ฉากปราบคณะ ร.ศ. 130 จากบันทึกของสมาชิก

ส่วนหนึ่งของชาวคณะ ร.ศ. 130 ในคุก ภาพถ่ายราว พ.ศ. 2461

บันทึก “ฉากปราบคณะ ร.ศ. 130” นี้เป็นบันทึกอีกตอนหนึ่งของ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ในหนังสือ “เรื่องคน 60 ปี” ของท่าน ซึ่งศิลปวัฒนธรรมได้นำตอนก่อนหน้านี้มาลงตีพิมพ์ในฉบับที่แล้ว

ในการคัดความตอนนี้มาลงพิมพ์ กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมคงใช้วิธีเช่นเดิม คือได้ยกย่อหน้าใหม่เป็นบางแห่ง ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกแก่การอ่าน

ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ผู้บันทึก ภาพถ่ายเมื่อเดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่นในปี 2478

ในวันนั้น 08.00 น. ตรง ทูลหม่อม [สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ-บ.ก.] ผู้ทำการแทนเสนาบดีกลาโหมได้ออกคำสั่งลับด่วนเรียกประชุมนายทหารชั้นผู้บัญชาการและผู้บังคับการ ณ ห้องประชุมกระทรวงกลาโหม ซึ่งอยู่ติดกันกับห้องเสนาบดี มีทูลหม่อมเป็นประธาน หามีผู้ใดเข้าฟังการประชุมได้เลยไม่ ผู้จดรายงานการประชุมก็ใช้นายทหารในที่ประชุมนั้นเอง ประตูห้องประชุมทุกประตูปิดลงกลอนทั้งสิ้น

แต่พวกเรารู้ได้เป็นเงาๆ ก็เพราะ ร.ท. จือ ควกุล นายทหารเสนาธิการประจำกองพลที่ 1 (รอ) รู้สึกสนเท่ห์เมื่อเห็นคำสั่งลับด่วนฉบับนั้นผิดปรกติ ด้วยว่าไม่เคยมีคำสั่งฉบับใดๆ ที่สั่งๆ มาแล้ว จะรวดเร็วและถึงมือผู้รับคำสั่งในเวลาเกือบพร้อมๆ กันเช่นนั้นเลย ทั้งผู้บัญชาการกองพลก่อนจะเข้าประชุม ก็มิได้ตระเตรียมเรื่องราวหรือระเบียบวาระประชุมแต่อย่างใด กับมิได้สั่งให้เสนาธิการเตรียมตัวหรือรู้ตัวหรือเรียกเรื่องค้นเรื่องอันใดเลย ผิดกับคราวแล้วๆ มา

พอผู้บัญชาการกองพลไปเข้าประชุม ร.ท. จือก็ตัดสินใจ ยอมเสียมรรยาทที่ดีสักครั้งหนึ่ง เพราะเรื่องคณะ ร.ศ. 130 ก็ใกล้วันประกันพรุ่งเข้าแล้ว กับกระทบเรื่องนกหลายหัวเข้าแทรกแซงในคณะ ซึ่งจะแก้ไขฉับพลันก็เกรงจะพาราษฎรเดือดร้อนเป็นการใหญ่ไม่ราบรื่น จึงจำใจต้องไปหาช่องฟังเรื่องไว้ที พอไปถึงห้องประชุมก็หมดท่า เห็นประตูห้องปิดสนิททุกประตู เสียงประชุมก็เบาแผ่ว มีอยู่ก็แต่รูกุญแจประตูซึ่งพอจะอาศัยได้ ร.ท. จือจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปแอบมองทางรูกุญแจ เห็นประธานกำลังพูดเป็นเชิงเล่าเรื่องให้ที่ประชุมฟัง แต่ยังไม่ได้ยินถนัดจนถึงกับจะจับเรื่องราวได้จริงจัง

พอประธานพูดเสร็จก็ลุกไปที่แผนที่กรุงเทพฯ แผ่นใหญ่แขวนอยู่ที่ฝาผนังห้อง ทรงย้ายธงแผนที่ปักตรงนั้นตรงนี้พลางก็รับสั่งไปด้วยทันที ร.ท. จือเข้าใจเอาเองว่าอาจจะมีเรื่องจีนสไตร๊ค์ขึ้นในพระนครอีกแล้ว แต่ก็มิได้มีข่าวกระเส็นการสายมาเข้าหูหรือเป็นทางการเลย การที่จะมาประชุมล่วงหน้ารอเหตุการณ์เช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ และเรื่องที่จะประชุมนั้นจะต้องเป็นเรื่องใหญ่ถึงคอขาดบาดตาย ซึ่งกำลังเกิดอยู่แล้วก็เป็นได้

ร.ท. จือก็นึกถึงเรื่องตัวขึ้นมาอันมีเหตุผลพอจะเข้ากันได้สนิท จึงไม่ยอมฟังให้เสียเวลาต่อไปอีก รีบผละออกและกลับไปห้องทำงานโดยขมีขมัน แล้วก็ลงมือทำลายหลักฐานและแผนการในเซฟที่วางไว้แล้ว โดยวิธีฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยละเอียดจนสิ้นเชิง ยัดลงตะกร้า แม้กระนั้นยังไม่ทัน พอได้เวลา 11.00 น. ตรง นายทหารผู้ใหญ่ก็เข้ามาในห้องถึงตัว ร.ท. จือพอดี ร.ท. จือเหลือหนังสือสำคัญอีกชิ้นเดียวในมือเท่านั้น จะทำอะไรมันไม่ได้อีกแล้ว ก็รีบยัดใส่ปากเคี้ยวเพื่อจะกลืนมันเสีย และพอผู้มาจับจะเข้ารวบตัว ร.ท. จือก็วิ่งโผออกทางหน้าต่างห้องเพื่อโจนลงไป จะเป็นหรือตายไม่คำนึงถึง แต่เห็นจะยอมตายมากกว่า เพราะหน้าต่างชั้นที่ ๓ ของตึกกลาโหมมันสูงจากพื้นดินมาก พอจะทำให้คอหักกระดูกแหลกได้ในทันใดเมื่อตกลงไป

แต่ ร.ท. จือไม่ทันจะตกตาย ผู้จับก็ได้เข้ารวบเท้าไว้ทันที ครึ่งหนึ่งของร่างโผล่ออกไปห้อยอยู่นอกหน้าต่าง อีกครึ่งหนึ่งอยู่ภายใน ผู้จับจึงช่วยกันลากถูลู่ถูกังเข้ามาได้ เพราะต้องการจะเอาชีวิต ร.ท. จือไว้ก่อน เพื่อจะได้หลักฐานหรือแผนการอันสำคัญ หรือซักฟอกเรื่องราวต่อไป แต่ ร.ท. จือชายชาติทหาร ซื่อสัตย์มั่นคงต่อคณะ ร.ศ. ๑๓๐ ทุกลมหายใจ ไม่ยอมให้การแต่ยังใดเลย ผู้จับได้ตรวจค้นหลักฐานใดๆ ในห้องทำงานก็ไม่ปรากฏ แม้ที่บ้าน ร.ท. จือก็ถูกค้น แต่ก็ไม่ปรากฏดุจกัน

ทางการส่งตัว ร.ท. จือไปฝากขังไว้ยังคุกนักโทษต่างประเทศ ตามแผนการปราบโดยไม่รั้งรอ (คุกนั้นตั้งอยู่ในเรือนจำกองมหันตโทษที่ถนนมหาชัย เวลานี้เป็นกองลหุโทษ) ท่านทั้งหลายคงอยากทราบจนใจเต้นละสิว่า หนังสือสำคัญที่ ร.ท. จือใส่ปากเคี้ยวนั้นมันอะไร ไหนๆ มันก็ลงไปอยู่ในท้อง ร.ท. จือแล้ว เมื่อถูกกระชากตัวหลุดหน้าต่างเข้ามา และข้าพเจ้าเองก็ต้องการให้เรื่อง ๖๐ ปี เฉพาะฉากนี้สมบูรณ์เต็มเปี่ยม เท่าที่ข้าพเจ้ามีหน้าที่ควรรับทราบไว้ จากเพื่อนๆ เท่าที่โอกาสและความสามารถจะพึงกระทำได้

หนังสือสำคัญชิ้นนั้นเป็นกระดาษแผ่นไม่โตนัก ร.ท. จือได้เขียนเตรียมไว้ เพื่อถวายทูลหม่อมจักรพงษ์ ผู้ซึ่งทหารบกแทบทั้งประเทศได้ถวายความจงรักภักดี ในองค์ความดีของท่านอย่างสูงสุดในขณะนั้น เพื่อขอให้ท่านทรงเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ที่กำลังจะมิใช่ของคนไทยอยู่แล้ว ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมือง หากผู้เป็นกำลังของชาติคือทหาร มิเข้าช่วยแก้ก็คงไม่ฟื้นแน่ๆ และถ้าทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองเพื่อแก้ไขได้แล้ว ผู้รักชาติโดยเปิดเผยไม่ครั่นคร้ามต่อผู้ใดก็คือพระองค์ท่าน จึงขอให้ท่านทรงเป็นธุระเพื่อประเทศชาติสืบต่อไปในนามของทหารแห่งชาติด้วย

นี่เป็นความในหนังสือที่ ร.ท. จือพยายามจะทำลายเป็นชิ้นสุดท้าย ซึ่ง ร.ท. จือคิดจะถวายพระองค์ท่านในเวลาอันใกล้ที่จะมาถึงอยู่แล้ว แต่เมื่อวาระยังไม่มาถึงเช่นนั้น และทั้งพระองค์ท่านก็ยังไม่รู้เรื่องด้วย ถ้าและถูกค้นไปได้ บาปอันหนักอาจจะอุบัติขึ้นแก่องค์ท่านได้ เพราะการเมืองในเวลานั้นมันแบะแยกออกเป็นเหล่าเป็นก๊กอย่างไรชอบกล การที่อยู่ด้วยกันได้ก็เป็นเรื่องตีหน้าเข้าหากันไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น เห็นอยู่ก็แต่ทูลหม่อมจักรพงษ์ที่ยังเป็นหลักชัยของประเทศสยามอยู่ในกาละครั้งนั้น

ท่านที่รัก โปรดฟังและดูฉากปราบคณะ ร.ศ. 130 ต่อไปอีก ณ เวลา 11.00 น. ตรงในวันนั้น ผู้จับทุกสายล้วนเป็นนายทหารผู้ใหญ่ ได้ออกทำการพร้อมกันหมดตามแผนที่ทูลหม่อมวางไว้ เมื่อจับใครได้ก็ค้นตัว ค้นที่ที่ทำงานและค้นที่บ้านด้วย เพื่อหาหลักฐานประกอบคดี ผู้จับทุกคนมีอาวุธติดตัวพร้อมสรรพ เพราะไม่วางใจเป็นธรรมดา หมอเหล็งหัวหน้าคณะถูกจับที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกชั้นมัธยมหรือที่เรียกว่า “โรงบน” ซึ่งกำลังจะออกไปรับประทานอาหารกลางวัน พอจับได้ก็ค้นตัวแล้วนำส่งคุกต่างประเทศ ทางบ้านทราบต่อเมื่อถูกค้นบ้าน ซึ่งค้นได้หลักฐานเพียงรายชื่อสมาชิกบางคนกับบัญชีเงินเท่านั้น นอกนั้นไม่ปรากฏเป็นหลักฐานอะไรเลย

ข้าพเจ้าสังเกตว่ารายชื่อผู้ที่ถูกจับในวันนั้น โดยมากเป็นผู้ที่ได้เข้าประชุมพร้อมกับผู้ทรยศต่อคณะ หรือผู้ที่ทรยศสืบทราบไว้ การจับกุมมักจับได้จากที่ทำงาน บางคนที่กำลังเป็นกรรมการสอบไล่นักเรียนนายร้อยทหารบกก็มี เช่น ร.ท. ทองดำ คล้ายโอภาส ร.ต. โกย วรรณกุล และ ร.ต. จันทร์ ปานสีดำ เป็นอาทิ แต่ทั้ง 3 คนนี้ไม่ได้ถูกส่งตัวไปคุกทันที

ผู้ที่ถูกส่งตัวไปคุกในวันนั้นมี 10 คน คือ หมอเหล็ง ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง ร.ท. จือ ควกุล ร.ต. ม.ร.ว. แช่ รัชนิกร ร.ต. เขียน อุทัยกุล ร.ต. ทวน เธียรพิทักษ์ ร.ต. บุญ แตงวิเชียร (นายทหารมหาดเล็ก) ร.ต. วาส วาสนา (ทหารมหาดเล็ก) ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร, 11 (รอ) และคุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ส่วนนายทหารที่ถูกจับกุมตามกรมกองก็ขังไว้รอการสอบสวนที่กรมกองนั้นๆ ก่อน ส่วนทางปืนกลยังไม่ถูกกระทบกระเทือน เป็นแต่ได้รับคำสั่งจากกองทัพว่าให้ทหารทุกคนอยู่ประจำซองไว้ จะออกไปไหนๆ โดยกิจส่วนตัวไม่ได้เป็นอันขาด

พอตกเวลา 15.00 น. ข้าพเจ้าก็นำทหารออกฝึกหัดที่ถนนซางฮี้ในระยะใกล้ๆ กับบริเวณโรงทหาร เพราะชักจะสงสัยพฤติการณ์ขึ้นบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าถ้าเกิดเหตุเกี่ยวกับคณะของเรา ก็คงจะมีผู้มาส่งสัญญาณให้ทราบ ก็จริงดังคาด ยังมิทันที่ข้าพเจ้าจะลงมือฝึกทหารได้กี่ท่าเลย ร.ต. วาส วาสนา ถีบจักรยานอย่างเร่งร้อนที่สุด พอมาถึงหน้าแถวทหารก็หยุดรถบอกกับข้าพเจ้าว่า แล้วก็เบ่งรถต่อไป คงจะเลยไปบางซื่ออีก

ข้าพเจ้ารีบบอกเลิกแถว สั่งทหารให้เตรียมพร้อมที่ออกทำการได้ ตลอดจนกระสุนในคลังก็ให้เอาออกมาตรวจอีกครั้งหนึ่ง เลือกเอากระสุนใหม่ๆ ไว้ มีกระสุนที่ใช้ได้ราว 2 หีบ นายทหารทุกคนก็เตรียมตัวจะออกทำงานเต็มที่ ยังขาดปืนเบรานิงอยู่ 2 กระบอก เพราะบางคนนำไปเก็บไว้ที่บ้าน จะไปเอามาก็ลำบาก ข้าพเจ้าจึงให้ทหารคนใช้รีบลอบไปบอกน้องชายพุฒที่บ้านถนนตีทอง ขอให้บอกหลวงนิคมสุภา (บุตร โรจนประดิษฐ์ เวลานั้นยังเรียนกฎหมายอยู่) ช่วยหาปืนพกมาให้สัก 2 กระบอก

พอสักครู่ใหญ่ หลวงนิคมฯ กับพุฒก็มาถึงกองปืนกล ได้ปืนมาเพียงกระบอกเดียว กับมาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ทางภายในกรุงเทพฯ มีผู้โจษจันกันต่างๆ ว่าทหารคิดกบฏ จะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ได้ถูกจับกุมไปหลายคนจากที่ต่างๆ แล้ว เช่น หมอเหล็ง ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง กับ ร.ท. จือ ควกุล เป็นต้น บางคนก็ถูกส่งคุก บางคนก็ถูกจับขังในกระทรวงกลาโหม แล้วข้าพเจ้าก็ไล่ให้หลวงนิคมฯ กับน้องชายรีบกลับไป ต่อมาได้ทราบว่า ร.ต. วาสก็ถูกจับส่งเข้าคุกแล้วเหมือนกัน เราจะใช้โทรศัพท์ติดต่อไปหาใครก็เกรงจะไม่สำเร็จ จึงเตรียมพร้อมรออาณัติสัญญาณของคณะอยู่ที่กองทหารนั้นเอง

ใจคอเวลานั้นเกือบบอกไม่ถูกว่ามันให้รู้สึกเต้นตึ๊กตั๊กอย่างไรพิลึก แต่นึกจะคุมกำลังออกทำการนั่นแหละมากกว่าอื่น ฟังเสียงปืนใหญ่ให้อาณัติสัญญาณไม่ได้ยินสักที คอยฟังว่าจะไปชุมพลกันที่ไหนก็ไม่มีใครส่งข่าว นายสิบพลทหารในกองปืนกลก็คอยเร่งเร้าพวกเราว่าเมื่อไรจะนำกองออก พวกเขาเต็มใจจะทำการร่วมตายกับเราทุกวินาที น่าขอบใจ น่ารักน้ำใจทหารหาญยิ่งนัก เพราะเขาเหล่านั้นได้รู้ระบอบการปกครองทุกคน ทั้งได้รับความกรุณาผ่อนผันทุกอย่างจากนายทหารตามที่คณะได้สั่งเสียไว้ เพื่อเป็นกำลังที่ดีในเวลาจำเป็น

เราก็ได้แต่บอกว่าให้สะกดใจรอไว้ก่อน จะต้องฟังคำสั่งของคณะให้พร้อมเพรียงกัน ถ้าขืนนำออกไปแต่กองเดียวก็จะเสียงานส่วนรวมได้ ส่วนข้าพเจ้าก็เอาทะเบียนชื่อสมาชิกและรายงานพร้อมด้วยหนังสือสำคัญต่างๆ ของคณะออกจากเซฟมาเผาจนหมดสิ้น ไม่ให้มีซากเหลืออยู่เลย

อากาศเวลานั้นผิดปรกติมาก (เราอาจจะเห็นไปเองเพราะตาลายก็ได้) คือทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง ลมนิ่งสงัด ท้องฟ้าบอกอากาศเศร้าน่าพิศวง ฝ่าย ร.ท. หลุย ผู้บังคับกองร้อย ซึ่งเราไม่เคยได้แย้มพรายให้ทราบเรื่องเลย หากจะสังเกตรู้เห็นเอาเองก็ตามที เพราะเราเชื่อในน้ำใจลูกผู้ชายของท่านว่าไม่ฆ่าพวกเรา การที่เรายังไม่บอกให้รู้ก็ด้วยว่าท่านเป็นมหาดเล็กคนโปรดของกรมหลวงนครไชยศรี ถ้ารู้แล้วอาจเป็นเรื่องหนักใจไม่น้อย เมื่อถึงคราวเราจะต้องการตัวท่านเมื่อใด เชื่อว่าเสร็จแน่ ไม่ต้องสงสัย ก็เป็นจริงดังคาด

ขณะที่เรากำลังลุกลี้ลุกลนกระวนกระวายใจอยู่ คือกระหายจะยกกองทหารทำการประสานกับกองทหารบางซื่อ ซึ่งมีกำลังอยู่หลายกรมด้วยกัน จะดีหรือไม่ดีนั้น ท่านผู้บังคับกองที่เรารักนับถืออย่างยิ่งก็เรียกประชุมพวกเราทั้ง 5 คน ในห้องของข้าพเจ้า

ท่านแจ้งว่าท่านเคยทราบระแคะระคายเรื่องที่เราคิดก่อนแล้วเหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งท่านเองก็ได้เล็งเห็นแล้วว่า ถึงสมัยของเขาแล้วตามประวัติศาสตร์ ซึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะอยู่ในโลกต่อไปเพียง 2 ประเทศเท่านั้นไม่ได้ (คือสยามกับรัสเซีย) ท่านจึงนิ่งฟังดู ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าท่านจะคอยชุบมือเปิบ เมื่อรัฐบาลใหม่เขาไม่ใช้ท่านท่านก็เข้าโรง เมื่อใช้ท่านก็ออกแสดงเท่าที่สามารถจะทำได้ และเสด็จในกรมที่ชุบเลี้ยงท่านมาแต่เล็กๆ ก็จะหาว่าท่านอกตัญญูต่อเจ้านายไม่ได้

อนึ่ง ตั้งแต่ท่านเข้ามาอยู่ร่วมกับเรา ท่านเห็นน้ำใจพวกเราทุกคน ว่าตั้งใจทำงานเพื่อชาติเพื่อชื่อเสียงของกองปืนกลซึ่งมีท่านเป็นหัวหน้า จนได้รับความสรรเสริญชมเชยจากท่านผู้ใหญ่ทุกชั้นว่า แม้เป็นเพียงกองอิสระเล็กๆ ก็เอาชนะทหารกรมต่างๆ ได้แทบทั้งหมด จนท่านผู้ใหญ่ให้ความไว้วางใจต่อกองปืนกลยิ่งนัก ไม่ค่อยได้มาตรวจตรากันเลย ท่านเองก็พลอยได้รับชื่อเสียงติดร่างแหไปด้วย เพราะพวกเราทุกคนร่วมสามัคคีกันจริงๆ ทำงานจริงๆ ไม่เคยมีความแตกร้าว จนท่านต้องหนักใจเลย

การที่ไม่ได้นอนกองร้อยเลยสักคืนเดียว ก็เพราะองค์ความดีที่กล่าวแล้ว คุณหลวงจัดกระบวนพล ถึงกับเคยจับมือขอบใจท่านบ่อยๆ ว่าทหารกองปืนกลของเราติดโอษฐ์กรมพระกำแพงเพชรอยู่เสมอ เวลาจะยกตัวอย่างทหารที่ดีเข้มแข็งพร้อมเพรียงครั้งไร เป็นต้องรับสั่งถึงกองปืนกล และยังเคยกระซิบว่า ปีนี้พวกเราเห็นจะได้เลื่อนยศทุกคน แต่ถ้าไม่ได้ก็อย่ามาหาว่าท่านกุเน้อ ท่านติดตลกในที่สุด

แล้วท่านก็กลับเข้าเรื่องของเราด้วยความยิ้มแย้มจริงใจว่า หากพวกเราจำเป็นจะต้องยกกองทหารทำการเพื่อประโยชน์ของชาติ ท่านจะไม่ขัดข้องเลย อย่าเกรงใจ แต่เพื่อให้งามด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ท่านขอให้พวกเรามัดท่านไว้ที่เสานาฬิกา ซึ่งอยู่ในห้องนอนนั้นเองเสียก่อน ท่านจะได้มีทางแก้ตัวได้ในเมื่อเกิดเรื่องถึงตัวท่าน

พวกเราทุกคนรู้สึกชื่นใจในถ้อยคำอันเพราะพริ้งและจริงใจของผู้บังคับกองร้อยทั่วหน้ากัน ต่างได้กล่าวขอบคุณท่านด้วยความเต็มตื้น แล้วท่านก็ออกไประวังเหตุการณ์อยู่ในห้องทำงานหน้ากองร้อย ปล่อยให้พวกเราปรึกษาหารือกันตามอัธยาศัย ส่วนนายทหารในกรมกองอื่นทั่วพระนครที่ยังมิถูกจับกุม เท่าที่ข้าพเจ้าสืบทราบต่อมาก็ว่ามีลักษณาการอย่างเดียวกับพวกเราแทบทุกอย่าง คือตั้งใจรอคอยอาณัติสัญญาณและแหล่งชุมพลจากคณะว่าจะสั่งการเมื่อใด อย่างใจร้อนรนอยู่เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพราะผู้วางแผนการได้เป็นคนแรกที่ถูกจับเสียแล้ว เลยเป็นแผนการที่ปราศจากชีวิตจิตใจ

ครั้นถึงเวลา 19.00 น. (1 ทุ่ม) ในวันนั้นหลังจากพวกเราเสร็จอาหารเย็นแล้ว รถยนต์กระบะของทหารพาหนะคันหนึ่ง บรรทุกหลวงประจันต์ฯ ปลัดกองพลกับทหารอีกหลายคน แต่งกายเครื่องรบครบอาวุธ มาจอดลงที่หน้ากองปืนกล พากันเดินตรงเข้าไปที่ห้องทำการกองร้อย พบกับผู้บังคับกองร้อยตามระเบียบแล้ว ก็ถามหาพวกเรา ผู้บังคับกองร้อยจึงสั่งให้นายสิบเวรไปตามพวกเราซึ่งนั่งจับกลุ่มปรึกษากันอยู่บนเก้าอี้สนามท้ายโรง ในสวนไม้ดอกที่เราปลูกไว้เป็นพุ่มเป็นระยะน่าดู เราเองก็ได้เห็นแล้วซึ่งรถคันนั้นกับหลวงประจันต์ฯ เพราะเคยรู้จักมาแต่ก่อน และพวกเรายังเข้าใจความหมายกันดีทุกคนว่า เขาจะทำไม ถึงกับ ร.ต. ปลั่งกล่าวว่า เราจะยอมไปโดยดีหรือว่าจะลุกขึ้นเสียเลย

พวกเราเห็นว่าไหนๆ ก็เป็นรอง เข้ามาจนป่านนี้แล้ว ไม่มีวี่แววว่าคณะเราได้มีโอกาสจะตอบโต้ประการใด จะมิคงถูกตะครุบตัวกันแทบหมดแล้วหรือ หากเราขืนดันทุรังไปกองเดียว มันก็คือเดินเข้าหามัจจุราช (แปลว่าความตาย) ตัวโหดร้ายโดยไร้เหตุผลอันแท้จริง ลงท้ายก็ตัดสินใจว่า เป็นอะไรก็ให้มันเป็นไป ทำแล้วไม่ต้องกลัวว่ามันจักชั่วหรือดี พวกเราก็เข้าห้องเก็บอาวุธบอกฝากคนใช้ให้รู้เรื่อง หยิบเงินบ้าง บุหรี่บ้าง ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋าบ้าง แล้วสั่งนายสิบเวรให้นำเครื่องดื่มไปเลี้ยงพวกนั้นเหมือนยามปรกติ

เสร็จแล้วเราก็ตรงไปทำความเคารพหลวงประจันต์ฯ ผู้ซึ่งมีความประหม่าอยู่บ้าง หน้าตาไม่ค่อยดี อาจจะนึกไม่ไว้ใจพวกเราหรือจะสงสารระคนกันก็เป็นได้ แล้วท่านก็บอกว่า ท่านเสด็จแม่ทัพให้มาเชิญตัวพวกเราไปที่กลาโหมโดยด่วน พวกเราก็ไม่ต้องพูดอะไรอีก กล่าวคำอำลาท่านผู้บังคับกองร้อย เดินตามพวกที่มาเชิญเราไปขึ้นบนรถกระบะ คุณหลุยได้เดินตามมาส่งถึงรถด้วยสีหน้าละห้อย คอตกหน่อยๆ นายสิบเวรและทหารยามหน้ากองร้อยสีหน้าสลดลงทันที พวกเราก็จากไปด้วยใจหายใจคว่ำเมื่อมองเห็นภาพเหล่านั้น และขณะที่นั่งไปบนรถระหว่างทาง พววกเรานิ่งเงียบ ไม่พูดจาอะไรกับใครทั้งสิ้น

หลวงประจันต์ฯ ได้เป็นผู้ทุบความเงียบให้แตกออก โดยกล่าวว่า ท่านเสด็จแม่ทัพ [นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เวลานั้นดำรงพระยศเป็นนายพลโท กรมขุน-บ.ก.] ไม่ทรงนึกเลยว่านายทหารปืนกลจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกับเรื่องกบฏ เพราะท่านทรงไว้วางพระทัยมาก แต่มีรายชื่อที่จับได้ปรากฏชัดเจนขึ้นมา ท่านจึงมีรับสั่งให้มาเชิญตัวไปเพื่อสอบสวน บางทีจะไม่เป็นไรกระมัง ร.ต. ปลั่งเป็นคนปากแข็งโดยนิสัย ได้กล่าวสวนขึ้นว่า ใครจะเขียนชื่อใครซัดทอดกันเท่าไรก็ได้ ตัวเขาเองจะเขียนซัดใครอีกตั้งหลายหน้ากระดาษก็ย่อมจะทำได้ หลวงประจันต์ฯ ก็คล้อยตาม ส่วนข้าพเจ้าเองรู้ความจริงอยู่แล้วว่า ได้ส่งชื่อไว้ที่หมอเหล็งหลายคนสำหรับผู้ที่ส่งเงินช่วยคณะ แต่เข้าใจว่าหมอเหล็งคงจะทำลายหมดแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นหลักฐานอันใดต่อไป

