สายน้ำเชื่อมสัมพันธ์ดัตช์-สยาม ตามรอยนายช่างไฮเด เบื้องหลังชลประทานสมัยพระปิยมหาราช

สายน้ำเชื่อมสัมพันธ์ดัตช์-สยาม

สายน้ำเชื่อมสัมพันธ์ดัตช์-สยาม ตามรอยนายช่างไฮเด เบื้องหลังชลประทานสมัยพระปิยมหาราช

ลักษณะร่วมระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์อย่างหนึ่งคือ การเป็นดินแดนที่ผู้คนอยู่ร่วมกับสายน้ำ ความเชื่อมโยงดังกล่าวมามีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อสยามเร่งพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ โดยมี “นายช่างไฮเด” วิศวกรชาวดัตช์ เป็นมันสมองในภารกิจนี้

รากฐานความก้าวหน้าด้านการจัดการน้ำของดัตช์

ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) หรือที่ในอดีตคนไทยเรียกว่า “ฮอลันดา” เป็นดินแดนของชาวดัตช์ ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของภาคพื้นทวีปยุโรป ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เป็นที่มาของชื่อประเทศที่มีรากศัพท์จากคำว่า Neder รวมกับ Land หมายถึง “แผ่นดินต่ำ” 

แผนที่ “ฮอลแลนด์” หรือเนเธอร์แลนด์ ปี 1827 (พ.ศ. 2370) แสดงเขตการปกครองสมัยนั้น และพื้นที่ของประเทศ ซึ่งเต็มไปด้วยลำน้ำหลายสาย มีภูมิประเทศเป็นดินแดนที่ลุ่มปากแม่น้ำ (ภาพจาก : Geographicus Rare Antique Maps ใน Wikimedia Commons)

ผืนดินที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล บวกกับเป็นดินแดนปากแม่น้ำของลำน้ำหลายสาย และปริมาณฝนเฉลี่ย 700-900 มิลลิเมตรต่อปี (ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับลุ่มน้ำภาคกลางของไทย ซึ่งอยู่ในเขตมรสุม และฝนตกชุก มีปริมาณฝนอยู่ที่ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี) ดังนั้น พอถึงช่วงน้ำหลาก เนเธอร์แลนด์จึงเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมจากน้ำเอ่อล้นตลิ่ง น้ำทะเลหนุนสูง และภัยจากคลื่นพายุ

ถือได้ว่าเนเธอร์แลนด์จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภูมิศาสตร์ของดินแดนแผ่นดินต่ำจึงเปราะบางต่อภัยพิบัติทางน้ำไม่ต่างจากไทย

ด้วยเหตุนี้เอง ชาวดัตช์จึงต้องต่อสู้กับวิกฤตการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ เป็นที่มาของภูมิปัญญาและวิทยาการด้านวิศวกรรมเกี่ยวเนื่องกับน้ำหลากหลายแขนง

ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมป้องกันไม่ให้แผ่นดินจมสู่บาดาล อย่างการสร้างเขื่อนกั้นทะเลยาวตลอดชายฝั่ง และจัดการพื้นที่ที่น้ำทะเลเคยท่วมให้เป็นแผ่นดินใหม่ เรียกว่า โพลเดอร์ (Polder) รวมถึงสร้างคันดิน ประตูน้ำ ทุ่งปศุสัตว์สำหรับหน่วงน้ำ หรือเป็นพื้นที่รองรับน้ำท่วม ระบบชลประทานเหล่านี้ทำให้ชาวดัตช์สามารถพลิกผืนดินได้มากถึงร้อยละ 66 จนสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กังหันลมสูบน้ำ และลำคลองในพื้นที่โพลเดอร์แห่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ (ภาพจาก : เว็บไซต์ Kinderdijk UNESCO World Heritage)

ด้วยชื่อเสียงการจัดการน้ำของชาวดัตช์ซึ่งเป็นที่รับรู้มาอย่างยาวนานนี้เอง ทำให้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมีโครงการบริหารจัดการน้ำแบบสมัยใหม่ จึงได้ไว้วางใจให้ชาวดัตช์เข้ามากำกับดูแล

“โครงการรังสิต” ระบบชลประทานขนาดใหญ่โครงการแรก

ก่อนที่ชาวดัตช์จะได้เข้ามามีบทบาทด้านชลประทานของสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยมีโครงการบริหารจัดการน้ำมาก่อนแล้ว นั่นคือ “โครงการรังสิต” 

