ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหารพระนารายณ์

ภาพเขียนสีน้ำรูปกองกำลังสยามปิดล้อมป้อมฝั่งตะวันออกที่บางกอก เมื่อพ.ศ.๒๒๓๑

ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหารพระนารายณ์

๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘ คณะราชทูตไทยที่ไปฝรั่งเศสกลับถึงกรุงศรีอยุธยา คณะราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เดินทางเข้ามาด้วย โดยมี เดอ โชมองต์ เป็นราชทูต

พ.ศ. ๒๒๒๘ เจ้าหน้าที่บริษัทการค้าอินเดียตะวันออกของอังกฤษที่เมืองสุรัต ส่งพ่อค้าเข้ามากรุงศรีอยุธยา คือ โรเบิร์ต ฮาบิน แดเนียล กิป็อต โทมัส เยล

๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ คณะราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ จุดประสงค์ของคณะราชทูตชุดนี้คือ การโน้มน้าวให้สมเด็จพระนารายณ์เข้ารีต นับถือศาสนาคริสต์

๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ สมเด็จพระนารายณ์ทรงมอบให้ฟอลคอน เป็นผู้แทนพระองค์มีอำนาจเต็มแห่งพระเจ้าอยู่หัว ทำสัญญากับเอกอัครราชทูตวิสามัญ เชอร์วาเลีย เดอ โชมงต์ ตามสัญญาฉบับนี้ฝรั่งเศสได้สิทธิในการเผยแพร่คริสตศาสนา และทำการสั่งสอนศิลปวิทยาการแก่ราษฎรไทยได้ เมื่อคณะราชทูตจะเดินทางกลับ สมเด็จพระนารายณ์ทรงขอยืม เรือโท ฟอร์บัง ไว้รับราชการในกองทัพ และทรงขอยืม เดอ ลามาร์ ไว้เพื่อให้บูรณะป้อมปราการที่เมืองบางกอก ลพบุรี พิษณุโลก มะริด และสงขลา

๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ เกิดจันทรุปราคา สมเด็จพระนารายณ์ทรงทอดพระเนตรด้วยกล้องดูดาวกับคณะบาทหลวง

๑๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๒๒๘ คณะราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลา สมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตไทยไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ด้วย คณะราชทูตไทยประกอบด้วย ออกพระวิสูตรสุนทร ราชทูต ออกหลวงกัลยาไมตรี อุปทูต ออกขุนศรีวิศาลวาจา ตรีทูต

๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ เรือของคณะราชทูตไทย และราชทูตฝรั่งเศส ออกจากสันดอนแม่น้ำเจ้าพระยา คณะทูตชุดนี้ถึงฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๒๙

พ.ศ. ๒๒๒๘ สมเด็จพระนารายณ์ ทรงมีพระราชปุจฉา เรื่องแขกเมืองเข้ามามาก กับพระมหาพรหม วัดปากน้ำประสบ

สิงหาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๙ เกิดกบฏมักกะสันที่กรุงศรีอยุธยา ฟอลคอนเป็นหัวหน้าดำเนินการปราบปรามได้สำเร็จ

พ.ศ. ๒๒๒๙ ระหว่างเกิดกบฏมักกะสัน สมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าฯให้เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ เสด็จกลับไปประทับที่กรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระนารายณ์ ตามจินตนาการของจิตรกรชาวฝรั่งเศส จะเห็นถึงพระราชนิยมเปอร์เซียที่ปรากฏในฉลองพระองค์ เช่น ผ้าโพกพระเศียร (ภาพจากหนังสือกรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่งเศส โดย ธวัชชัย ตั้งศิริวาณิช)

๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๓๐ เจ้าเมืองมัทราสส่งเรือรบเคอร์ตานา เข้ามาที่อ่าวเมืองมะริด

มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๓๐ กัปตัน เวลเดน เชิญพระราชโองการของพระเจ้าเจมส์ที่สองมายังชาวอังกฤษที่รับราชการในไทยให้เดินทางกลับ และให้บริษัทยื่นฟ้องรัฐบาลไทยให้ชำระค่าเสียหาย กัปตันเวลเดนมีอำนาจในการตัดสินใจพิจารณายึดเมืองมะริด

สิงหาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ เกิดการสู้รบระหว่างทหารอังกฤษกับทหารไทย ที่เมืองมะริด จอร์จ ไวต หนีไปเมืองมัทราส เบอร์นาบี ถูกฆ่าตาย ทหารอังกฤษถูกจับเป็นเชลย ๓๐๐ คน

๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ สมเด็จพระนารายณ์ทรงประกาศสงครามกับบริษัทการค้าของอังกฤษ บริษัทของอังกฤษส่งบัญชีค่าเสียหายให้ไทยชำระ เป็นเงิน ๕ แสนรูปี

๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๒๓๐ เรือรบอังกฤษชื่อ เพิร์ลส์ จากเมืองมัทราส เดินทางมาเพื่อช่วยเหลือชาวอังกฤษที่เมืองมะริด

๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๒๓๐ คณะราชทูตไทยกลับจากฝรั่งเศส เรือถึงปากน้ำเจ้าพระยา คณะราชทูตฝรั่งเศสชุดใหม่เดินทางเข้ามาด้วย พร้อมทั้งกองทหารฝรั่งเศส ๖๓๖ คน มีเมอซิเยอร์ เดอ โวรีกูรต์ เป็นผู้บัญชาการเรือ เมอซิเยอร์ เดส์ฟาร์จ เป็นผู้บัญชาการกองทหาร เมอซิเยอร์ เดอ ลา ลูแบร์ เป็นราชทูต

พ.ศ. ๒๒๓๐ ฟอลคอนได้รับพระราชทานที่ดินให้สร้างสามเณราลัย ชื่อ วิทยาลัยคอนสแตนติเนียน

๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ ออกญาพระเสด็จ และออกพระศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เป็นผู้แทนฝ่ายไทยเซ็นสัญญาการค้ากับเซเบอเรต์ ผู้แทนฝรั่งเศส ให้สิทธิในการค้าขาย โดยไม่ต้องเสียภาษี สิทธิในการพิพากษาอรรถคดีเกี่ยวกับคนฝรั่งเศส ฯลฯ สัญญาฉบับนี้ยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่อกัน จึงไม่มีผลบังคับ

๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ สมเด็จพระนารายณ์ โปรดเกล้าฯ ให้คณะทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลา ณ พระราชวังเมืองลพบุรี

๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ เซเบอเรต์ ออกเดินทางจากเมืองบางกอกไปทางเมืองมะริด

๔ มกราคม พ.ศ. ๒๒๓๑ คณะราชทูตออกเดินทางจากสันดอนแม่น้ำเจ้าพระยา สมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าฯ ให้บาทหลวง ตาชาร์ด เป็นราชทูตพิเศษอัญเชิญพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และ สันตปาปาอินนอเซนต์ที่ ๑๑ ณ ราชสำนักวาติกัน

๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๒๓๑ เมอซิเยอร์ เดอ บรูอังต์ ออกเดินทางจากบางกอกนำกองทหารฝรั่งเศสขึ้นไปรักษาเมืองมะริด

๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๒๓๑ ฟอลคอนให้หลวงพ่อ เดอ แบซ ลงไปเมืองบางกอก เมื่อกลับมาได้นำทหารไทยขึ้นมา ๒ กองร้อย

มีนาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ ฟอลคอน เรียกตัวนายพลเดฟาร์จขึ้นไปพบที่เมืองลพบุรี ชี้แจงให้ทราบว่าสมเด็จพระนารายณ์กำลังทรงพระประชวร และมีกลุ่มบุคคลกำลังจะก่อกบฏ ขอให้นายพลเดฟาร์จกลับไปบางกอก แล้วนำกองทหารฝรั่งเศสขึ้นไปยังเมืองลพบุรี

นายพลเดส์ฟาร์จได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ ในโอกาสเดียวกันนี้ นายพี. จอง ริโชด์ ได้เข้าเฝ้าถวายปฏิทินด้วย

๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ นายพลเดส์ฟาร์จ นำกองทหารออกจากเมืองบางกอกจะขึ้นไปเมืองลพบุรี

๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๒๓๑ นายพลเดส์ฟาร์จ นำกองทหารฝรั่งเศสขึ้นมาถึงกรุงศรีอยุธยา ได้ข่าวลือว่าสมเด็จพระนารายณ์สวรรคต จึงลังเลใจไม่กล้านำกองทหารขึ้นไปเมืองลพบุรี เขาได้ปรึกษาขอความเห็นจากสังฆราชปัลลูว และเมอซิเยอร์ เวเร่ต์ผู้จัดการบริษัทการค้าฝรั่งเศส ทุกคนให้ความเห็นว่า ควรนำกองทหารฝรั่งเศสกลับบางกอกเสีย

๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๒๓๑ ซิเยอร์ เลอ รัว นำจดหมายของนายพลเดส์ฟาร์จ ถึงฟอลคอน สอบถามข่าวลือการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนารายณ์

๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๒๓๑ ซิเยอร์ เลอ รัว กลับมาแจ้งข่าวว่าสมเด็จพระนารายณ์ยังทรงอยู่ นายพลเดส์ฟาร์จกลับจากบางกอกและส่งเมอซิเยอร์ดาซิเยอ ขึ้นไปขอโทษฟอลคอน

๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ ฟอลคอน ส่งหลวงพ่อ เลอ รัว และ เลอบรังก์ ไปบางกอกให้ยกกองทหารมาลพบุรี

๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ สมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าฯ ให้ฟอลคอนเข้าเฝ้าด่วน เพราะทรงทราบจากพระปีย์ว่า ออกพระเพทราชาจะก่อกบฏ

๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ ออกพระเพทราชา ยึดพระราชวังเมืองลพบุรี ปราบปรามศัตรูและเจ้านายคนสำคัญเช่น ฟอลคอน พระปีย์ เจ้าฟ้าอภัยทศ

๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ ออกพระเพทราชาเข้าครอบครองพระบรมมหาราชวัง ออกคำสั่งให้นายพลเดส์ฟาร์จนำทหารฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งขึ้นมาปรึกษาราชการ

๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ ออกพระเพทราชาส่ง ออกญาโกษาธิบดี (ออกพระวิสูตรสุนทร) ลงไปพบนายพลเดฟาร์จ

๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๓๑ นายพลเดฟาร์จขึ้นมาเฝ้าออกพระเพทราชา แต่ไม่ได้นำทหารไปด้วย

๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๓๑ ฟอลคอนถูกนำไปสำเร็จโทษ เวลา ๔ ทุ่ม

๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ หลวงพ่อ เดอ แบซ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ ใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะให้พระองค์ทรงรับศีลรับบาป เพื่อเข้ารีต

๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต

๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ นายพลเดส์ฟาร์จ ลงนามในสัญญาสงบศึก คุมกองทหารฝรั่งเศสออกไปนอกพระราชอาณาจักร

(รวบรวมโดย ปรีดี พิศภูมิวิถี ได้รวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์จากเอกสารทั้งฝ่ายไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ ถ้าเหตุการณ์ใดระบุวันเดือนปีได้ ก็จะใส่ลงไป แต่ถ้าเหตุการณ์ใดไม่สามารถระบุวันได้ ก็จะลงแค่ปีพุทธศักราช)

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป