
| ผู้เขียน | กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม |
|---|---|
| เผยแพร่ |
เหตุการณ์ช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย เรื่องราวช่วงนี้ถูกวิพากษ์ ตีความ ถกเถียงกันด้วยหลักฐานเกี่ยวข้องมากมาย เพื่อหาคำตอบว่าในกลียุคปลายกรุงธนบุรี ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?
หลักฐานที่เล่าถึง “อารมณ์” ของผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์ครั้งนั้น “อาจ” แทรกอยู่ในหลักฐานที่บางคนไม่คิดว่าจะ “ซื่อตรง” กับข้อเท็จจริงนัก แต่หากนำมาพินิจพิเคราะห์ก็จะเห็นร่องรอยบางอย่างแฝงอยู่ จึงขอเสนอข้อมูลจาก “โคลงสรรเสริญพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์” เพื่อประกอบการศึกษาอีกชิ้น
“กลียุคปลายกรุงธนบุรี” ในโคลงสรรเสริญฯ รัชกาลที่ 1
โคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ ของ พระชำนิโวหาร นี้ แต่งขึ้นเพื่อ “ยอพระเกียรติ” รัชกาลที่ 1 อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา และสอดแทรกเหตุการณ์บ้านเมืองไว้ไม่น้อย ทั้งนี้ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงสันนิษฐานว่า เป็นไปได้ว่าพระชำนิโวหารจะเป็นคนร่วมสมัยและเขียนพรรณนาขึ้นจากประสบการณ์ตรงหรือตามตาเห็น
เนื้อหาตอนต้นของโคลงเป็นไปตามแบบแผน คือกล่าวสดุดีสรรเสริญพระเกียรติ ว่าด้วยเรื่องปราบปรามยุคเข็ญ คือ
ฟ้า แจ่มเดือนแจ้งเจตร มาศา
ฟ้า วายอดฟ้ามา ดับเศร้า
ฟ้า ฝนตกอันตรา เย็นไพร่ เมืองนา
ฟ้า ร่ำร้องเรียกเจ้า ผ่านฟ้ามาครอง ฯ
ต่อด้วยเล่าถึงตอนที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) เสด็จนำทัพไปปราบเขมรได้ชัยชนะ ดังว่า
ปางปิ่นนายกย้าย พลหาญ
เสด็จดำเนินไปผลาญ ละแวกเว้
ชาวกัมพุชบ่อธาร ทนเดช
เพื่อพระเปนเอกเอ้ กัตวล้ำเฉลิมกรุงฯ

ถัดมาเป็นฉากเหตุการณ์ความวุ่นวายในพระนครกรุงธนบุรี ผู้เขียนถึงขั้นใช้คำว่า “กลียุค” ในเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
ฝ่ายธนนัคเรศร้อน รนทรวง
ปวงราษฎร์หญิงชายปวง คร่ำไห้
สมณเดือดแดดวง จิตรขุ่น
ศิกษ์เสื่อมเสียแหล่งไหล้ หลีกเร้นแรมพง ฯ
เงียบเหงาเหย้าใหญ่รั้ว เรือนขุน นางเอย
เมียมิ่งหมดหม่อมคุณ ขุ่นข้อง
อุณห์อกราษฎร์ราวกุณฑ์ บังเกิด
เซ็งแซ่ซุบซิบพร้อง พร่ำพร้องติฉิน ฯ
พระลานดาลเดือนฟุ้ง ไฟเข็ญ
เสียงหวีดกรีดกราดเห็น ห่อนได้
กะลียุคอย่างจักเปน ควันพลุ่ง แล้วเฮย
มาตรว่ามิตรฤๅใกล้ กลับดั้นเดินหนี ฯ
ฝูงชนกลัวโจทนั้น อุปมา
แม้นมฤคยั่นพยัคฆา คาบคั้น
เสียแหล่งละคฤหา หวังคลาศ ไภยพ่อ
บางหมู่เมือมารคดั้น เถื่อนลี้หลบสกนธ์ ฯ
เคหะถานปานป่าช้า เงียบเหงา
อึงแต่พวกพาลเมา หมู่ฟ้อง
จับมาเฆี่ยนขับเอา ทรัพย์สิ่ง สินนา
ผูกตรากล่ำบากต้อง โทษไง้เอาเงิน ฯ
ดวงจันทราทิตย์ทั้ง ดารก
มัวมืดเมฆมาปก ปิดไว้
พิกลเกิดลามก ธุมเกตุ
อุบัติกาบาตใต้ ตากคว้างขวัญหาย ฯ
โคลงนี้จึงเป็น “คำให้การ” กลาย ๆ ที่เล่าถึงความไม่สงบในพระนคร จนเป็นเหตุให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับกลางคันจากศึกเขมร มาปราบปราม “ผู้ก่อเหตุ” เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
คือองค์หริรักษเรื้อง รามา ธิราชเฮย
ปราบอสุรพาลา เหล้าร้าย
เสด็จแสดงมหิทธิมหา สุรภาพ
มาเตรียกตรีภพผ้าย แผ่นฟ้าสาธุการ ฯ
หลังเหตุการณ์สงบราบคาบ “ผู้ร้าย” (ฝ่ายพระยาสรรค์) ก็ได้รับโทษทัณฑ์ตามเหตุ ดังนี้
ผู้ผิดแท้ท่านให้ ลงทัณฑ์
โทษฆ่าจองไปฟัน เสียบเกล้า
น้อยโทษผ่อนผัน ภาคโทษ ให้แฮ
ถอนแผ่นดินสิ้นเศร้า เสื่อมเสี่ยนนามหนาม ฯ

จะเห็นว่าโคลงเล่าถึงกลียุคปลายกรุงธนบุรีและความทุกข์ยากของไพร่ฟ้าราษฎร โดยไม่แตะต้องข้องแวะ หรือ “โทษ” ไปถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโดยตรงเลย แต่เป็น “พวกพาลเมาหมู่ฟ้อง” ต่างหากที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
อ่านเพิ่มเติม :
- คำให้การ วันประหาร “พระเจ้าตาก” ฉากสุดท้ายกรุงธนบุรี
- “พระเจ้าตากสินล่องหน หลบท่อนจันทน์” ปวศ.ชาวบ้าน ปวศ.แห่งจินตนิยาย
- “ขุนหลวงตากเป็นบ้าหรือ?”: พระวินิจฉัยกรมพระยาดำรงฯ เรื่องสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
หลง หลายเสือ. กลียุค ปลายกรุงธนบุรี ในโคลงสรรเสริญพระเกียรติรัชกาลที่ 1. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน พ.ศ. 2545.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กันยายน




