าผู้ปกครองของเขามีแนวคิดเป็นภัยต่อพรรค

สิ่งเหล่านี้ทำให้เยาวชนมีระเบียบวินัยมากกว่าในประเทศอื่น ๆ ของยุโรป แต่ทว่า พรรคนาซีดึงดูดปัญญาชนที่กำลังเรียนในระดับอุดมศึกษาได้น้อยกว่าเด็กนักเรียนที่กำลังเรียนในโรงเรียน พวกเขาเหล่านี้รู้เท่าทันและเติบโตมาช่วงก่อนที่เยอรมันจะถูกนาซีปกครองประเทศ ปัญญาชนพวกนี้หลายคนกลายมาเป็นผู้นำขององค์กรต่อต้านพรรคนาซี หรือมีส่วนร่วมในความพยามลอบสังหารฮิตเลอร์ในช่วงก่อนสงครามจะเริ่มและก่อนสงครามจะยุติ

 


อ้างอิง :

A Child’s Memory of WW2 in Germany, from https://www.bbc.co.uk/history/ww2peopleswar/stories/69/a5294469.shtml

World War Two and Germany 1939-1945, from https://www.bbc.com/bitesize/guides/z3h7bk7/revision/1

National Socialist Teachers League, from https://en.wikipedia.org/wiki/National_Socialist_Teachers_League

Life for young people in Nazi Germany, from https://www.bbc.com/bitesize/guides/z897pbk/revision/2

Education in Nazi Germany, from https://spartacus-educational.com/GEReducation.htm

ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ :

https://spartacus-educational.com/GEReducation.htm

http://museenkoeln.de/ausstellungen/nsd_1609_hitlerjugend/

https://spartacus-educational.com/2WWgirls.htm

 


เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 สิงหาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป