“เซนติเนล” ชนพื้นเมืองที่ไม่ติดต่อโลกภายนอก-สังหารผู้มาเยือน เขาใช้ชีวิตอย่างไร

ชนพื้นเมืองในเกาะเซนติเนลเล็งธนูมาที่เฮลิคอปเตอร์ของทางการอินเดีย ที่บินสำรวจผลจากสึนามิ เมื่อปี 2004 (ภาพจาก AFP PHOTO / INDIAN COAST GUARD / SURVIVAL INTERNATIONAL)

ชาวเซติเนล ชนพื้นเมืองบนเกาะเซนติเนลที่ยึดมั่นกับจุดยืนเรื่องสังคมปิด ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกถือเป็นอีกหนึ่งชนพื้นเมืองไม่กี่แห่งในโลกที่ยังคงปิดตัวเองจากโลกภายนอกมาจนถึงปัจจุบันในยุคที่โลกไร้พรมแดนจากเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ ในศตวรรษที่ 21 กระทั่งข่าวหนุ่มชาวอเมริกันถูกยิงสังหารด้วยธนู

ข่าวจอห์น อัลเลน เชา วัย 27 ปีจากรัฐอลาบาม่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกชนพื้นเมืองสังหารเมื่อปลายปี 2018 ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก จากปากคำของชาวประมงที่พาหนุ่มรายนี้เข้าไปบนเกาะเซนติเนลเหนือ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อ่าวเบงกอลของอินเดีย และเป็นเกาะในกลุ่มเกาะอันดามัน จอห์น ถูกชนพื้นเมืองยิงด้วยธนูและนำร่างของหนุ่มแปลกหน้าจากโลกตะวันตกมาไว้บนชายหาด

ในบรรดาชนพื้นเมืองที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกจนถึงปัจจุบัน ชาวติเนลเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่อาศัยบนเกาะขนาด 20 ตารางไมล์ (ประมาณ 32,000 ไร่) อย่างสงบสุข (และเชื่อว่าพวกเขาพอใจแบบนั้น) และเชื่อว่าพวกเขารักษาวิถีชีวิตแบบนี้มายาวนานกว่า 30,000 ปี บางแหล่งเชื่อว่าอาจมากกว่า 50,000 ปีด้วยซ้ำ

อัปเดต : อย่างไรก็ตาม Vishvajit Pandya นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับชนพื้นเมืองในอันดามันแสดงความคิดเห็นว่า พวกเขาน่าจะมาจากการย้ายถิ่นฐานแบบตั้งใจ หรือไม่ก็ถูกผลักดันมาจากเกาะลิตเติลอันดามัน ( Little Andaman)

ข้อมูลทางประชากรบนเกาะยังไม่แน่ชัด แต่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่คาดคะเนว่าจำนวนชนพื้นเมืองที่อาศัยบนเกาะน่าจะมีอยู่ระหว่าง 50-150 ราย ข้อมูลจากการสำรวจ (จากระยะปลอดภัย) เมื่อปี 2011 พบชนพื้นเมืองที่อยู่ในวิสัยทัศน์ 15 ราย คาดว่าจำนวนประชากรน่าจะเริ่มลดลง

สำหรับการใช้ชีวิต เชื่อว่าประทังชีวิตด้วยการล่าหมูป่า และบริโภคอาหารทะเลอย่างหอยลาย ผลไม้ และน้ำผึ้ง รายงานข่าวจากเดลิเมล์ อ้างว่า ชนพื้นเมืองกลุ่มนี้มีกิจกรรมทางเพศบนชายหาดอย่างเปิดเผย และแน่นอนว่าพวกเขาปฏิเสธการต้อนรับแขกส่วนใหญ่ และมักขับไล่อะไรก็ตามที่มีท่าที “รุกราน” ด้วยลูกศรอาบยาพิษ หรืออาวุธอย่างมีดขนาดใหญ่

รายงานจากสำนักข่าวบีบีซีระบุว่า นักวิชาการบางรายคาดคะเนว่าชาวเซนติเนลบนเกาะมีแนวโน้มเป็นกลุ่มคนที่เดินทางออกจากแอฟริกาเป็นกลุ่มแรกๆ คาดการณ์ว่าเส้นทางเดินทางคือเข้ามาผ่านทางตะวันออกกลาง เมียนมา และอินเดีย สุดท้ายก็มาถึงแถบเกาะอันดามัน บางกลุ่มอาศัยอยู่บนเกาะเซนติเนลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ ทางการเชื่อว่าพื้นที่สมบูรณ์ถึงขั้นที่ชนพื้นเมืองไม่จำเป็นต้องเพาะปลูกบนเกาะ ฝ่ายชายอาศัยการล่าเต่า และหมูป่าด้วยหอก ธนู และสร้าง กับดัก ส่วนฝ่ายหญิงเก็บพืชผลและจับปลาด้วยตาข่ายที่ผลิตเอง ขณะที่บางกลุ่มออกเดินทางต่อ

ในหน้าร้อนชนพื้นเมืองสามารถเก็บน้ำผึ้งบนเกาะ และใช้ใบไม้ที่มีสรรพคุณพิเศษสามารถขับไล่ผึ้งได้นำมาทาตัว

การแต่งกายของชนพื้นเมืองบนเกาะส่วนใหญ่แล้วจะเปลือยกาย มีแค่บางรายที่ใช้ใบไม้ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือมีเครื่องประดับบ้าง และอาศัยอยู่ในกระท่อมขนาดเล็ก เป็นสังคมแบบครอบครัวขนาดย่อม

รายงานข่าวเผยว่า ช่วงหนึ่งกลุ่มชนพื้นเมืองต้องรักษาไฟหลายจุดให้ลุกตลอดเวลาเพื่อจะได้มีไฟใช้ (คาดว่าอาจจุดไฟลำบากหรือมีปัญหาเรื่องทักษะการจุดไฟในคนบางรุ่น) ในแง่องค์ความรู้ของชนพื้นเมือง นักสำรวจคาดว่า ชนพื้นเมืองไม่สามารถนับเลขได้ แต่ยังมีองค์ความรู้แง่พฤษศาสตร์ สัตววิทยา และเภสัชศาสตร์ ที่ใช้งานได้แม้ว่าจะมีลักษณะแตกต่างจากความรู้สากล

เป็นที่รู้กันดีว่าชนพื้นเมืองกลุ่มนี้ใช้วิธีรุนแรงตอบโต้กับสิ่งต่างๆ จากภายนอก ผู้ที่พยายามเข้าไปถ่ายทำสารคดีเมื่อปี 1974 ถูกยิงธนูใส่ขา และครั้งก่อนหน้าเหตุการณ์ของจอห์น คือเมื่อทางการอินเดียใช้เฮลิคอปเตอร์บินรอบหมู่เกาะเพื่อสำรวจผลกระทบหลังสึนามิเมื่อปี 2004 ก็สามารถบันทึกภาพชนพื้นเมืองเล็งธนูมาที่เฮลิคอปเตอร์

สำหรับเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2004 หลายฝ่ายคาดว่า ชาวเซนติเนลรอดชีวิตจากภัยธรรมชาตินี้ เชื่อว่าพวกเขาน่าจะรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน และพอคาดการณ์ได้ว่าจะต้องมีคลื่นขนาดใหญ่ตามมา พวกเขามีที่หลบภัยบนต้นไม้ เชื่อว่าพวกเขาน่าจะนำไฟที่รักษาไว้ติดตัวไปด้วย

บันทึกของมาร์โค โปโล มีข้อความระบุถึงชนพื้นเมืองบนเกาะที่เขาพบว่า “พวกเขาเป็นกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงและโหดที่สุดจากที่กินทุกอย่างที่จับได้”

ช่วงที่อังกฤษล่าอาณานิคมในพื้นที่ช่วง ค.ศ. 1850 ชนพื้นเมืองเซนติเนล ก็ไม่ได้ถูกรุกราน แต่ถูกปล่อยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเกาะที่พวกเขามองว่าเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์

สำหรับข้อมูลที่มีบันทึกความพยายามติดต่อกับชนพื้นเมืองกลุ่มนี้พูดถึงเหตุการณ์เมื่อปี 1880 โดยทหารเรืออังกฤษชื่อมอรีซ พอร์ทแมน กลุ่มนายทหารของพอร์ทแมน จับกุมครอบครัวชนพื้นเมืองได้กลุ่มหนึ่งนำไปที่พอร์ท แบลร์ เมืองในเขตอันดามัน เมื่อไปถึงที่นั่นไม่นานกลุ่มคนหนุ่มสาวก็เสียชีวิต (คาดว่าเป็นเพราะติดเชื้อจนป่วย) หลังจากนั้นพอร์ทแมน เปลี่ยนท่าทีและรีบนำเด็กที่รอดชีวิตอีก 4 รายมาคืนพร้อมของขวัญ