โครงการนี้ดำเนินงานโดย บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ที่ได้สัมปทานจากรัฐบาล สร้างระบบคลองในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เขตเมืองปทุมธานี บริเวณทุ่งหลวง หรือทุ่งรังสิต เชื่อมกับแม่น้ำนครนายก ด้วยระบบคลองแบบตาข่าย มีประตูน้ำและทำนบสำหรับควบคุม กักเก็บ ส่งน้ำ และระบายน้ำ ผลตอบแทนที่บริษัทฯ ได้คือกรรมสิทธิ์ที่ดินสองฝั่งคลอง ส่วนรัฐบาลได้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทฯ ร้อยละ 20

แผนที่คลองสมัยรัชกาลที่ 5 แสดงแนวคลองรังสิตก่อนมีคลองสาขาในแนวเหนือ-ใต้ (ภาพจาก : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

โครงการรังสิตเป็นที่คาดหวังว่าจะแก้ปัญหาน้ำสำหรับการเพาะปลูกอย่างสมบูรณ์ คือทั้งช่วยรักษาและเพิ่มผลผลิตข้าว รวมถึงเป็นแบบอย่างสำหรับโครงการในแหล่งปลูกข้าวอื่น ๆ ทั่วที่ราบภาคกลาง เริ่มขุดคลองเมื่อ พ.ศ. 2433 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2440 แต่ไม่กี่ปีต่อมา ก็พบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้

ในแง่หนึ่ง โครงการรังสิตประสบความสำเร็จด้านการจัดสรรที่ดินปลูกข้าว เพราะบริษัทฯ ขายที่ดินทำรายได้อย่างงาม แต่ประโยชน์ด้านชลประทานกลับต่ำกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากคลองไม่สามารถกักเก็บและส่งน้ำได้อย่างเพียงพอเหมาะสม และคลองก็ตื้นเขินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการวางระบบคลองยังขาดความรู้และเทคนิค

ชาวบ้านดำนาในพื้นที่คลองรังสิต (ภาพจาก : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

“นายช่างไฮเด” วางระบบชลประทานสยาม

หลังจากรัฐบาลเห็นปัญญาจากโครงการรังสิต ใน พ.ศ. 2442 พระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ออกไปตรวจคลองรังสิตแล้วกลับมากราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 ว่า ควรจ้างวิศวกรชลประทานจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล

นายซี รีเว็ต คาร์แน็ค (C. Rivett Carnac) ชาวอังกฤษ ที่ปรึกษาการคลังของรัฐบาล เป็นอีกคนที่เสนอว่า ควรจ้างวิศวกรชลประทาน เขาแนะนำให้เลือกชาวอังกฤษที่ทำงานให้รัฐบาลอินเดีย (อาณานิคมของอังกฤษ) เพราะมีประสบการณ์ทำงานในดินแดนตะวันออก รวมถึงเสนอให้จัดตั้งกรมคลองเพื่อดำเนินงานพัฒนาด้านชลประทานโดยเฉพาะ เพราะรัฐควรมีบทบาทแทนบริษัทเอกชน เนื่องจากเป็นงานพัฒนาในระยะยาว

รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นชอบในประเด็นข้างต้น แต่ทรงเห็นว่าควรจ้างวิศวกรชาวดัตช์ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านชลประทานมากกว่า อีกเหตุผลคือ ทรงเกรงว่าหากจ้างชาวอังกฤษมาเพิ่ม พวกเขาจะมีอิทธิพลในสยามมากเกินไป เพราะมีชาวอังกฤษมารับราชการอยู่มากแล้ว

รัฐบาลจึงเสาะหาวิศวกรชาวดัตช์จนได้บรรลุสัญญากับ นายเจ. โฮมาน ฟาน เดอร์ ไฮเด (J. Homan Van der Heide) วิศวกรจากบริษัท Waterstaat of Netherlands India ของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในชวา (ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน) สัญญาจ้างฉบับแรกเป็นระยะสั้น 3 เดือน กำหนดความรับผิดชอบคือ

1) ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในปัญหาเกี่ยวกับชลประทาน 2) ใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์มารับใช้รัฐบาลเกี่ยวกับการจัดตั้งกรมขุดคลอง 3) ตรวจสภาพบ้านเมือง ทำรายงานโครงการก่อสร้างระบบชลประทานสำหรับเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พร้อมคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับการก่อสร้าง และ 4) เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานตามโครงการที่รัฐบาลจัดทำขึ้น

นายเจ. โฮมาน ฟาน เดอร์ ไฮเด (ภาพจาก : Twentieth century impressions of Siam ใน Wikimedia Commons)

ไฮเดมาถึงสยามในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2445 แล้วเริ่มงานในฐานะที่ปรึกษาด้านชลประทานของรัฐบาลทันที แต่ระยะสัญญาแรกยังไม่เพียงพอ จึงขยายสัญญาเพิ่ม โดยเขาใช้เวลา 8 เดือนลงพื้นที่สำรวจผืนดิน แหล่งน้ำ และเกษตรกรรมในเขตลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั่วภาคกลาง พบว่าคลองบริเวณนี้มักขุดตามแนวขวางระหว่างแม่น้ำสองสาย เพื่อให้เชื่อมถึงกัน และส่งน้ำเข้าสู่นาข้าวที่อยู่ลึกเข้าไป มีคลองซอยเล็ก ๆ เป็นตาข่ายให้น้ำไหลทั่วถึงกันตลอด

ไฮเดชี้ว่า วิธีดังกล่าวเป็นระบบชลประทานขั้นต้นเท่านั้น แต่ในทัศนะของเขามองว่าประสิทธิภาพการทดน้ำยังไม่เพียงพอ

วิศวกรชาวดัตช์เห็นว่า คลองที่ขุดอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ให้ประโยชน์สูงสุดทั้งในเรื่องการเก็บกัก ส่งน้ำ และระบายน้ำ เพราะคลองขุดสมัยก่อนมักใช้เพื่อคมนาคมขนส่งเป็นหลัก ส่วนการบุกเบิกที่ดินใหม่ ๆ สำหรับทำนาเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่คลองในโครงการรังสิตเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากมีประตูน้ำควบคุม ผืนนารอบคลองจึงสมบูรณ์กว่า แต่ประโยชน์ด้านชลประทานก็ยังไม่ยั่งยืนเท่าการคมนาคมขนส่ง

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2445 ไฮเดนำเสนอรายงานต่อเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ มีรายละเอียดคือ แผนโครงการชลประทานในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เรียกว่า รายงานโครงการทดน้ำไขน้ำแห่งลาดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หรือ “โครงการใหญ่” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำตั้งแต่ชัยนาทลงมาจนถึงอ่าวไทย

รายงานของไฮเด (ภาพจาก : ศิลปวัฒนธรรม พฤษภาคม พ.ศ. 2555)

ลักษณะงานคือใช้วิธีการทดน้ำและส่งน้ำเข้าระบบคลอง คล้ายระบบเหมืองฝาย สร้างเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ แล้วจึงขุดคลองส่งน้ำจากแม่น้ำนั้นไปตามระดับความสูงของพื้นที่ โดยต้องสร้างเขื่อนที่ชัยนาท หรือ “สกีมชัยนาท” เขื่อนทดน้ำบนแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับส่งน้ำให้พื้นที่นาลงมาจรดทะเล รวมพื้นที่กว่า 4.5 ล้านไร่

รวมถึงต้องมีระบบคลองส่งน้ำทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งซ้ายคือคลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองชัยนาท-อยุธยา ฝั่งขวาใช้แม่น้ำธรรมชาติ 2 สาย คือ แม่น้ำสุพรรณ หรือแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำน้อย สาขาหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา

ไฮเดประเมินว่าต้องใช้งบประมาณมากถึง 47 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินที่สูงมากในเวลานั้น หรือถ้าลดขนาดโครงการลง อาจจะอยู่ที่ประมาณ 28 ล้านบาท ในระยะเวลาดำเนินงาน 12 ปี เขาเชื่อว่าประโยชน์ที่จะได้รับนั้นคุ้มค่ามาก เพราะจะทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ ทำนาได้ตลอดทั้งปี มีพื้นที่นาเพิ่มขึ้น และเส้นทางคมนาคมก็สะดวกขึ้นด้วย

แผนผังโครงการทดน้ำไขน้ำแห่งลาดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หรือ “โครงการใหญ่” ของไฮเด (ภาพจาก : ศิลปวัฒนธรรม พฤษภาคม พ.ศ. 2555)

