| ผู้เขียน | ธนกร การิสุข |
|---|---|
| เผยแพร่ |
อังกฤษควบคุมกิจการข้าวไทย หลังสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัย ร.4 เป็นเจ้าของเครื่องสีข้าว-เงินทุน-เรือกลไฟ
หลังการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring Treaty) ระหว่างสยามกับอังกฤษในปี 2398 ระบบเศรษฐกิจของสยาม/ไทยก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล ระบบผูกขาดการค้าโดยพระคลังมหาสมบัติของราชสำนักกรุงเทพฯ และทุนนิยมขุนนางถูกแทนที่ด้วยระบบการค้าเสรีที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดและนายทุนต่างชาติโดยเฉพาะชาวอังกฤษ
สินค้าเกษตรของไทยอย่าง “ข้าว” กลายเป็นสินค้าสำคัญที่ตลาดต้องการ เพราะมีการซื้อขายเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ

เจมส์ อินแกรม (James C. Ingram) ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การค้าข้าวไทย เจ้าของงานศึกษาเรื่อง “Thailand’s Rice Trade and The Allocation Of Resources” ชี้ให้เห็นว่าความต้องการข้าวไทยในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นหลังลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริง และการเปิดคลองสุเอซซึ่งทำให้การขนส่งข้าวไปยังยุโรปรวดเร็วยิ่งขึ้น ราคาข้าวในตลาดเมืองไทยจึงพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ช่วงทศวรรษ 2390 ก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริง ข้าวไทยมีราคาอยู่ที่ 30-50 สตางค์ต่อหาบ แต่หลังสนธิสัญญาเบาว์ริง ก็เพิ่มขึ้นเป็น 2-2.50 บาทต่อหาบในช่วงทศวรรษ 2390-2400 และเพิ่มเป็น 5 บาทต่อหาบในช่วงทศวรรษ 2440
ความต้องการข้าวในตลาดเมืองไทยและตลาดโลกกระตุ้นให้มีการบุกเบิกที่ดินและขุดคลอง เกิดเมืองใหม่ที่กลายเป็นศูนย์กลางการปลูกข้าวในเขตที่ราบภาคกลางอย่าง “ธัญบุรี” ในปี 2445
การขยายตัวของตลาดค้าข้าวสร้างผลกำไรอย่างมากให้กับราชสำนักกรุงเทพฯ ผ่านการเก็บภาษีและสัมปทานต่าง ๆ
ส่วนนายทุนต่างชาตินั้น แต่ก่อนเข้าใจกันว่านายทุนจีนเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะควบคุมกิจการโรงสีข้าวแทบทั้งหมดในประเทศ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลักฐานและงานศึกษาทางประวัติศาสตร์กลับชี้ให้เห็นว่า คนที่ดูเหมือนจะได้ประโยชน์ที่สุดคือ นายทุนชาวอังกฤษ เพราะพวกเขาลงทุนในตลาดการค้าข้าวของไทยอย่างครบวงจร โดยเป็นเจ้าของเครื่องจักร เงินทุนสำหรับโรงสีและประกันภัย ไปจนถึงเรือกลไฟที่ใช้ขนส่งข้าวออกจากสยาม

งานศึกษาของชาร์ลส์ สจวร์ต เลคกี้ (Charles Stuart Leckie) ผู้เขียน “The Commerce of Siam in Relation to the Trade of the British Empire” กล่าวถึงเรื่องที่อังกฤษควบคุมกิจการข้าวไทยว่า
“หลังจากชาวบ้านนำข้าวไปยังโรงสีข้าวแล้ว เราพบว่าอุปกรณ์เครื่องจักรทั้งหมดเป็นของสกอตหรือไม่ก็อังกฤษ กระสอบบรรจุข้าวผลิตที่กัลกัตตาในโรงปอขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการสำคัญของอังกฤษในอินเดีย เรือกลไฟที่ขนข้าวก็เป็นเรืออังกฤษเป็นส่วนใหญ่ และสุดท้าย การเงินสำหรับการขนส่งก็ดำเนินการโดยธนาคารอังกฤษ
การส่งออกข้าวโดยตรงจากสยามไปยังประเทศต่าง ๆ อย่าง เยอรมนี, ชวา, มะนิลา, อเมริกาใต้ ทำโดยการสนับสนุนเงินทุนผ่านพ่อค้าแทบทั้งหมด ส่วนการประกันภัยระดับเล็กลงมา ทั้งประกันภัยโรงสีและประกันภัยทางทะเลสำหรับการขนส่ง ดำเนินการโดยบริษัทประกันภัยของอังกฤษเป็นหลัก
เมื่อดูที่กระบวนการจัดการข้าวหลังจากถูกเตรียมการในโรงสีแล้ว จะเห็นได้ว่าอังกฤษอีกนั่นเองที่เข้ามามีส่วนควบคุมอย่างมาก”
อังกฤษควบคุมกิจการข้าวไทยเรื่อยมาจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติการค้าข้าว พุทธศักราช 2489 รัฐบาลไทยก็สามารถดึงอำนาจควบคุมกิจการข้าวไทยจากมือนายทุนต่างชาติเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลไทยได้เป็นผลสำเร็จ
อ่านเพิ่มเติม :
- สนธิสัญญาเบอร์นีย์-เบาว์ริง “พระเอก-นางร้าย” (?) ที่พลิกโฉมหน้าสยาม
- จุดกำเนิดพ่อค้าชาว “จีน” กับธุรกิจ “โรงสีข้าว” ยุคแรกในสยาม จากความมั่งคั่งสู่การล้มละลาย
- “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ในไทยที่เกิดจากสนธิสัญญากับฝรั่ง ใช้เวลาถึง 68 ปี จึงสิ้นสุด
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กระทรวงพาณิชย์. “พระราชบัญญัติการค้าข้าว พุทธศักราช 2489.” สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569. https://www.moc.go.th/th/content/page/index/id/2511
ไชยันต์ รัชชกูล. อาณานิคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม การก่อรูปรัฐไทยสมัยใหม่จากศักดินานิยมสู่ทุนนิยมรอบนอก. แปลโดย พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์. กรุงเทพฯ: อ่าน, 2560.
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. “สนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring Treaty).” 18 พฤศจิกายน 2568. https://www.nat.go.th/คลังความรู้/รายละเอียด/ArticleId/1538/-Bowring-Treaty#prettyPhoto
อภิชาต สถิตนิรามัย และ อิสร์กุล อุณหเกตุ. “สุวรรณภูมิในอาเซียน : เศรษฐกิจการเมืองไทย ประชาธิปไตยไม่ลงหลักปักฐาน.” มติชน. 18 พฤศจิกายน 2564. https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_3047134
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 กรกฎาคม 2569





