| ผู้เขียน | พิมพ์ลภัส บัวคำ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ศึกไฮบิวรี 1934 อังกฤษเปิดบ้านเชือดอิตาลี แชมป์โลกยุคมุสโสลินี สมรภูมิแห่งสงครามระหว่างประเทศ
ในปี 1934 ประเทศอิตาลีได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม – 10 มิถุนายน ซึ่งทีมชาติอิตาลีคว้าชัยชนะในรอบชิงชนะเลิศเหนือทีมชาติเชโกสโลวาเกีย ด้วยผลประตู 2-1
แฟนบอลพูดกันว่าชัยชนะของทีมชาติอิตาลีครั้งนี้ มีมุสโสลินี ผู้นำระบอบเผด็จการฟาสซิสต์อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นเหตุให้อังกฤษที่เป็นเจ้าพ่อแห่งวงการลูกหนังติดต่อทีมชาติอิตาลี เพื่อนัดแข่งขันฟุตบอลนอกรอบ โดยอ้างว่า เป็นการแข่งขัน “กระชับมิตร”
การแข่งขันอิตาลี-อังกฤษ นัดกระชับมิตร จัดขึ้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1934 ที่สนามไฮบิวรี กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร แฟนบอลมองว่าแมตช์นี้เปรียบเสมือนกับนัดชิงดำ ตัดสินว่าทีมไหนคือทีมที่ดีที่สุดในโลกอย่างไม่เป็นทางการ

บรรยากาศการแข่งขันครั้งนั้น บรูโน โรกี (Bruno Roghi) นักข่าวแถวหน้าชาวอิตาลี นิยามสนามไฮบิวรีว่าเป็น “สมรภูมิแห่งสงครามระหว่างประเทศ” ส่วนฝ่ายสื่อมวลชนของอังกฤษได้จัดทำหนังสือพิมพ์ในเชิงเหยียดเชื้อชาตินักเตะอิตาลี โดยวาดภาพให้ทุกคนไว้หนวดเครา เพื่อล้อเลียนและลดทอนศักดิ์ศรีของทีมคู่แข่ง
ในฝั่งอิตาลีมี นิโคโล คาโรซิโอ (Niccolo Carosio) นักพากย์บอลชื่อดังที่ประกาศตัวว่าเกลียดอังกฤษ ระหว่างนั้นชาวอิตาลีต่างจับกลุ่มกันฟังการแข่งขันฟุตบอลผ่านวิทยุ บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นทั้งประเทศ

การแข่งขันครั้งนี้ได้สอดแทรกประวัติศาสตร์ระหว่างอิตาลีและอังกฤษไว้ กล่าวคือ ช่วงทศวรรษ 1930 ชาวอิตาลีอพยพเข้าไปทำงานในกรุงลอนดอน ทำให้สายตาของชาวอังกฤษมองว่าชาวอิตาลีเป็นชนชั้นแรงงาน รวมถึงติดภาพจำมาเฟีย หรือนักเลงเจ้าถิ่น และสร้างภาพให้ชาวอิตาลีดูน่าตลก
อีกทั้งปัจจัยทางการเมืองที่อิตาลีปกครองด้วยระบอบเผด็จการฟาสซิสต์และอังกฤษเป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนเริ่มเกมฝ่ายอิตาลีโค้งคำนับแบบฟาสซิสต์ ทำให้อังกฤษมองว่าทีมชาติฟุตบอลอิตาลีไม่ใช่เพียงแค่นักกีฬา แต่เป็นตัวแทนของมุสโสลินี
การแข่งขันนี้ดุเดือดมาก ในนัดนี้อิตาลีต้องเล่นด้วยผู้เล่น 10 คนเกือบทั้งเกม เพราะกองกลางตัวเก่งกระดูกเท้าแตกตั้งแต่ต้นเกม และยุคนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนตัวสำรอง
อังกฤษคะแนนนำห่างไป 3-0 ดูเหมือนว่าอิตาลีจะโดนถล่มยับ แต่อิตาลียังไม่ยอมพ่ายแพ้ เมื่อเริ่มครึ่งหลังมาได้ 4 นาที จูเซปเป เมอัซซา (Giuseppe Meazza) กองหน้าอิตาลี พยายามที่จะตีเสมออังกฤษด้วยยิง 2 ประตูรวด แม้ว่าอิตาลีจะพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว สุดท้ายการแข่งขันในครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษด้วยสกอร์ 3-2
เมื่อเรื่องไปถึงอิตาลี สื่อมวลชนได้ตีความใหม่จากฝ่ายพ่ายแพ้เป็นชัยชนะ จากรายงานของโรกีอ้างว่า “อิตาลีสู้ราวกับกองพันกลาดิเอเตอร์ และความพ่ายแพ้ครั้งนี้มีค่ามากกว่าชัยชนะถึงสองเท่า” ชาวอิตาลียกย่องสปิริตนักเตะชุดนี้ ทำให้ทีมชาติอิตาลีได้รับฉายาว่า เหล่าราชสีห์แห่งไฮบิวรี (lions of Highbury)

ศึกไฮบิวรีจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อตัดสินว่าทีมไหนเก่งที่สุด แต่เป็นการท้าทายความสามารถของทีมชาติอิตาลี เพราะทีมชาติอังกฤษไม่ยอมรับชัยชนะของอิตาลีที่ได้แชมป์โลกเมื่อ ค.ศ. 1934
ศึกลูกหนังระหว่างสองชาติในแมตช์ดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการขับเคี่ยวระหว่างระบอบการเมืองที่แตกต่างและเรื่องชาตินิยมที่เวลานั้นยังเข้มข้นมากในยุโรป
อ่านเพิ่มเติม :
- “เทพีไนกี้” (Nike) หรือ “เทพีแห่งชัยชนะ” บนถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกถ้วยแรก
- วิวัฒนาการลูกฟุตบอลในการแข่งขัน “ฟุตบอลโลก”
- เสื้อนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล ทำไมต้องสีเหลือง?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
Johh Foot. Football and Fascism: The National Game Under Mussolini by
Simon Martin, 2005. Accessed June 9, 2026. https://www.theguardian.com/books/2005/feb/19/featuresreviews.guardianreview9.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 กรกฎาคม 2569





