| ผู้เขียน | วิภา จิรภาไพศาล |
|---|---|
| เผยแพร่ |
“แชร์ลูกโซ่” เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศหลายครั้ง แต่ละครั้งก็มีผลกระทบกับผู้คนจำนวนมาก และมีมูลค่าความเสียหายมหาศาล
แม้จะเรียกว่า “แชร์ลูกโซ่” แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ “การเล่นแชร์”เลย หากมันคือพัฒนาการผิดๆ ใน “ธุรกิจขายตรง” ซึ่งคำว่า“ขายตรง” พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 อธิบายว่า “ขายสินค้าโดยมีตัวแทนนำเสนอขายผู้ซื้อโดยตรง ไม่ผ่านร้านค้า”
ธุรกิจขายตรง
ประเทศแรกของโลกที่เริ่ม “ธุรกิจขายตรง” คือ สหรัฐอเมริกา ราวทศวรรษที่ 1860 หลายบริษัทส่งพนักงานไปสาธิต, แนะนำ, ขาย ฯลฯ โดยตรงกับผู้บริโภค ในจำนวนนั้นมีบางบริษัทที่เป็นที่รู้จักของคนไทย ตัวอย่างเช่น
บริษัท แคลิฟอร์เนีย เพอร์ฟูม (หรือ บริษัท เอวอนโปรดักส์ ในเวลาต่อมา) ที่ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ก่อตั้งเมื่อปี 1886 และทำการตลาดโดยการ “ขายตรง” ดึงดูดผู้หญิงจำนวนมากมาสู่แวดวงธุรกิจ และในปี 1900 เอวอนสร้างยอดขายต่อปีมากกว่า 200,000 เหรียญสหรัฐ
บริษัท ทัปเปอร์แวร์ เจ้าผลิตภัณฑ์บรรจุและจัดเก็บอาหารที่ทำจากพลาสติก ในยุคที่พลาสติกยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ปี 1951 ผู้บริหารทัปเปอร์แวร์ปรับกลยุทธ์การตลาดและการขาย โดยจัด โฮมปาร์ตี้ (Home Party) สาธิตผลิตภัณฑ์ และให้ลูกค้าได้ศึกษาสินค้าด้วยตัวเอง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี และยังจ้าง บราวนี ไวส์ (Brownie Wise) นักการตลาดชื่อดัง มาออกแบบระบบขายตรงให้บริษัทและตัวแทนขาย
SLM ถึง MLM
หากที่กล่าวไปนั้น “การขายตรง” ยังดำเนินการด้วย “การจ่ายผลตอบแทนแบบชั้นเดียว” (SLM-Single Level Marketing) แต่ในปี 1959 บริษัท แอมเวย์ แจ้งเกิดในตลาดขายตรง ด้วย “ระบบการตลาดหลายชั้น” หรือ “แบบเครือข่าย” (MLM-Multi-Level Marketing) ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนมีธุรกิจเป็นของตนเอง ทำให้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด, อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ, เครื่องกรองน้ำ ฯลฯ ภายใต้ยี่ห้อ “แอมเวย์” เป็นที่รู้จัก
ทศวรรษ 1980 ธุรกิจขายตรง ก้าวสู่ยุคของ MLM หรือ ระบบการตลาดหลายชั้น โดยแต่ละบริษัทนำระบบไปปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วนให้สอดคล้องกับสินค้าและนโยบายของตนเอง ในปี 1985 จึงมีการก่อตั้ง “สมาคมธุรกิจการตลาดแบบหลายชั้น” เพื่อตอบรับการเพิ่มจำนวนของบริษัทขายตรงที่ใช้ระบบดังกล่าว
ขายตรงในไทย
ประมาณปี 1969 (พ.ศ. 2512) ทัปเปอร์แวร์ เข้ามาทำการตลาดในประเทศไทย, ปี 1978 (พ.ศ. 2521) เอวอนก็เข้ามาตั้งบริษัทสาขาที่ 22 ของตนเองในไทย, ปี 1987 (พ.ศ. 2530) แอมเวย์เข้ามาพร้อมกับระบบ MLM
เมื่อมูลค่าของธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้นทุกปี บริษัทต่างๆ จึงรวมตัวกันก่อตั้ง “สมาคมขายตรงไทย” ในปี 1983 (พ.ศ. 2526) ขณะที่สินค้าจากบริษัทขายตรงเหล่านี้ก็มีให้เลือกใช้มากขึ้น เช่น นู สกิน, เฮอร์บาไลฟ์, มิสทิน, กิฟฟารีน ฯลฯ
ปี 2002 (พ.ศ. 2545) เริ่มมีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545” เนื่องจากเริ่มมีการระบาดของธุรกิจแอบแฝงที่เรียกว่า “แชร์ลูกโซ่”
ความแตกต่าง
ขณะที่ “ธุรกิจขายตรง” มุ่งขายสินค้าหรือบริการโดยตรงกับผู้บริโภค โดย “ผู้จำหน่ายอิสระ” หรือ “ตัวแทนขายตรง” เป็นผู้นำสินค้า/บริการไปอธิบายหรือสาธิตสรรพคุณกับผู้บริโภค ต่างจากธุรกิจทั่วไป ที่ขายผ่านหน้าร้านหรือพ่อค้าคนกลาง
ส่วน “แชร์ลูกโซ่” มุ่งหารายได้จากการระดมเงินเป็นหลัก มิได้มีการขายสินค้าและบริการเหมือนธุรกิจขายตรง มีการสัญญา (ปากเปล่า) ว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ที่สูง ช่วงแรกมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตรงตามเวลาแก่ผู้ร่วมลงทุน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้เกิดการชักจูงในการเข้าร่วมลงทุน

แชร์ลูกโซ่นี้เองที่กลายเป็นปัญหาในเวลาต่อมา เนื่องจากผู้ทำธุรกิจหลายรายใช้วิธีหลอกลวงประชาชน จนสร้างความเสียหายต่อธุรกิจโดยรวม
คลิกอ่านเพิ่ม :
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง
ไม่ระบุชื่อผู้เขียน. “ประวัติความเป็นมาของธุรกิจขายตรง” ใน, http://www.tdsa.org
อาบิดะ บริพันธ์. “ธุรกิจเครือข่าย : พัฒนาการขายตรงที่ก้าวไกล” ใน, วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2552.
จอมพล ภัยลี้. ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจขายตรง : ศึกษากรณีการจดทะเบียนและจ่ายผลตอบแทน, สารนิพนธ์หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พ.ศ. 2565.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 ตุลาคม 2567





