“กุลีจีน” แรงงานสำคัญเสี่ยงชีวิตจัดเก็บอุจจาระ สมัยรัชกาลที่ 5

พลตระเวน รัชกาลที่ 5 ปัญหาคลาสสิก พลตระเวน ประกอบเรื่อง จับโจรผู้ร้าย กุลีจีน
พลตระเวน สมัยรัชกาลที่ 5

“กุลีจีน” แรงงานสำคัญเสี่ยงชีวิตจัดเก็บอุจจาระ สมัยรัชกาลที่ 5

สังคมไทยผูกพันกับชาวจีนมานานหลายร้อยปี โดยเฉพาะต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งรกรากจำนวนมาก และทยอยเข้ามาเรื่อยๆ หลังจากนั้นอีกไม่น้อย

ชาวจีนในไทยประกอบอาชีพแตกต่างกันไปตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจในแต่ละยุค ส่วนน้อยสามารถค้าขายสั่งสมทุนรอนจนขยับสถานะขึ้นเป็นระดับ “เจ้าสัว” ขณะที่ส่วนใหญ่ยังต้องประกอบอาชีพรับจ้างเป็นแรงงาน เช่น สมัยรัชกาลที่ 3 ปรากฏหลักฐานว่าโรงงานน้ำตาลที่รุ่งเรืองเฟื่องฟู มีแรงงานชาวจีนทำงานอยู่จำนวนมาก

พอถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปประเทศหลายด้าน ชาวจีนก็ยังคงมีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ อย่างเมื่อครั้งมีการจัดตั้ง กรมสุขาภิบาล เพื่อจัดการดูแลเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย ชาวจีนได้เข้าไปเป็นแรงงานของบริษัทเอกชนในการจัดเก็บอุจจาระ ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจเสี่ยงชีวิตอยู่ไม่น้อย

ชาวจีน จิตรกรรมฝาผนัง วัดพระแก้ววังหน้า กุลีจีน
ชาวจีนในเมืองไทยใช้กระทะเหล็กทำอาหาร จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) กรุงเทพฯ

“กุลีจีน” กับภารกิจเสี่ยงตายเพื่อจัดเก็บอุจจาระ

การขับถ่ายทั้งหนักและเบาสร้างปัญหาเรื่องสุขอนามัยให้ชาวพระนครถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นความสกปรก กลิ่นเหม็น จึงเกิด “บริษัทสอาด” รับหน้าที่จัดเก็บอุจจาระตามบ้านเรือน โดยมีแรงงานชาวจีนเป็นผู้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ

ถ้าเป็นส้วมตามบ้านจะมีถังแจกให้ เจ้าของบ้านเสียค่าถังเทเดือนละราว 1 บาทถึง 6 สลึง ซึ่งใครจะใช้หรือไม่ใช้บริการของบริษัทก็ได้ ส่วนใครที่อยู่ใกล้ “เว็จสาธารณะ” (ส้วมสาธารณะ) ก็สามารถไปใช้ได้ โดยรัฐเป็นผู้เสียค่าเทถังให้บริษัท

ถึงเวลากลางคืน แรงงานจีนจะออกปฏิบัติการจัดเก็บของเสีย พวกเขาจะใช้วัว 2 ตัวลากรถบรรจุถังอุจจาระ รถนี้มีรูปร่างเหมือนตู้สี่เหลี่ยม มี 2 ล้อ ล้อเป็นไม้หุ้มด้วยวงล้อเหล็ก และใช้แกนเหล็กเหมือนล้อเกวียน มีคานลาก ตัวรถทั้ง 4 ด้านทำด้วยสังกะสีแผ่น ด้านหลังเป็นบานประตูเปิดได้ รถคันหนึ่งสามารถบรรจุถังได้ราว 30-40 ถัง ซึ่งถังนี้เป็นเหล็กหรือสังกะสีรูปร่างรีๆ ที่ล้างสะอาดแล้ว