พอรถแล่นถึงป้อมเผด็จดัสกร (ป้อมเสาธง) เราก็มองเห็นแสงไฟฟ้าสว่างไสวภายในกระทรวงกลาโหม มีผู้คนจับกลุ่มฟังเหตุการณ์ในบริเวณนั้นเป็นกลุ่มๆ บ้างก็พูดซุบซิบๆ กัน บ้างก็มองดูเราบนรถโดยมีความหมาย พอพวกเราขึ้นไปถึงห้องประชุมข้างห้องเสนาบดีซึ่งอยู่ชั้นกลาง เห็นนายทหารคับคั่ง ยามถือปืนสวมดาบเป็นระยะๆ บ้างก็เดินนำนายทหารไปในที่ต่างๆ ขวักไขว่ บ้างก็เดินเข้าออกห้องประชุมด้วยอาการท่าทางต่างๆ แสงไฟฟ้าสว่างจ้า แล้วหลวงประจันต์ฯ ก็นำเราเข้าห้องใหญ่ ผ่านเข้าไปในห้องเล็ก สั่งให้เรานั่งรออยู่ที่นั่นทั้ง 5 คน

ห้องที่อยู่ติดกับเราเป็นห้องสอบสวน มีทูลหม่อมเป็นประธานกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ได้ยินเสียงถามซักกันไม่ถนัดนัก สักครู่หนึ่ง ในกรมพระกำแพงท่านแม่ทัพก็เดินตรงเข้าห้องมายังพวกเรา รับสั่งขึ้นว่า “พวกแกก็เอากับเขาเหมือนกันหรือ ฉันไม่นึก” พวกเราทูลแฉลบๆ ว่า “มิได้พ่ะย่ะค่ะ ยังไม่ทราบว่าเรื่องอะไร” “ก็เรื่องจะเปลี่ยนการปกครองราชการแผ่นดินน่ะซิ” รับสั่งให้เข้าใจ พวกเราก็ยังคงยืนกระต่ายยามชมจันทร์ว่า ไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง ท่านก็ควักรายชื่อออกมาจากกระเป๋า คลี่ให้ดู ข้าพเจ้าใจหายวูบ พอเห็นลายมือข้าพเจ้าเข้าจังเบ้อเร่อ มีรายชื่อพวกเราอีกหลายคน ที่ส่งให้หัวหน้าคณะพร้อมกับการส่งเงิน เพื่อเป็นหลักฐานแสดงอย่างตรงไปตรงมา เพราะมันเป็นเรื่องเงิน ข้าพเจ้าก็ชิงทูลว่า อาจเขียนขึ้นเพื่อเรื่องอื่นก็ได้ ท่านว่ารับเสียดีกว่า มิฉะนั้นจะลำบาก ร.ต. ปลั่งก็ทูลว่า แล้วแต่จะโปรด

แล้วท่านก็รับสั่งให้ผู้บังคับกองเรือนจำทหารในกลาโหมชื่อเล็ก (ต่อมาจะเป็นอะไรจำไม่ได้) นำเราไปขังไว้ชั้นบนกลาโหมเพื่อรอการสอบสวน เพราะยังมีอีกมากคนด้วยกัน เวลาไม่พอ เราก็เดินตามไปเข้าห้อง ห้องละคน คือห้องนอนนายทหารกองโรงเรียนนายสิบบ้าง กรมทหารราบที่ 3 บ้าง ซึ่งเราเคยอยู่และเคยนอนมาก่อนแล้วเหมือนกัน ครั้งเมื่อตั้งกองปืนกลใหม่ๆ หน้าห้องขังใช้ทหารราบ 3 เป็นยาม

นายทหารเวรเป็นผู้ควบคุมดูแล เรายังไม่รู้สึกลำบากอะไรนัก จะต้องการอะไรทหารยามก็คอยรับใช้ หากมีธุระจำเป็นนอกห้อง เช่น จะไปห้องน้ำ ห้องส้วม ทหารยามก็คุมไป อาหารการกินทางบ้านจัดส่งตามเวลา โดยทหารปืนกลที่เคยรับใช้ยังตามมาช่วยเหลืออยู่ เพราะแกรักข้าพเจ้ามาก ถึงกับร้องไห้ไปบอกแม่ข้าพเจ้า เมื่อวันรุ่งขึ้นจากคืนที่ถูกเชิญตัว จดหมายโต้ตอบระหว่างแม่กับข้าพเจ้าก็ไม่ลำบากนัก พอจะมีไปมาถึงกันได้ ยิ่งถูกเวรนายทหารคณะ ร.ศ. 130 เข้าด้วย จะทำอะไรหรือต้องการสิ่งใดก็ทำได้สมประสงค์ คือว่าที่ ร.ต. ใจ ร. 3 เวลานั้นยังไม่ถูกซัดทอด จึงปล่อยอิสระทำงานไปตามเดิม

เมื่อเพื่อนใจเป็นเวรก็มานั่งคุยกับพวกเราด้วยเสมอ คอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวให้เราทราบทุกระยะว่า ทางราชการได้จัดการกับคณะเราอย่างไร มีใครบ้างถูกจับเข้ามาหรือปล่อยออกไป เรื่องที่ทางราชการส่งตัว ร.อ. หลวงสินาดฯ ไปฝรั่งเศสเป็นความลับ เราก็รู้ก่อนจากเพื่อนใจ ภายหลังหนังสือพิมพ์จึงลงข่าว กล่าวเป็นนัยว่าส่งไปศึกษาวิชาการพิเศษโดยไม่มีใครทราบเลยว่าเรียนวิชาอะไรที่ประเทศไหน เวลานั้นพวกเราก็ออกจะโกรธแค้นอยู่มาก หากไม่รีบส่งตัวไป ก็ยังทำนายไม่ถูก แผ่นดินจะสูงต่ำอย่างไร

วันหนึ่งเพื่อนใจเล่าว่า กลาโหมได้สั่งให้งดการฝึกยิงเป้า ทหารที่กำลังฝึกอยู่ก็ต้องงดหมด พวกเราชักสะดุ้งบ้าง ว่าบางทีพวกเราจะต้องเป็นเป้าแทนก็อาจจะเป็นได้ ค่าที่ไม่ลืมว่า อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังเป็นของเจ้าแผ่นดินไทยอยู่ ข้าพเจ้าคิดว่า ไหนๆ เรื่องมันอาจจะเป็นได้ก็เลยเขียนจดหมายเรียนให้แม่ทราบล่วงหน้าเสียก่อน จะได้ไม่ทำให้ท่านและญาติพี่น้องต้องโทมนัสมากจนเกินไปในภายหลัง แล้วก็ฝากคนส่งอาหารไปให้ท่าน

ต่อมาถึงอาหารมื้อหลัง แม่ก็ส่งจดหมายตอบมีใจความว่า จงตั้งใจให้ดีไว้ อย่าเพิ่งคิดมากไป แม่พยายามจะหาทางวิ่งเต้นช่วยเหลืออยู่ เผื่อจะเป็นบุญกุศล (องค์ความดี) ของข้าพเจ้าบ้าง อย่าพูดอะไรให้พี่น้องต้องเสียใจอีก ข้าพเจ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าแม่เป็นยอดสตรีได้ ถ้าหากท่านได้มีโอกาสอำนวยอย่างยอดสตรีบางคน ส่วนพี่น้องทางบ้านนั้น ข้าพเจ้าทราบจากบ๋อยว่า พออ่านจดหมายข้าพเจ้าแล้วถึงกับร้องไห้ร้องห่มไปตามๆ กัน แต่ข้าพเจ้ารู้สึกหมดห่วงที่ได้บอกให้ทราบล่วงหน้าไว้เสียแต่เนิ่นๆ เช่นนั้น

ที่แม่ว่าพยายามจะหาทางช่วยเหลือนั้น ภายหลังแม่ส่งข่าวให้เป็นที่ชื่นใจว่า คุณป้านากพอรู้เรื่องของข้าพเจ้าแล้ว ท่านโกรธมากที่พลอยทำให้ท่านถูกทูลหม่อมกริ้วด้วย หาว่าลูกหลานไม่ดี ท่านจะนัดวันประทานเหรียญจักรกะบองอยู่แล้ว และอยากจะส่งไปเรียนวิชาปืนกลสักคนหนึ่ง แต่พอคุณป้าทูลขอพระกรุณาให้ทรงช่วยบ้างตามสมควร เพราะยังเป็นเด็กอยู่ อาจจะพลอยตามเขาไปก็ได้ ท่านก็รับสั่งว่า จะต้องติดคุกบ้าง บางทีก็สัก 5 ปี ค่าที่มันเป็นเรื่องใหญ่โตไม่น้อย ถ้าสมัยโบราณอาจจะถูกตัดหัวไม่แต่ตัวคนเดียวก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะคุณป้านากสงสารแม่และข้าพเจ้ายิ่งนัก นับว่าพระคุณของคุณป้านากมีเหลือล้นที่กล้าช่วยเหลือกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานทั้งนั้น

ต่อมาวันหนึ่งที่น่าจดจำน้ำใจเพื่อนตายของข้าพเจ้า คืนวันเวรของว่าที่ ร.ต. ใจ เขาได้มากระซิบข้าพเจ้าว่า พวกเราจะหนีกันไหม เขาจะช่วยเหลือให้รอดพ้นออกจากห้องขังไป ข้าพเจ้าได้ตอบขอบใจเพื่อน แต่ไม่สมัครจะกระทำเช่นนั้น เกรงทางบ้านจะเดือดร้อน เพราะเมื่อหนีไปแล้วก็ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ตลอดไป หรือถ้าจะหลบเข้าอยู่ในสถานทูตก็คงไม่เป็นสุข จะหลบอยู่นานนักก็ไม่สมควร จำต้องขยับขยายไปต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวกับทุนรอนไม่มี ขอแสดงความเห็นใจเพื่อนอย่างที่สุด ต่อมาอีกไม่กี่วันพวกเราได้รับข่าวเสียใจที่ได้ทราบว่าเพื่อนใจได้ถูกเพื่อนซัดทอด และถูกจับไปคุมขังเหมือนพวกเราเสียแล้ว เพื่อนตายหนอเพื่อนตาย!

ในระหว่างที่เราถูกคุมขังวันแรกๆ ร.ท. ทองดำซึ่งถูกคุมขังอยู่เหมือนกันเห็นจะเป็นด้านหนึ่งด้านใดของกลาโหม ได้มีจดหมายเล็กๆ ส่งมากำชับพวกเราว่า เรื่องของเรานั้นหาพยานหลักฐานไม่ได้ นอกจากจำเลยจะซัดกันเอง ซึ่งระเบียบทางศาลแล้ว จะลงโทษจำเลยได้ยาก ขอให้พวกเราจงปฏิเสธตามที่ได้ตกลงกันไว้ ว่าจะรักษาความลับประหนึ่งชีวิตจิตใจ ทั้งนี้เพราะ ร.ท. ทองดำเป็นลูกเขยพระยามหาวินิจฉัยฯ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย อยู่ในขณะนั้น อาจจะได้ยินได้ฟังมาก็เป็นได้ ข้าพเจ้าได้ยึดหลักนี้ตลอดเวลาสอบสวน

ไหนๆ ก็ได้เล่าชีวิตเท่าที่จดจำและนึกได้มามากแล้ว หากจะขาดเรื่องของปัญหาชีวิตไปน้อยหนึ่ง มันก็อาจทำให้ใจคอหงุดหงิดไปได้ จึงขอเติมเรื่องเสียให้เต็ม คือนับตั้งแต่ข้าพเจ้าอยู่ตัวคนเดียว ห่างไกลจากแม่เมี้ยนมาแล้ว เรื่องธรรมชาติมันก็หมุนเข้าหา ออกเที่ยวชมนกชมไม้บ้างตามสมควร โรควัยคะนองก็เฆี่ยนเอา ข้าพเจ้าได้พยายามรักษามันในระหว่างคุมขัง จนถึงกับค่อยยังชั่วขึ้นมาก นับว่าการคุมขังหาได้มีทุกขโทษอย่างเดียวไม่ มันก็ยังมีคุณอยู่ไม่น้อย เข้าหลักที่ว่าสิ่งใดมีโทษก็ย่อมมีคุณอยู่ด้วย

พวกเราต้องคุมขังระหว่างสอบสวนอยู่เป็นเวลา 2 เดือนเศษ ในระหว่างนั้นข้าพเจ้าได้ถูกเรียกไปสอบสวนถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเรียกตัวไปที่กองทัพหลายคนด้วยกัน แล้วเจ้าหน้าที่จัดให้นั่งโต๊ะละ 4 คน คนละด้าน แจกกระดาษคำถามให้คนละแผ่น มีคำถามเป็นตัวพิมพ์ดีดประมาณ 12-13 ข้อ ให้ตอบในกระดาษที่เขาแนบติดมาให้ โต๊ะตัวที่ข้าพเจ้านั่งจำได้ว่า มีว่าที่ ร.ต. ชอุ่ม ทหารม้าที่ 1 (รอ) ร.ต. สนิท กองปืนกล กับใครอีกผู้หนึ่งนึกชื่อไม่ออก หัวข้อคำถามไม่สู้ยากนัก เช่นถามว่า เคยไปประชุมกี่ครั้ง ที่ไหนบ้าง ในเวลาประชุมได้พูดถึงเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างไร ได้รับหน้าที่จากคณะให้ทำอะไร ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น