อย่างไรก็ตาม โครงการของไฮเดไม่ผ่านการพิจารณาจากรัฐบาล ปัจจัยหลักเพราะเงินลงทุนสูงเกินไป และรัฐบาลไม่มั่นใจในผลประโยชน์ที่จะได้รับ สิ่งที่พอจะดำเนินการได้จึงมีเพียงการขุดซ่อมคลองเก่า ๆ เท่านั้น 

อีกประเด็นที่รัฐบาลกังวลคือ โครงการของไฮเดเป็นระบบชลประทานแบบไม่จำกัดที่ดิน คือสร้างคลองส่งน้ำแล้วปล่อยให้น้ำท่วมที่ดิน จากนั้นจึงขุดคูคลองระบายน้ำไปตามทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคลองตื้นเขินอีก แม้วิธีนี้จะถูกต้องตามทฤษฎี แต่รัฐบาลเกรงว่าจะทำให้ที่ดินสำหรับเพาะปลูกเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป จนอาจส่งผลต่อการควบคุมคนที่เคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่ง

อีกเหตุผลที่รัฐบาลไม่สามารถทุ่มเทพัฒนาชลประทานได้อย่างเต็มที่ เพราะขณะนั้นต้องให้ความสำคัญกับการสร้าง “ทางรถไฟ” ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ก็มีความจำเป็นในด้านการเมืองและยุทธศาสตร์มากกว่านั่นเอง

ไฮเด (คนที่ 2 จากซ้าย) และเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ บริเวณประตูน้ำคลองแสนแสบ ปทุมวัน (ภาพจาก : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ยุคแรกกรมคลอง สู่ “กรมชลประทาน”

แม้โครงการจะไม่ผ่านการพิจารณา แต่รัฐบาลได้ตั้ง “กรมคลอง” ขึ้นโดยให้ไฮเดดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือ “เจ้ากรมคลอง” คนแรกเมื่อ พ.ศ. 2447 ภาระงานหลัก ๆ คือการขุดซ่อมคลอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากพอสมควร แม้ไม่ถึงกับพลิกชีวิตชาวนา แต่ก็เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ขณะนั้น งานของกรมคลองในยุคไฮเด มีดังนี้

1. โครงการขุดซ่อมคลองเก่าฝั่งตะวันตก ได้แก่ คลองภาษีเจริญและดำเนินสะดวก จัดสร้างประตูน้ำ เพื่อประโยชน์ด้านคมนาคม ทำให้การติดต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำลำคลองในฤดูแล้งสะดวกขึ้น

2. โครงการขุดซ่อมคลองในกรุงเทพฯ ได้แก่ คลองราชดำริ และคลองไผ่สิงห์โต เพื่อส่งน้ำแก่ฟาร์มเลี้ยงไหมที่รัฐบาลตั้งขึ้น

3. โครงการเล็กฝั่งตะวันออก ขุดซ่อมและสร้างประตูน้ำสำหรับเรือสัญจรที่ปลายคลองสำคัญ ๆ ในที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ คลองแสนแสบ คลองบางขนาก คลองท่าไข่ คลองประเวศ คลองสำโรง และคลองบางเหี้ย (ปัจจุบันคือ คลองด่าน)

จุดมุ่งหมายของโครงการคือ เพื่อช่วยระบายน้ำให้แก่นาข้าวในบริเวณดังกล่าวอย่างเหมาะสม ช่วยการคมนาคมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง และเพื่อกันไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่ได้สะดวก จะเห็นว่าเป้าหมายในภารกิจกรมคลองยุคแรกจะเน้นที่การคมนาคมขนส่ง มากกว่าชลประทานเพื่อประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม

นอกจากการขุดคลองแล้ว กรมคลองยังมีงานอื่นอีก เช่น งานสำรวจระดับน้ำสำหรับขุดซ่อมคลองและสร้างประตูน้ำ การสำรวจเพื่อวางโครงการชลประทานโครงการใหม่ ๆ ในหลายพื้นที่ และงานพิเศษอีกงานหนึ่งคือ การจัดทำน้ำประปาสำหรับพระนคร ซึ่งเริ่มใน พ.ศ. 2451 โดยกรมคลองทำหน้าที่ขุดคลองบางหลวงเป็นคลองเก็บกักน้ำ แล้วขุดคลองส่งน้ำต่อมายังคลองสามเสน และซื้อเครื่องจักรหลายเครื่องสำหรับใช้ขุดซ่อมคลอง

เครื่องจักรขุดดินกำลังขุดคลองระพีพัฒน์ (ภาพจาก : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ไฮเดดำรงตำแหน่งเจ้ากรมคลองอยู่ 7 ปี ก่อนมีหนังสือกราบบังคมทูลลาออกจากราชการ แล้วกลับไปชวาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2452 เป็นอันสิ้นสุดบทบาทและภารกิจเจ้ากรมคลองคนแรกของสยาม 

แม้ “โครงการใหญ่” ที่ไฮเดเสนอและผลักดันมาแต่แรกจะถูกพับเก็บไว้ แต่เขาก็มีบทบาทวางรากฐานการปฏิบัติงานของกรมคลองมากมาย ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมชลประทาน” และยังใช้ระบบงานที่พัฒนาและต่อยอดจากพื้นฐานที่ไฮเดสร้างไว้นั่นเอง

คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ “นายช่างไฮเด” ฝากไว้บนแผ่นดินสยาม ไม่เพียงแต่วางรากฐานความมั่นคงให้กรมชลประทานไทย แต่ยังเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดร่วมอันลึกซึ้งของสองดินแดน นั่นคือการเป็นชนชาติที่ผูกพันกับสายน้ำอย่างแยกไม่ออก

การก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา พ.ศ. 2495 ที่ลำน้ำเจ้าพระยา บริเวณตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ด้วยแนวคิดจากโครงการของไฮเด (ภาพจาก : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

หากเรื่องราวของนายช่างไฮเดทำให้คุณประทับใจในความเชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำของชาวดัตช์ การได้ไปเยือนกรุงอัมสเตอร์ดัมเพื่อสัมผัสสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า เพราะเมืองแห่งนี้คือข้อพิสูจน์ว่าผู้คนอยู่ร่วมกับสายน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนได้รับการยกย่องให้เป็น “เวนิสแห่งทิศเหนือ” ที่โดดเด่นด้วยโครงข่ายคูคลองและสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างอัศจรรย์

ในอดีต การเดินทางข้ามซีกโลกต้องรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลนานนับเดือนปี ทว่าในวันนี้ “การบินไทย” ในฐานะสายการบินแห่งชาติ ได้เป็นสะพานเชื่อมโยงไทยกับเนเธอร์แลนด์ให้ใกล้ชิดกันยิ่งกว่าเคย ด้วยเส้นทางบินตรงใหม่ล่าสุด กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – อัมสเตอร์ดัม

เปลี่ยนความประทับใจบนหน้าประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นประสบการณ์จริง ให้เที่ยวบินของการบินไทยพาคุณลัดฟ้าข้ามทวีปไปทอดน่องริมคลองประวัติศาสตร์แห่งอัมสเตอร์ดัม พร้อมดื่มด่ำวัฒนธรรมของมิตรประเทศที่เคยร่วมสร้างความเจริญบนแผ่นดินไทย โดยได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นและบริการที่เหนือระดับ ราบรื่น สะดวกสบาย สมดั่งสโลแกน “Smooth as Silk”

ถึงเวลาเตรียมจัดกระเป๋า แล้วออกเดินทางไปตามรอยประวัติศาสตร์แห่งสายน้ำ ลัดฟ้าไปด้วยกันกับ “การบินไทย”

ภาพวาดคลอง และอาคารบ้านเรือนในกรุงอัมสเตอร์ดัม ผลงานของ Gerrit Berckheyde ในปี 1686 (พ.ศ. 2229) (ภาพจาก : Thyssen-Bornemisza National Museum ใน Wikimedia Commons)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ปริญญ์ เจียรมณีไชติชัย และบัณฑิต จุลาสัย. แผนจัดการน้ำของนายไฮเด. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม พ.ศ. 2555.

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. โจร โรคระบาด ชีวิตชาวนา และการจัดระบบชลประทานในทุ่งรังสิต สมัยรัชกาลที่ 5. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2554.

สุนทรี อาสะไวย์. (2521). การพัฒนาระบบการชลประทานในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2431 ถึง พ.ศ. 2493. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

รศ. ดร. อริยา อรุณินท์. การป้องกันน้ำท่วมเมือง : ประสบการณ์จากเนเธอร์แลนด์. วารสารธนาคารอาคารสงเคราะห์.

กรมชลประทาน. (2549). ย้อนรอยชลประทาน โฮมัน วัน เดอร์ ไฮเด มิถุนายน 2549. (ไม่ระบุโรงพิมพ์).


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 สิงหาคม 2569