สำเพ็ง แหล่งเที่ยวกลางคืน โรงโสเภณี โรงบ่อน โรงสูบฝิ่น เมืองไทยเป็นแดนสวรรค์ของนักอบายมุข กุลีจีน
สำเพ็ง ชุมชนชาวจีนเมื่อ พ.ศ. 2452 (ปลายรัชกาลที่ 5) เป็นย่านการค้าและแหล่งเที่ยวกลางคืน มีแหล่งรื่นรมณ์เกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งโรงโสเภณี โรงบ่อน และโรงสูบฝิ่น

พนักงานจะไปเก็บถังจากเว็จสาธารณะ รวมทั้งไปเคาะประตูบ้านเพื่อเก็บถังบรรจุอุจจาระมาใส่บนรถ แล้วเปลี่ยนถังใหม่ให้ คนเปลี่ยนถังจะหิ้วโคมหรือตะเกียงโป๊ะ มีตะขอเกี่ยวอยู่หลายคู่สำหรับเกี่ยวห้อยถัง

ถ้าบ้านไหนมีคนมาก ก็ตั้งมากกว่า 1 ถังขึ้นไป และถ้าบ้านไหนไม่สะดวกให้คนเปลี่ยนถังเข้าไปในบ้านตอนกลางดึก ก็สามารถนำถังมาวางไว้หน้าบ้านหรือริมถนนได้

มีเรื่องเล่าว่า แรงงานจีนบางคนทำถังบรรจุอุจจาระตกก็ใช้มือโกยจากพื้นใส่ถังเหมือนเดิม เป็นที่ขยะแขยงของคนทั่วไป แต่ถือเป็นเรื่องธรรมดาของพวกเขา

จัดเก็บแล้วก็ต้องกำจัด สมัยนั้นทำง่ายๆ ด้วยการเทลงคลองบางขุนพรหม และบางทีแรงงานจีนก็แจวเรือไปทิ้งตามคลองอื่นๆ เช่น คลองเตย คลองบางกะปิ แต่เมื่อน้ำในคลองแห้งก็ทำไม่ได้ จึงเอาใส่ถังตั้งไว้และเอาน้ำยาราด ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดับกลิ่น

ต่อมามีความคิดเอาไปทิ้งทะเล แต่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อยู่อาศัยในเรือนและตามแพ ที่สุดจึงต้องขุดหลุมตามสวนแล้วเทอุจจาระลงไป

พลตระเวน กุลีจีน
ภาพวาดพลตระเวนในสมัยรัชกาลที่ 5-6

แม้เป็นการทำงานกำจัดของเสียที่ไม่มีใครต้องการ แต่สมัยนั้นทัศนคติที่ผู้คนมีต่อกุลีจีนจัดเก็บอุจจาระไม่ค่อยดีนัก

เอกสารของบริษัทสอาดระบุว่า แรงงานจีนมักถูกพลตระเวนทำร้ายอยู่เสมอ อย่างเมื่อแจวเรือนำอุจจาระไปทิ้งคลองใด หากพลตระเวนพบเข้าก็จะตีหรือจับกุมแรงงานจีนอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังถูกชาวบ้านเอาก้อนหินหรืออิฐปาใส่อยู่เสมอ

เมื่อเกิดเหตุขึ้นต่อเนื่อง ทำให้หาแรงงานจีนมาทำงานได้ยากและยังต้องจ่ายค่าจ้างแพง

เรื่องนี้เป็นที่รับรู้ในสังคมอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังทรงแสดงทัศนะไว้ว่า “อาชีพเช่นนี้แม้ถ้าทางรัฐจะยึดมาให้เป็นการสงเคราะห์แก่พวกกรรมกรไทยที่ว่างงาน ก็เห็นจะไม่มีใครรับทำ”

จากสถานการณ์ที่ว่ามา จึงไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่า งานจัดเก็บอุจจาระถือเป็นภารกิจเสี่ยงตายของกุลีจีนสมัยนั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

มนฤทัย ไชยวิเศษ. ประวัติศาสตร์สังคมว่าด้วยส้วมและเครื่องสุขภัณฑ์ในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน, 2566.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 ตุลาคม 2568