ส่วนคำตอบของข้าพเจ้าสำหรับข้อแรก ข้าพเจ้ารับว่าไป 3-4 ครั้ง เพื่อหย่อนใจในวันอาทิตย์ ไม่ได้ประชุมกิจการบ้านเมืองอย่างใดๆ เลย นอกจากยิงนกตกปลาและเลี้ยงดูกันเป็นการสนุกเฮฮาเท่านั้น ในข้อ 2 ข้าพเจ้าตอบว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะคุยการเมืองได้ทุกแห่ง ตลอดถึงระบอบการปกครองหรือลัทธิ แม้แต่ทูลหม่อมจักรพงษ์ก็ดี พระยาเทพหัสดินก็ดี เมื่อเข้าสอนวิชายุทธวิธีในห้องเรียน ท่านก็สอนลัทธิการเมืองของหลายประเทศ ประกอบด้วยลัทธิไหนดี ท่านก็ชมเชย ลัทธิไหนชั่ว ท่านก็ติเตียน ทำไมลูกศิษย์จะนำมาคุยและถกเถียงกันไม่ได้เล่า ส่วนข้อ 3 ข้าพเจ้าตอบปฏิเสธ เพราะเมื่อไม่มีการประชุมกิจการใดๆ ก็ไม่ต้องมีหน้าที่อะไรเกิดขึ้น นอกจากใครจะยิงนก ใครจะตกปลา หรือใครจะจัดอาหาร หาอาหารอะไรไปร่วมด้วยเท่านั้น ฯลฯ

พอเราส่งคำตอบเสร็จแล้ว ทหารประจำเกียรติยศของเราก็นำตัวมาส่งห้อง ข้าพเจ้าถึงห้องยังไม่ทันถึง 1 ชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ใกล้ๆ ห้องแจ้งว่า ว่าที่ ร.ต. ชอุ่ม ทหารม้า 1 ยิงตัวตายเสียแล้ว โดยใช้ปืนเล็กสั้นของทหาร ยัดปากกระบอกปืนเข้าปาก แล้วเหนี่ยวไกด้วยเท้าถึงขาดใจตายทันที พวกเราพากันใจหายที่เขาจากเราไปหยกๆ แต่ชมว่าเขาตายอย่างทหาร ไม่อยากเห็นภาพอนาคตซึ่งอาจจะต้องทรมานใจกายสักเพียงไรก็ยังไม่รู้ เนื่องจากชอุ่มเพื่อนตายตายอย่างทหารนี้เอง ข่าวลืออย่างไร้เหตุผลได้ใส่ร้ายชอุ่มว่าไปคอยแอบจะดักยิงในหลวงที่รถไฟ เมื่อทำการไม่สำเร็จก็เลยยิงตัวเอง อนิจจาปากคนแม้เสียงจะไม่ดังเท่าเสียงกา ก็แล่นไปไกลและยาวกว่าเสียงกาในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

จอมพล เจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต ประธานคณะกรรมการไต่สวนคณะ ร.ศ. 130

ต่อจากมีการตอบคำถามได้ไม่กี่วัน ก็มีพระบรมราชโองการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้น 7 คน มีจอมพล เจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต (ม.ร.ว. อรุณ ฉัตรกุล ณ อยุธยา เวลานั้นยังมีคำ “ณ อยุธยา” ต่อท้ายนามสกุลของพวกราชนิกุลอยู่) เป็นประธานกรรมการเพื่อทำการไต่สวนคล้ายศาล แต่เป็นศาลเตี้ย ใช้ห้องกลางหน้ามุขกระทรวงกลาโหมชั้น 3 เป็นห้องพิจารณาไต่สวน จัดโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวตั้งกลางห้อง ประธานนั่งหัวโต๊ะด้านใน พวกกรรมการนั่งถัดออกมาทั้ง 2 ข้าง ส่วนจำเลยนั่งให้การที่หัวโต๊ะด้านตรงข้ามกับประธาน คำว่า จำเลยนั่งให้การนั้นข้าพเจ้ากล่าวตามความจริง ซึ่งโดนแก่ตัวข้าพเจ้าเอง พอข้าพเจ้าจะยืนให้การฐานเคารพต่อผู้ใหญ่ครั้งไร ประธานก็ขอให้นั่งตามสบายทุกครั้ง คนที่ซักถามและจด โดยปกติพระยาวินัยสุนทร เวลานั้นอยู่กรมพระธรรมนูญทหารเรือ เป็นหลวงอะไรลืมไป เวลานี้ตายแล้ว แต่กรรมการทุกคนมีสิทธิ์ซักถามได้เสมอไม่ห้าม มีหม่อมนเรนทร์ราชาคนหนึ่งที่เป็นกรรมการร่วมด้วย เวลานี้ตัวยังอยู่ เป็นพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร นอกนั้นนึกไม่ออกและไม่นึกจะตรวจค้น

ครั้งที่ 2 แห่งการไต่สวนข้าพเจ้า เขาได้นำไปยังชุมนุมกรรมการ ถูกเชิญให้นั่งหัวโต๊ะด้านนอกหลังจากแสดงคารวะแล้ว ทหารถือปืนสวมดาบยืนสองข้างเป็นหมู่เกียรติยศ ประธานกรรมการบอกให้พระยาวินัยฯ ทำการไต่สวน ตามหัวข้อคล้ายเมื่อเขียนตอบ ข้าพเจ้าก็ง่ายแก่การแถลง เพราะเคยตอบมาแล้ว คงยืนยันตามเดิม กรรมการหลายคนฮึดฮัด หาว่าไม่ให้การตามความจริง ข้าพเจ้ายืนยันว่า นั่นคือความจริง ประธานกรรมการชักฉุน แต่เป็นคนอายุวัยปลาย จึงพยายามเอาใจดีต่อข้าพเจ้าหลายเล่ห์ ขอให้ข้าพเจ้าบอกเสียตามตรงจะได้รับความลดหย่อนผ่อนโทษลง ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมเล่นด้วยจนแล้วจนรอด ลงท้ายประธานโกรธจัด พูดสะบัดสะบิ้งว่า เมื่อเขาไม่ให้การจริงๆ ก็แล้วไป จึงให้ผู้ควบคุมนำกลับได้ ข้าพเจ้าลุกขึ้นสำแดงคารวะ แล้วก็เดินตามหมู่เกียรติยศกลับห้อง เล่าให้เพื่อนข้างห้องฟังพากันหัวร่ออย่างสนุก คล้ายได้ฟังฝรั่งเล่าเรื่องละครสัตว์

ต่อมาราวเดือนเมษายน ข้าพเจ้าถูกเชิญไปให้การอีก พอข้าพเจ้านั่งเรียบร้อยแล้ว ประธานก็ยิ้มย่องด้วย พูดว่าคราวนี้คงจะเปลี่ยนใจแล้ว หวังว่าจะได้ฟังความจริงจากข้าพเจ้าแน่ๆ เพราะทางสอบสวนปรากฏว่าข้าพเจ้าเป็นคนสำคัญในคณะ ข้าพเจ้าก็ยิ้มรับและเรียนว่า ไม่ทราบอะไรมากกว่าที่ให้การไปแล้ว ทันใดนั้นกรรมการก็งัดเอาคำซัดทอดของเพื่อนตายข้าพเจ้ามาอ่านให้ฟัง ข้าพเจ้าฟังด้วยความตั้งใจ รู้สึกว่าไอ้เพื่อนเรามันกลัวตายหรืออย่างไร จึงซัดทอดอย่างปอกเปลือก พออ่านจบประธานก็บอกรับสารภาพเสียเถอะ ความจริงมันหนีความจริงไม่พ้นดอก

