
| ผู้เขียน | กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ข้อเรียกร้องของอังกฤษต่อไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (WW2) คืออะไร? ทำไมสหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาช่วยเหลือไทย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะทูตทหารเป็นคณะผู้แทนไทย เพื่อเดินทางไปเจรจากับรัฐบาลอังกฤษที่ประเทศศรีลังกา เพื่อเจรจาข้อตกลงทางทหารอันจะเป็นการเปิดทางให้กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในไทย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120,000 นาย
คณะดังกล่าวประกอบด้วย พล.ท. ศักดิ์ เสนาณรงค์ เป็นหัวหน้าคณะ, พล.ร.ต. แชน ปัจจุสานนท์, พ.อ. สุรจิต จารุเศรณี, พ.อ. เนตร เขมะโยธิน, น.ท. ทวี จุลละทรัพย์, พ.ต. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เสรีไทยสายอังกฤษ, ร.อ. เฉลิมศักดิ์ จุฑาพงศ์ และนายทวี ตะเวทิกุล มือกฎหมายและผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศ
การประชุมเจรจาระหว่างคณะผู้แทนไทยและอังกฤษ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2488 โดยมีลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบตเทน (Lord Louis Mountbatten) ผู้บัญชาการสูงสุดภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นประธาน
อังกฤษได้ยื่นเอกสาร “ข้อตกลงชั่วคราว” จำนวน 21 ข้อ (Temporary Military Agreement No. 1 and 2) แก่ไทย นอกจากสาระสำคัญเรื่องปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในไทยแล้ว ยังมีประเด็นอื่นที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้แก่คณะผู้แทนไทยอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น กำหนดให้ไทยต้องยุบองค์กรทางทหาร, การควบคุมกองทัพไทยผ่านที่ปรึกษาของอังกฤษ, การอนุญาตให้ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรใช้เมืองท่าของไทยและเดินทางได้อย่างเสรีทั่วราชอาณาจักร, การให้เรือพาณิชย์ของไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายสัมพันธมิตร, ห้ามส่งออกสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว ดีบุก ยางพารา และไม้สัก เว้นแต่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ของฝ่ายสัมพันธมิตร อีกทั้งยังมีการกำหนดนโยบายทางการเงินของไทยในช่วงระยะเวลาหนึ่งอีกด้วย
ข้อตกลงชั่วคราวที่ขยายขอบเขตครอบคลุมเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในการคาดคิดของไทยมาก่อน โดยอังกฤษกำหนดให้ไทยลงนามข้อตกลงภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งนายทวี ตะเวทิกุล ถึงกับมีอาการหน้าแดง และกล่าวว่า “กำลังจะเป็นไข้” และ พ.อ. เนตร เขมะโยธิน ถึงกับกล่าวว่า “ไม่ต่างอะไรกับการยอมเป็นทาสไปชั่วระยะหนึ่ง”
คณะผู้แทนไทยได้แจ้งเรื่องไปยังรัฐบาลไทย เพื่อสอบถามความเห็นเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของอังกฤษ ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นมีท่าทีว่าไทยจะต้องยอมรับ “ข้อตกลงชั่วคราว” นี้ไปก่อน เพราะสถานการณ์อาจจะบานปลายจนเกิดผลเสียที่เลวร้ายกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ไทยได้พยายามดึงสหรัฐอเมริกาเข้ามามีส่วนร่วมในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วย โดยได้ลอบส่งเอกสารร่างข้อตกลงให้กับผู้แทนกองทัพอเมริกัน น.ท.ทวี จุลละทรัพย์ ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า
“ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้เรียนท่านหัวหน้าขออนุญาตให้ข้าพเจ้าออกจากห้องประชุมเพราะไม่สะบายท้อง…หลอดหลุยฯ บอกให้ข้าพเจ้าไปหาหมอในกองบัญชาการของเขา…ข้าพเจ้ารับข่าวแล้วรีบออกไปจากห้องพร้อมกับสัญญาทั้งปึกติดตัวไปด้วย…
ข้าพเจ้ารีบไปพบผู้แทนของกองทัพอเมริกัน คือ พลจัตวา ทิมเบอร์แมน ซึ่งกำลังพักอยู่ที่บ้านรับรองแห่งเดียวกับข้าพเจ้าแล้วส่งสัญญาที่เราจะต้องเซ็นกับอังกฤษให้เขาอ่าน เขาอ่านอย่างรวดเร็วพอหมดหน้าสุดเขาก็อุทานออกมาดังๆ ว่าไทยไม่ใช่ศัตรูของเรา อังกฤษไม่ควรทำเช่นนี้เขาจะรีบติดต่อทางวอชิงตันเดี๋ยวนี้…พลจัตวา ทิมเบอร์แมนได้กำชับข้าพเจ้าว่าอย่าให้คนไทยเซ็นสัญญาฉบับนี้เป็นอันขาด…”
เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของอังกฤษต่อไทยจึงประท้วงไปยังรัฐบาลอังกฤษ เนื่องจากการเจรจาครั้งนี้เป็นความตกลงในนามฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่ใช่แค่อังกฤษประเทศเดียว แต่รัฐบาลอังกฤษไม่ได้แจ้งรายละเอียดให้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาทราบก่อน และมองว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยจนเกินควร

การแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาจึงส่งผลให้อังกฤษปรับลดข้อเรียกร้องลง โดยยอมลงนามในข้อตกลงชั่วคราวทางการทหาร เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2488 ซึ่งประกอบด้วยข้อตกลง 4 ข้อ มีสาระสำคัญคือ ให้ไทยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรในการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น และช่วยเหลือเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรในไทย
ครั้งนี้ ไทยจึงสามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด และแม้ว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงชั่วคราว แต่สภาวะสงครามระหว่างไทยกับอังกฤษยังไม่ยุติ โดยรัฐบาลอังกฤษเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแต่งตั้งคณะผู้แทนชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็ม เพื่อมาเจรจายุติสถานะสงครามระหว่างไทยและอังกฤษต่อไป
อ่านเพิ่มเติม :
- ข้อเท็จจริงที่ทำให้ไทย “ไม่แพ้” ใน “สงครามโลกครั้งที่ 2” ไม่ใช่เพราะไทย เพราะนโยบายสหรัฐ?
- ไทยเกือบต้องเป็น “รัฐในอารักขา” ของอังกฤษ หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ปเรตร์ อรรถวิภัชน์. “จากเงาญี่ปุ่นสู่สัมพันธมิตร : ไทยในสมรภูมิเจรจายุติสงครามโลกครั้งที่ 2” ใน ศิลปวัฒนธรรม, กันยายน 2568.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 กันยายน 2568