ไม่มีใครติดต่อกลุ่มชนพื้นเมืองอีกเลยจนกระทั่งคณะของนักมานุษยวิทยาในยุค 70s ซึ่งก็ถูกขับไล่ด้วยลูกธนูเช่นกัน ขณะที่ในปี 2006 มีรายงานข่าวชาวประมงอินเดียสองรายที่เมาจนเรือไปเกยบนเกาะโดยบังเอิญก็ถูกมีดขนาดใหญ่ฟันจนเสียชีวิต

เพิ่มเติม (27 พ.ย.) : มีรายงานนักมานุษยวิทยาจากแคชเมียร์สามารถเข้าไปมอบของกำนัลให้ชาวเซนติเนลได้ใกล้ชิดเมื่อปี 1991 (คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่)

หากพิจารณาจากรายงานข่าวในหน้าสื่อต่างประเทศจากทั่วโลกที่รายงานว่า จอห์น มีเป้าหมายเดินทางมาที่เกาะนี้เพื่อ “ผจญภัย” และเผยแพร่ศาสนาคริสต์ “ปรากฏการณ์” นี้น่าจะถูกชนพื้นเมืองในพื้นที่ประเมินว่าเป็น “สิ่งรุกราน” และขับไล่ด้วยลูกศรอาบยาพิษ บางรายงานระบุว่า ชนพื้นเมืองลากเขาไปรอบชายหาดจนกระทั่งหนุ่มรายนี้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม จอห์น ทราบดีถึงอันตรายที่เขาอาจได้รับทันทีที่ขึ้นเกาะ รายงานข่าวเผยว่า เขาเขียนจดหมายให้พ่อแม่ก่อนเดินทางไปที่นี่ เนื้อหาในจดหมายสะท้อนความคิดของจอห์น เรื่องความพยายามเผยแผ่ศาสนาคริสต์ และยังมีข้อความขอให้พ่อแม่อย่าโกรธเคืองชนพื้นเมืองหรือพระเจ้าหากเขาต้องเสียชีวิตลง

หากพิจารณาตามข้อมูลเบื้องต้นแล้ว จอห์น มีเจตนาดีส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของจอห์น เป็นเรื่องผิดกฎหมาย เนื่องจากการเข้าถึงเกาะแห่งนี้ถูกทางการสั่งห้ามเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดต่อภายนอกที่อาจส่งผลต่อชนพื้นเมือง นักวิชาการเชื่อว่า ชนพื้นเมืองที่ไม่มีภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งพออาจถึงขั้นสูญพันธุ์ได้เมื่อได้รับเชื้อจากโลกภายนอกจนป่วย ซึ่งทางการพยายามรักษาชนพื้นเมืองที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มที่มีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่เหลือรอดมาจากยุคหินให้ยังคงอยู่ต่อไป

ส่วนกลุ่มชาวประมงที่นำจอห์น ไปที่เกาะก็ถูกจับกุม และคาดว่าพวกเขาน่าจะอยู่ในที่เกิดเหตุขณะจอห์น ถูกสังหาร แต่จนถึงวันนี้ (23 พ.ย. 2561) ไม่มีรายงานว่าทางการอินเดียจะดำเนินการหรือเข้าไปติดต่อชนพื้นเมืองหรือไม่ อย่างไร

สำหรับกลุ่มชนพื้นเมืองที่ยังรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมในโลกนี้เชื่อว่ามีจำนวนหลักร้อย อาทิ Yanomami ในบราซิล หรือชนพื้นเมือง Bo ในแถบเกาะอันดามัน ขณะที่ Ayoreo-Totobiegosode ในโบลิเวีย เชื่อว่าสมาชิกรายสุดท้ายเสียชีวิตไปเมื่อปี 2011

 


อ้างอิง:

Fryer, Jane. “World’s last Stone Age tribe: What life is REALLY like on the island cut off from everyone for 30,000 years where locals repel all visitors with poison arrows – and killed a young missionary”. Daily Mail. 23 Nov 2018, <https://www.dailymail.co.uk/news/article-6419717/The-story-sex-crazed-tribe-cut-world-30-000-years.html>

“Who are the Sentinelese?”. BBC. 22 Nov 2018 <https://www.bbc.com/news/av/world-asia-46306881/who-are-the-sentinelese>


ปรับปรุงเนื้อหาครั้งล่าสุด เมื่อ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562