ข้าพเจ้าก็ใช้ศอกกลับว่าการซัดกันมันเป็นของง่าย ถ้าจะให้ข้าพเจ้าซัดบ้าง บางทีกรรมการอาจเดือดร้อนก็ได้ แปลว่าข้าพเจ้าไม่ยอมเปลี่ยนใจทั้งๆ ที่ถูกหมัดอย่างจังๆ เข้าแล้ว ประธานก็กำชับว่านึกเสียให้ดี จะให้เวลาตรึกตรอง ข้าพเจ้าคงยืนกระต่ายชมจันทร์ กรรมการก็งัดออกมาอีกฉบับหนึ่ง อ่านให้ฟังอย่างช้าๆ คล้ายจะเกรงว่าฉบับแรกยังไม่ซึมเข้าหัวใจ แต่ตรงข้าม สำหรับฉบับหลังนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ฟังเลย คอยฟังแต่ชื่อผู้ซัดเท่านั้น พออ่านจบประธานก็ว่า ถูกซัดทอด 2 คนแล้วนา จะยังกางร่มอยู่อีกหรือ ข้าพเจ้าก็ลุกขึ้นยืนหมายจะตอบให้งดงาม ท่านก็สั่งให้นั่งตามสบาย เรายังมีเวลาพอที่จะคุยกัน ไม่ต้องยืนให้การหร็อก ตรงข้าม พอข้าพเจ้านั่งลงก็บอกว่า ไม่มีอะไรจะตอบ เพราะได้ตอบไป 2 หนแล้ว คำซัดทอดกี่ฉบับๆ มันจะกลับใจข้าพเจ้าหาได้ไม่

กรรมการทุกคนชักงุ่นง่าน ต่างลุกมาโอ้โลมปฏิโลมข้าพเจ้ากันหลายคน ว่าควรจะรับเสีย ยิ่งแข็งไปโทษก็จะหนัก ข้าพเจ้าก็ขอบคุณที่กรุณา แต่เมื่อมันไม่มีอะไรจะตอบจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะสรรมาได้อย่างไร กรรมการก็แย้งว่าเพื่อนของเรา 2 คนเขาได้ให้การตรงกันแล้วเราจะขืนปฏิเสธ มันจะยังไงๆ อยู่ ไม่น่าเชื่อ ข้าพเจ้าก็ว่ามันเรื่องของคน เขาอาจตกลงกันมาเพื่อประโยชน์แก่การเอาตัวรอดก็ได้ ความจริงเขากับข้าพเจ้าไปด้วยกัน แต่ไม่ได้ไปคิดร้ายต่อใคร นอกจากไปหย่อนใจ เพื่อสนุกและพักผ่อนเท่านั้น เรื่องคุยกันมันย่อมพาดพิงไปหลายเรื่องดังข้าพเจ้าเคยให้การไว้แล้ว

ประธานได้ฟังดังนั้นก็โกรธเกรี้ยว ถึงกับทะลุขึ้นว่า เมื่อเขาไม่ยอมให้ความจริงก็ช่างเขา ดีแล้ว คล้ายๆ กับจะพ่นความอาฆาตต่อข้าพเจ้า แล้วก็บอกให้ข้าพเจ้ากลับได้ ข้าพเจ้าก็กลับ พร้อมด้วยความนึกคิดอย่างขบขันหลายนัย เพื่อนตายที่รอฟังก็พลอยขบขันเมื่อข้าพเจ้าเล่าแบบนิทานให้ฟัง เวลานั้นจำชื่อเพื่อนตายที่ซัดได้แม่น บัดนี้เลือนไปแล้ว

ต่อๆ มาเราได้รับข่าวไม่สู้ดี ทีแรกว่ากรรมการจะลงโทษเพียงเล็กน้อย ตรงกับคำกรุณาของคุณป้านาก ครั้นยิ่งนานเข้ากลับโอละพ่อไป คือจะมีการลงโทษประหารด้วย ชักเสียวหัว แต่เรื่องจะลงโทษหนักไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าดื้อดึงกรรมการ ได้ข่าวว่าพวกเราเอง คือเพื่อนตายที่ถูกปล่อยไปแล้ว ชักเกร็งขึ้นด้วยเพทุบายนานา ข้าพเจ้าพอจะเล่าได้ เพราะอยู่ด้วยตลอดเวลาที่ถูกทรมาน

เรื่องนั้นคือ จรูญ ณ บางช้าง ถูกขังในคุกต่างประเทศ คงจะกลุ้มกลัดอัดใจสุดแสนจะทนทานได้ จึงปล่อยอุบายขู่ออกมาจากกำแพงคุก ขณะที่ ร.ต. เจือ ศิลาอาสน์ ดอดไปเยี่ยมทำบุ้ยใบ้กันอยู่ภายนอกกำแพง เจือ ครั้งแรกทางสอบสวนไม่ปรากฏว่าเป็นคนที่ควรลงโทษ เพราะบางต่อเหตุผล จึงถูกปล่อย และด้วยความรักคณะรักเพื่อน ก็ได้เวียนไปเยี่ยมให้เพื่อนเห็นหน้าเพื่อชื่นใจ แต่เขาจะรู้ในอุบายนั้นหรือไม่ ไม่แน่ เพราะถามเจือ เจือก็ว่า เรื่องมันแล้วไปแล้ว ไม่ยอมพูด เจือเป็นคนบึกบึนทะมึนนัก พูดอะไรกัดกรามทุกที ลงท้ายผู้คุมคุกจับหนังสือชิ้นเล็กได้ มีใจความทำนองให้แลกกันตัวต่อตัว หากยังขืนจะลงโทษพวกเรา เจือก็เลยเข้าปิ้งอีก กรรมการก็ถือเป็นโอกาสไต่สวนกันใหม่หลายคน

ข่าวนี้ก็เกรียวกราวขึ้นถึงกับคุณป้านากโกรธ หาว่าพวกเรายังไม่เข็ดหลาบ ขืนจะคิดการใหญ่อยู่ร่ำไป ทางพวกข้าพเจ้าไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้เลยสักเท่าปีกริ้น ต่อเมื่อเข้าไปรวมกันอยู่ใน “วัง” แล้ว (พวกเราสมมุติคุกเป็นวัง เพื่อให้คำสละสลวยแก่การฟัง) จึงได้รู้เรื่อง ซึ่งเป็นธรรมดาที่เพื่อนบางคนโกรธหาว่าอุบายบ้าบิ่น แต่ข้าพเจ้าด้วยความสัตย์จริง ยังตั้งอยู่ในความเฉยๆ เพราะคิดเสียว่าคนเราย่อมต่างจิตต่างใจกัน และจิตใจของคนๆ เดียวกันมันก็ยังต่างกันในกาละเทศะและเหตุการณ์ แม้กาละหรือเทศะหรือเหตุการณ์จะอย่างเดียวกัน มันก็ต่างกันอยู่เสมอนั่นเอง

ท่านลองสำรวจตัวของท่านเองดูเถิด จนรู้สึกขบขันวันละหลายๆ หน และถ้าได้นำมาเล่าสู่กันฟังอย่างข้าพเจ้าเล่ามานี้ มันจะเป็นประโยชน์ทางจิตวิทยาอยู่บ้างเหมือนกัน

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป