สำรวจวรรณกรรมจีน “สามก๊ก-ไซ่ฮั่น” ถึงนิยายกำลังภายในแปรสู่วรรณกรรมเขมรอย่างไรบ้าง

จิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “สามก๊ก” ภายในพระอุโบสถวัดประเสริฐสุทธาวาส ธนบุรี

บทคัดย่อ

บทความเรื่องนี้ต้องการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมจีนและวรรณกรรมเขมร จากการศึกษาพบว่าวรรณกรรมจีนมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมเขมรใน ๒ ลักษณะ กล่าวคือ ประเภทที่ ๑ คือวรรณกรรมเขมรที่แปลจากวรรณกรรมจีน วรรณกรรมเขมรกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่แปลขึ้นจากวรรณกรรมจีนซึ่งส่วนหนึ่งแปลผ่านฉบับแปลภาษาไทย เช่น สามก๊ก ที่แปลจากฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และไซ่ฮั่น กับวรรณกรรมที่แปลจากภาษาจีนโดยตรงซึ่งมักแปลจากนวนิยายกำลังภายใน ส่วนประเภทที่ ๒ วรรณกรรมเขมรที่แต่งโดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจากวรรณกรรมจีน คือวรรณกรรมเขมรที่ได้นำเค้าโครงเรื่องจากวรรณกรรมจีน แต่ได้นำมาประยุกต์ ปรับปรุง และแต่งขึ้นใหม่ในรูปแบบคำประพันธ์ของเขมรเอง วรรณกรรมเขมรเหล่านี้ได้แก่เรื่อง เจียวกุน เต็กเช็ง หานบวน และเรื่องการสนทนาระหว่างกุมารกับนักปราชญ์ขงจื๊อ เป็นต้น อย่างไรก็ดีความนิยมเรื่องจีนในวงวรรณกรรมเขมรน่าจะมีไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับวรรณกรรมจีนที่แปลเป็นภาษาไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ความนิยมอีกส่วนหนึ่งเป็นอิทธิพลที่รับจากละคร “บาสัก” และอิทธิพลความนิยมเรื่องจีนจากประเทศไทย

บทนำ

จีนเป็นอู่อารยธรรมเอเชียอีกแหล่งหนึ่งนอกจากอินเดีย ด้วยความที่มีความเจริญทางวัฒนธรรมอันยาวนาน วัฒนธรรมจีนจำนวนหนึ่งจึงมีการถ่ายเทสู่ประเทศใกล้เคียงโดยเฉพาะในประเทศที่มีชาวจีนเดินทางเข้าไปค้าขายหรือเข้าไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน เพราะชาวจีนเหล่านั้นยังคงรักษาวัฒนธรรมและประเพณีในด้านต่างๆ ของตนไว้อย่างครบถ้วน แม้ในเวลาต่อมาจะมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ บ้างแต่ยังคงมีลักษณะเฉพาะของกลุ่มชาวจีนให้สังเกตได้

ประเทศกัมพูชาเพื่อนบ้านใกล้ชิดของประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีชาวจีนโพ้นทะเลเข้ามาติดต่อค้าขาย กระทั่งอยู่อาศัยตั้งหลักแหล่งทำมาหากินเป็นเวลานานมาแล้วตั้งแต่สมัยฝูหนาน (ฟูนัน) ด้วยพบหลักฐานที่เป็นเอกสารของราชทูตจีนที่เดินทางเข้ามาในสมัยนั้นได้บันทึกไว้และมีการอ้างอิงสืบเนื่องมาในเอกสารจีนชั้นหลังด้วย

ถึงสมัยพระนคร จากหลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าน่าจะมีชาวจีนอาศัยอยู่ในกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ลวดลายศิลปะต่างๆ ที่ปรากฏ ณ ศาสนสถานในสมัยพระนครนี้มีลวดลายจีนผสมผสานปะปนอยู่ด้วย ทั้งยังปรากฏภาพชาวจีนในภาพสลักนูนต่ำที่ระเบียงปราสาทบายน พระนครหลวง และยิ่งชัดเจนมากขึ้นในบันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีเจินละของ “โจวต๋ากวาน” ที่เดินทางเข้ามายังกัมพูชาสมัยพระเจ้าศรีศรินทรวรมัน

นอกเหนือจากความสัมพันธ์ในฐานะผู้อาศัยพึ่งโพธิสมภารของชาวจีนในประเทศกัมพูชาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานความนิยมหรืออิทธิพลวรรณกรรมจีนในประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด จวบจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕ จึงปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมจีนกับวรรณกรรมเขมร บทความเรื่องนี้ผู้เขียนต้องการที่จะเสนอภาพรวมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมจีนกับวรรณกรรมเขมรซึ่งน่าจะยังไม่ค่อยมีผู้ให้ความสนใจ เพื่อเปิดประเด็นในการศึกษาเปรียบเทียบอิทธิพลของวรรณกรรมจีนในวรรณกรรมไทยและวรรณกรรมเขมรต่อไป

วรรณกรรมจีนในวรรณกรรมเขมร

ฆีง หุก ฑี นักวรรณกรรมเขมร กล่าวถึงอิทธิพลวรรณกรรมจีนในวรรณกรรมเขมรว่า เอกสารเขมรประเภทต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ตามหอสมุดต่างๆ ทั้งในประเทศกัมพูชาและในทวีปยุโรปมีเอกสารเขมรที่เกี่ยวกับเรื่องจีนน้อยมาก ถ้าคิดก็จะประมาณ ๑ ใน ๑,๐๐๐

แม้ว่าวรรณกรรมจีนจะมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมเขมรไม่มากนัก แต่เรื่องที่น่าจะนำมาศึกษาคืออิทธิพลวรรณกรรมจีนในวรรณกรรมเขมรมีความแตกต่างจากอิทธิพลวรรณกรรมอินเดียในวรรณกรรมเขมรอย่างไร

จากการศึกษาเปรียบเทียบภาพรวมระหว่างอิทธิพลวรรณกรรมจีนกับอิทธิพลวรรณกรรมอินเดียในวรรณกรรมเขมรพบว่ามีความแตกต่างกันคือ การรับอิทธิพลวรรณกรรมจีนในวรรณกรรมเขมรนั้นค่อนข้างรับมาในลักษณะ “การแปล” โดยไม่ได้แก้ไขหรือปรับวรรณกรรมจีนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมเขมรมากนัก

แต่สำหรับวรรณกรรมอินเดียที่มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมเขมรในสมัยหลังพระนครเป็นอิทธิพลในลักษณะที่มีการกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมเขมรด้วย เช่น เรื่องรามายณะของอินเดียที่ถูกดัดแปลงจนมีรูปเป็น “รามเกรฺติ์ (เรียมเกรติ์)” ส่วนวรรณกรรมจีนเรื่อง “ไซ่ฮั่น” เมื่อเขมรรับเข้ามาก็ยังคงเป็น “ไซ่ฮั่น” แบบจีนอยู่นั่นเอง

อย่างไรก็ดีมีงานวรรณกรรมจีนบางเรื่องที่เขมรรับมาเฉพาะโครงเรื่องแล้วแต่งโดยใช้รูปแบบคำประพันธ์ร้อยกรองเขมรแทนที่จะแต่งเป็นร้อยแก้วตามต้นฉบับเดิม เช่น เรื่องเจียวกุน (ชาวคุน) หรือเรื่องเต็กเช็ง เป็นต้น

เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการประพันธ์วรรณกรรมเขมรที่ได้รับอิทธิพลวรรณกรรมจีน อาจจัดแบ่งออกได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ

๑. วรรณกรรมเขมรที่แปลจากวรรณกรรมจีน

๒. วรรณกรรมเขมรที่แต่งโดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจากวรรณกรรมจีน

วรรณกรรมเขมรที่แปลจากวรรณกรรมจีน

วรรณกรรมเขมรที่แปลจากวรรณกรรมจีน หมายถึงวรรณกรรมเขมรที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมจีนในลักษณะของการแปล ดังนั้นจึงยังคงรักษารูปแบบวรรณกรรมจีนตามต้นฉบับเดิมไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบคำประพันธ์ให้ต่างจากเดิมมากนัก วรรณกรรมเขมรในกลุ่มนี้ได้แก่ “ไซ่ฮั่น” และ “สามก๊ก” ฉบับภาษาเขมร

วรรณกรรมเขมรที่แปลจากวรรณกรรมจีนสามารถแบ่งออกได้ ๒ กลุ่ม ตามที่มาของเรื่อง คือ

๑. วรรณกรรมเขมรที่แปลจากวรรณกรรมจีนผ่านวรรณกรรมไทย

วรรณกรรมเขมรกลุ่มนี้เป็นวรรณกรรมเขมรที่แม้จะแปลจากวรรณกรรมจีนก็จริง แต่มิได้รับการแปลจากต้นฉบับภาษาจีนโดยตรง หากแปลผ่านวรรณกรรมไทยอีกทอดหนึ่ง วรรณกรรมเขมรที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ สามก๊กฉบับภาษาเขมร เป็นต้น

ฆีง หุก ฑี กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมไทยกับวรรณกรรมเขมรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแปลวรรณกรรมจีนไว้ว่า “…เรื่องเหล่านี้เข้ามาตามช่วงที่วัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๘ จนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ วรรณกรรมเขมรได้รับวัฒนธรรมไทย วรรณกรรมจีนได้เข้ามาตามไทยด้วย ตัวอย่างเรื่องจีน สามก๊ก กับไซ่ฮั่นมีแปลเป็นภาษาไทยในศตวรรษที่ ๑๙ ด้วย…”

ภาพสลักหินเรื่อง “สามก๊ก” ที่พาไลพระอุโบสถวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ธนบุรี

เหตุที่เรื่องจีนได้รับความนิยมมากเนื่องจากความเจริญด้านการพิมพ์ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นต้นมา หนังสือพิมพ์ภาษาเขมรได้ถือกำเนิดขึ้น เช่น หนังสือ “กัมพุชสุริยา” ที่เป็นวารสารวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๙, หนังสือ “สฺรุกแขฺมร (เมืองเขมร)” เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ หนังสือ “นครวตฺต (นครวัด)” เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๙

วารสารภาษาเขมรที่เกิดขึ้นนี้นิยมลงเรื่องจีนด้วย สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นความนิยมที่แพร่มาจากประเทศไทย เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนี้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับของไทยต้องลงเรื่องจีน เนื่องจากประชาชนนิยมอ่านเรื่องจีนแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสามก๊กฉบับภาษาเขมร

นอกจากนี้ยังมีการแสดงละคร “บาสัก” ซึ่งเป็นละครเขมรที่ได้รับอิทธิพลมาจากละครจีนและละครเวียดนาม ก็นิยมนำเรื่องจีนมาเล่น เรื่องที่นิยมมากได้แก่ สามก๊ก, เจียวกุน, โลจา (หรือหล่าจา ในเรื่องห้องสิน), ซิยิ่นกุ้ย และเต็กเช็ง ทำให้วรรณกรรมจีนเป็นที่นิยมแพร่หลายในกัมพูชาด้วย

“สามก๊ก” ฉบับภาษาเขมร แปลโดยออกญาวิบุลราชเสนา (นูกน) ลงพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร “กัมพุชสุริยา” เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ เล่มที่ ๒ โดยชี้แจงว่าเรื่องนี้แบ่งเป็นบท มีทั้งหมด ๗๘ บท แต่ไม่ทราบว่าลงพิมพ์ในกัมพุชสุริยาจนจบสมบูรณ์หรือไม่

ที่มาของ “สามก๊ก” ฉบับภาษาเขมรนี้ ญุก แถม บรรณาธิการวารสาร “กัมพุชสุริยา” ได้เขียนคำนำอธิบายเรื่อง “สามก๊ก” ไว้ในวารสารกัมพุชสุริยา เล่ม ๒ ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ว่า

“...เฉพาะประเทศเสียม [ไทย] ได้แปลเรื่องสามก๊กจากภาษาจีนเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕ ตรงกับ ค.ศ. ๑๘๐๒ ในสมัยที่ยังไม่มีโรงพิมพ์สำหรับพิมพ์หนังสือเผยแพร่เลย เมื่อถึงสมัยที่เกิดโรงพิมพ์สำหรับพิมพ์หนังสือต่างๆ ได้แล้ว ก็จัดการพิมพ์เรื่องสามก๊กนี้เผยแพร่เป็นหลายครั้ง เรื่องสามก๊กที่จัดการพิมพ์ครั้งหลังที่สุดในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ [ค.ศ. ๑๙๒๗]

สันนิษฐานว่าฉบับพิมพ์ครั้งหลังนี้เองที่ออกญาวิบุลราชเสนา (นูกน) ผู้แทนราษฎรได้แปลออกเป็นเขมรภาษาจบครบสมบูรณ์แต่ไม่มีโอกาสจะเผยแพร่เรื่องนี้ต่อมาอีกหลายปี ภายหลังสุดท่านได้นำสำเนาแปลเรื่องสามก๊กมามอบให้พุทธศาสนบัณฑิตย์เพื่อให้จัดการพิมพ์เผยแพร่ตามต้องการ

ข้าพเจ้าขอกล่าวเป็นตัวแทนในนามพุทธศาสนบัณฑิตย์ขอแสดงความขอบคุณท่านออกญาวิบุลราชเสนา (นูกน) และขอสรรเสริญความพยายามที่ได้พยายามขวนขวายแปลเรื่องอันยาวนี้จนครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงแต่ในโอกาสทุกวันนี้พุทธศาสนบัณฑิตย์ไม่สามารถจัดการพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือเล่มต่างหากได้ จึงนำเรื่องนี้มาลงเผยแพร่ในวารสารกัมพุชสุริยานี้เป็นตอนๆ ไปก่อน...”

จิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “สามก๊ก” ภายในพระวิหารเก๋ง วัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร

คำนำของญุก แถม มีบางประเด็นที่น่าสงสัยอยู่บ้าง เนื่องจากข้อมูลใน “ตำนานหนังสือสามก๊ก” พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึงสามก๊กฉบับแปลภาษาเขมรว่า “…แปลเป็นภาษาเขมร แปลเมื่อใดหาทราบไม่ ยังไม่ได้พิมพ์…”  และมีเชิงอรรถอธิบายว่า “…ที่แปลเป็นภาษาเขมรนั้น เข้าใจว่าแปลจากฉบับพิมพ์ภาษาไทยที่ได้ไปจากกรุงเทพฯ…” 

อีกทั้งการที่คำชี้แจงของออกญาวิบุลราชเสนา (นูกน) กล่าวว่าเรื่องสามก๊กมี ๗๘ ตอน (ที่จริงตามฉบับไทยมี ๘๗ ตอน) แสดงว่าออกญาวิบุลราชเสนา (นูกน) น่าจะแปลจากฉบับพิมพ์ของราชบัณฑิตยสภา เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ (ไม่ใช่ ๒๔๗๐ ตามที่ญุก แถม อ้างไว้) เนื่องจากฉบับพิมพ์ก่อนหน้านี้ไม่มีการจัดแบ่งเป็นตอน

ดังนั้นหากเชื่อตามข้อมูลในตำนานหนังสือสามก๊ก พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สามก๊กฉบับภาษาเขมรก็อาจมีฉบับอื่นที่แปลเก่ากว่าฉบับของออกญาวิบุลราชเสนา (นูกน) แต่ไม่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ควรมีการศึกษาต่อไป

นอกจากเรื่องสามก๊กฉบับภาษาเขมรแล้ว ยังปรากฏว่ามีการถ่ายทอดวรรณกรรมอิงพงศาวดารจีนเป็นภาษาเขมรอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง “ไซ่ฮั่น” แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเรื่องนี้ไม่มีชื่อผู้แปลหรือช่วงเวลาที่แปล

ต้นฉบับเรื่อง “ไซ่ฮั่น” ฉบับแปลภาษาเขมรที่พบต้นฉบับในปัจจุบันเป็นฉบับที่คัดลอกในกระดาษขนาดใหญ่มี ๒๑ หน้า สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในปลายศตวรรษที่ ๑๙ เอกสารชุดนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดสมาคมอาซี (เอเชีย) กรุงปารีส หมายเลข B.39 ภาค ๑๐ เดิมเป็นเอกสารของเอเตียน เอโมนีเยร์

ไซ่ฮั่น เป็นเรื่องจีนที่น่าจะแปลจากซีฮั่นทงสูเหยี่ยนอี้ ของเจินเหว่ย แต่งในสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. ๑๙๑๑-๒๑๘๗) มีความยาว ๘ ม้วน ต้นฉบับเรื่องไซ่ฮั่นฉบับเก่าแก่ที่สุดที่พบเป็นฉบับพิมพ์จากแม่พิมพ์ไม้ในรัชสมัยว่านลี่ ปีที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๑๕๕) ฉบับที่แพร่หลายแบ่งเป็น ๑๐๑ ตอน ยังมีฉบับที่แบ่งเป็น ๑๐๐ ตอน และ ๑๐๖ ตอนอีกด้วย แต่เนื้อความยาวเท่ากัน เพียงแต่แบ่งบทต่างกัน

ต้นฉบับแปล “ไซ่ฮั่น” ฉบับภาษาเขมรแปลที่มีอยู่ไม่จบสมบูรณ์ตามต้นฉบับเดิม เพราะเริ่มเรื่องที่อิหยินถูกนำมาเป็นตัวประกันที่แคว้น “เตียว (จ้าว)” และเรื่องราวมาจบลงที่จิ๋นอ๋องเจิ้ง (จูร เจง) สังหารลี้ปุดอุยเสียชีวิต และกล่าวถึงนครทั้งเจ็ด มาอ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้นส่งเครื่องบรรณาการมาถวายจิ๋นอ๋องเจิ้ง (จูร เจง) เป็นประจำทุกปีเท่านั้น ในขณะที่ต้นฉบับเดิมจบลงเมื่อฮั่นโกโจสถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันตกได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าเรื่อง “ไซ่ฮั่น” ฉบับภาษาเขมรนี้แปลจากฉบับภาษาไทยหรือแปลจากฉบับภาษาจีนโดยตรง

๒. วรรณกรรมเขมรที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมจีนโดยตรง

วรรณกรรมเขมรกลุ่มนี้เป็นงานแปลวรรณกรรมจีนเป็นภาษาเขมรโดยตรง เป็นงานวรรณกรรมที่รุ่งเรืองมากในแวดวงของกรุงพนมเปญ เป็นวรรณกรรมของเมืองหลวง ส่วนชาวเมืองที่ทำนาทำสวนส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านวรรณกรรมที่ได้รับอิทธิพลจีนนี้

วรรณกรรมจีนแปลเริ่มมีความนิยมแพร่หลายยิ่งขึ้นเมื่อมีการออกหนังสือพิมพ์ของเอกชนขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นต้นมา วรรณกรรมจีนแปลมีมากขึ้น กล่าวคือโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ต่างๆ ต้องพิมพ์วรรณกรรมจีนที่แปลเป็นภาษาเขมรเป็นเล่มเล็กๆ ออกเผยแพร่ทุกวันเหมือนหนังสือพิมพ์ธรรมดา จบเรื่องหนึ่งต่อด้วยอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ “มาตุภูมิ” ที่ “ซืง ภืก ทอ (สืง ภืก ถ)” เป็นบรรณาธิการ โดยมีชื่อเรียกกลุ่มผู้แปลและเรียบเรียงว่า “กลุ่มนักนิพนธ์มาตุภูมิพนมเปญ (กฺรุม อฺนก นิพนฺธ มาตุภูมิ ภฺนํเพญ)”

ผู้แปลวรรณกรรมจีนเป็นภาษาเขมรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดมี ๒ คน คือ “ฮี เมง งี” กับ “เสง วุฑฒี”

วรรณกรรมจีนที่แปลเป็นภาษาเขมรนี้โดยมากน่าจะเป็น “วรรณกรรมจีนกำลังภายใน” เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น

ซูปิกเองไต้ (สูปิก เอง ตาย) ฮี เมง งี แปล พิมพ์โดยหนังสือพิมพ์มาตุภูมิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒

ฎาวนาค (แปลว่า ดาบนาค-สันนิษฐานว่าน่าจะได้แก่เรื่องดาบมังกรหยก หรืออาจจะเป็นเพ็กฮ้วยเกี่ยมที่ตัวเอกใช้กระบี่งูทองเป็นอาวุธ ทั้ง ๒ เรื่องเป็นผลงานของกิมย้ง) ฮี เมง งี แปล พิมพ์โดยหนังสือพิมพ์มาตุภูมิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕

พิภพนาค (แปลว่า แผ่นดินนาค-สันนิษฐานว่าน่าจะได้แก่เรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้า ผลงานของกิมย้ง) ฮี เมง งี แปล พิมพ์โดยหนังสือพิมพ์มาตุภูมิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖

ลุกซาวฝุง (ลุก สาว หฺวุง-น่าจะได้แก่เรื่องเล็กเซียวหง ผลงานของโกวเล้ง) เสง วุฑฒี แปล พิมพ์โดยโรงพิมพ์เขมรพาณิช เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖๑๐

วรรณกรรมเขมรที่แต่งโดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจากวรรณกรรมจีน

วรรณกรรมเขมรที่แต่งโดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจากวรรณกรรมจีน หมายถึงกลุ่มวรรณกรรมเขมรที่ได้นำเค้าโครงเรื่องจากวรรณกรรมจีน แต่ได้นำมาประยุกต์ ปรับปรุง และแต่งขึ้นใหม่ในรูปแบบคำประพันธ์ของเขมรเอง วรรณกรรมเขมรกลุ่มนี้แม้มีไม่มากนักแต่น่าจะนำมากล่าวถึงเพื่อเป็นข้อมูลในการศึกษาเปรียบเทียบกับอิทธิพลจีนในวรรณกรรมไทยต่อไป

วรรณกรรมเขมรที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่

๑. นางเจียวกุน (นางชาว คุน) เรื่องนี้น่าจะนำเค้าโครงเรื่องมาจากตำนานจีนเรื่องนาง “หวังเจาจวิน” ๑ ใน ๔ ยอดหญิงงามของจีนที่ต้องเดินทางไปแต่งงานกับหัวหน้าเผ่าซุงหนูในคริสต์ศตวรรษที่ ๑ (สมัยราชวงศ์ฮั่น) ซึ่งนักประพันธ์จีนจำนวนมากได้นำมาแต่งเป็นคำประพันธ์ต่างๆ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบันในรูปแบบร้อยกรองและร้อยแก้ว๑๑

แต่ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่กวีเขมรได้นำมาแก้ไขเรื่องราวเสียใหม่โดยเปลี่ยนว่าเป็นเรื่องความรักเรื่องหนึ่งระหว่างกษัตริย์จีนกับกษัตริย์เขมร แต่ต่อมาได้เกิดรบกันขึ้นเพราะปรารถนาโฉมงามผู้มีชื่อว่าเจียวกุนเท่านั้น

เรื่องนี้กวีเขมรเชื้อสายจีนได้นำมาแต่งเป็นคำประพันธ์เขมรประเภทบทพากย์ ๗ และบทพากย์ ๘ (กลอน ๗ กลอน ๘) เก็บรักษาไว้ที่พุทธศาสนบัณฑิตย์หมายเลข ๑๓๘๑ มีทั้งหมด ๙ ผูกจบ วรรณกรรมเรื่องนี้พุทธศาสนบัณฑิตย์คัดลอกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ตามที่ ญุก แถม ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

“…เรื่องนี้กวีไม่ได้เริ่มเรื่องของตนโดยกล่าวสรรเสริญพระรัตนตรัยเหมือนกวีคนอื่น เปลี่ยนเป็นเริ่มโดยแถลงความรักส่วนตัวไป ต่อจากนั้นกวีจึงแถลงบทนมัสการพระรัตนตรัยรำลึกคุณมารดาบิดา ครูอาจารย์ เป็นต้น ชี้แจงกาลปริเฉทและชีวประวัติบ้าง รวมทั้งต้นเหตุที่ผู้แต่งได้แต่งเรื่องจีนมาเป็นภาษาเขมร…

…หากพิจารณาดูชื่อตัวละครก็ดี ชื่อเมืองก็ดี ชื่อภูเขาก็ดี ชื่อแม่น้ำลำคลองก็ดี ชื่อตัวละครยักษ์ก็ดี ฤาษีก็ดี เทพยดาก็ดีล้วนแต่เป็นชื่อจีนทั้งหมดไม่มีชื่อเขมรเลย มีแต่การบรรยายทัศนียภาพธรรมชาติต่างๆ เช่น ไพรพฤกษา ปักษี มฤคา และมัจฉา เป็นต้น จึงมีแบบเขมร…” ๑๒

ผู้แต่งกล่าวว่าเรื่องนี้ผู้แต่งได้ยินคุณป้าเล่าให้ฟัง เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความไพเราะจึงนำมาแต่งขึ้น ตรงกับในรัชกาลสมเด็จพระนโรดม ในวันเสาร์ เดือนเจตร ปีระกานักษัตร พ.ศ. ๒๓๔๐ ในท้ายเรื่องผู้แต่งกล่าวว่าตนเองชื่อว่า “ทูจ” แซ่ “ตัน” เป็นจีนฮกเกี้ยน บวชเรียนแล้วอาจารย์ตั้งชื่อว่า “อาน วาต่ (อาน ว็วต)”๑๓ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างโดยแปลข้อความในส่วนที่กล่าวว่าได้นำเค้าเรื่องมาจากเรื่องจีน ดังนี้

“…ขยมจึ่งเรียนยก

เป็นกาพย์ลบองลเบิก

จริงจากบูราณ

จากเมืองจีนมา

โยนยกมาได้

นิยายนิทาน

แปรเป็นคำเขมร…” ๑๔

๒. เรื่องเต็กเช็ง (ติก เฉง) เรื่องนี้สันนิษฐานว่าผู้แต่งจะเป็นคนเดียวกับที่แต่งเรื่องนางเจียวกุน เพราะในต้นเรื่องนางเจียวกุน ผู้แต่งกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…เป็นเรื่องก่อนชื่อเต๊กเช็ง…” ดังนั้น “ตัน ทูจ” น่าจะแต่งเรื่องนี้เป็นภาษาเขมรด้วย เรื่องเต็กเช็งกล่าวถึงวีรบุรุษจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง (ซ่ง) ชื่อว่า “เต็กเช็ง (ตี้ชิง)”๑๕

วีรกรรมของเต็กเช็ง (ตี้ชิง) ในนิยายอิงพงศาวดารจีนสามารถดูได้จากบ้วนฮวยเหลา น่าจะแปลจากว่านฮวาโหลวเอี่ยนอี้ แต่งในสมัยราชวงศ์ชิง ผลงานของ หลียวี่ถาง มี ๑๔ ม้วน ๖๘ ตอน โหงวโฮ้วเพงไซ น่าจะแปลจากอู๋ฮู่ผิงซีเฉียนจ้วน แต่งในสมัยราชวงศ์ชิง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มี ๑๔ ม้วน ๑๒๒ ตอน โหงวโฮ้วเพงหนำ น่าจะแปลจากอู๋ฮู่ผิงหนานโฮ่วจ้วน แต่งในสมัยราชวงศ์ชิงไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มี ๖ ม้วน ๔๒ ตอน

๓. เรื่องหานบุน (หาน บุน) เรื่องนี้มีต้นฉบับใบลานเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส หมายเลขเอกสาร ๓๑๙ ในบัญชีคัมภีร์ของอูเชียง ซึ่งไม่จบเพราะมีเพียงผูกเดียว แต่ยังมีอีกฉบับหนึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ เลขที่ ๑๖๓ มี ๓ ผูกจบ มีชื่อเรื่องระบุไว้ในต้นฉบับตัวเขียนว่า “หานบุน ผูก ๑ (งูขาว, งูดำ)”, “หานบุน เรื่องจีนกล่าวถึงงูขาวงูดำผูก ๒” และ “หานบุนเรื่องจีนงูขาวงูดำ ผูก ๓ จบ” ๑๖

ผู้แต่งชื่อว่า “กวย” ได้กล่าวถึงประวัติตนเองไว้ในต้นเรื่องว่า กวีเป็นชาวเขมรเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน เกิดที่พนมเปญ ได้บวชเรียนที่วัดสระจก เรียนแต่งคำประพันธ์เป็นครั้งแรกในวันพุธ แรม ๑ ค่ำ เดือนอาษาฒ ปีวอกโทศก จุลศักราช ๑๒๒๒ ตรงกับพุทธศักราช ๒๔๐๓๑๗

วรรณกรรมเขมรที่ได้รับอิทธิพลวรรณกรรมจีนเรื่องนี้แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทบทกากคติ (ตรงกับกาพย์สุรางคนางค์ของไทย) สันนิษฐานว่าเรื่องหานบุนน่าจะได้อิทธิพลจากตำนานจีนเรื่องนางพญางูขาว เนื้อเรื่องของวรรณกรรมเขมรเรื่องนี้กล่าวว่า

“ที่เมืองชีวตุงตวนครอบครองโดยเจ้าฝ่ายเมืองหนึ่งนามหางชีวหัวร์ ในเมืองนี้มีบุรุษคนหนึ่งชื่อองค์ ภริยาชื่อนางตนสี แล้วมีลูกสาวคนหนึ่งนามนางตาวองค์ ได้แต่งงานกับบุรุษนามสีกงโหร์ สามีภรรยานี้ได้บุตรคนหนึ่งชื่อหานบุน ถึงอายุได้ ๕ ปี กำพร้าบิดามารดาไปอาศัยอยู่กับน้าสาวและน้าชาย ถึงอายุ ๑๖ ปี น้าชายเอาไปให้เรียนหากินรับใช้เศรษฐีคนหนึ่ง ภายหลังหานบุนได้รักนางงูขาวและนางงูดำ คือนางงูขาวรับเป็นภรรยา ส่วนนางงูดำรับเป็นชู้” ๑๘

๔. เรื่องการสนทนาระหว่างกุมารกับนักปราชญ์ขงจื๊อ (การสนฺทนารวางกุมารนิงอฺนกปฺราชฺญกุงชื) วรรณกรรมเขมรเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมจีน แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ไม่กล่าวถึงช่วงเวลาที่แต่ง แต่สันนิษฐานว่าน่าจะแต่งในพุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕ เรื่องนี้กล่าวถึงเด็กคนหนึ่งชื่อเจ้าถุก อายุ ๗ ขวบ ได้ทำให้นักปราชญ์ขงจื๊อแพ้ด้วยสำนวนโวหารและปัญญา

แต่กวีนิพนธ์เขมรเอามาปรับเปลี่ยนเป็นแบบเขมร และได้ปรับคติเป็นพุทธศาสนาด้วยเห็นข้อความในตอนต้นมีบทนมัสการและกล่าวถึง “กรุงราชคฤห์” ซึ่งหมายถึงประเทศจีน ดังมีข้อความตามที่แปลเป็นภาษาไทยได้ดังนี้

“เนา ณ นคร

บุรีบวร

สมมตนามา

ราชคฤห์ธานี

บุรีรัฐฐา

กษัตริย์ทรงนาม

ชื่อเจ้าจินกุง” ๑๙

วรรณกรรมเขมรเรื่องนี้มีหลายฉบับ เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดในกรุงปารีส มีทั้งที่เป็นเอกสารบันทึกบนใบลานและบันทึกบนกระดาษ๒๐

บทสรุป

จากที่กล่าวมาทั้งหมดอาจสรุปได้ว่าวรรณกรรมจีนในประเทศกัมพูชาอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ อิทธิพลจีนในลักษณะของการแปลวรรณกรรมจีนเป็นวรรณกรรมเขมร ประเภทที่ ๒ คืออิทธิพลด้านโครงเรื่องที่กวีเขมรนำมาแต่งเป็นวรรณกรรมเขมรโดยอาศัยรูปแบบคำประพันธ์แบบเขมร

น่าสังเกตว่าความนิยมเรื่องจีนในวงวรรณกรรมเขมรน่าจะมีไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับวรรณกรรมจีนที่แปลเป็นภาษาไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ที่แปลวรรณกรรมอิงพงศาวดารจีนเป็นจำนวนถึง ๓๔ เรื่อง ไม่นับรวมการแปลวรรณกรรมกำลังภายใน ในยุคหลัง) ทั้งนี้น่าจะเป็นที่นิยมเฉพาะในกลุ่มชาวเขมรเชื้อสายจีนด้วย (โดยเฉพาะจีนฮกเกี้ยน)

ความนิยมวรรณกรรมจีนในวรรณกรรมเขมรอีกส่วนหนึ่งเป็นอิทธิพลที่รับจากละคร “บาสัก” และอิทธิพลความนิยมวรรณกรรมจีนจากประเทศไทย ซึ่งประเด็นเหล่านี้คงต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบกันต่อไป


เชิงอรรถ

๑. โปรดดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ใน เฉลิม ยงบุญเกิด. บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ. (พระนคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๑๐), หน้า ๑-๓๙.

๒. ฆีง หุก ฑี. ทิฏฺฐภาพทูเทาไนอกฺสรสาสฺตฺรแขฺมร. (Paris : L”Harmattan, 1997), หน้า ๑๔๙.

๓. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖๐.

๔. ความนิยมเรื่องจีนทำให้มีการแปลวรรณกรรมอิงพงศาวดารจีนจำนวนมากในช่วงรัชกาลที่ ๔-๖ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ตำนานหนังสือสามก๊ก. (กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, ๒๕๔๓), หน้า ๓๕.

๕. ฆีง หุก ฑี. ทิฏฺฐภาพทูเทาไนอกฺสรสาสฺตฺรแขฺมร. หน้า ๑๖๐.

๖. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖๑.

๗. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ตำนานหนังสือสามก๊ก. หน้า ๒๘.

๘. เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

๙. ฆีง หุก ฑี. ทิฏฺฐภาพทูเทาไนอกฺสรสาสฺตฺรแขฺมร. หน้า ๑๕๓.

๑๐. ฆีง หุก ฑี. ทิฏฺฐภาพทูเทาไนอกฺสรสาสฺตฺรแขฺมร. หน้า ๑๖๑.

๑๑. โปรดดูประวัติของหวังเจาจวินได้ใน ถาวร สิกขโกศล. สี่ยอดหญิงงามผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน. (กรุงเทพฯ : บริษัท สร้างสรรค์บุ๊ค จำกัด, ๒๕๔๔), หน้า ๔๘-๗๑.

๑๒. ฆีง หุก ฑี. ทิฏฺฐภาพทูเทาไนอกฺสรสาสฺตฺรแขฺมร. หน้า ๑๕๐.

๑๓. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๕๒.

๑๔. ฆีง หุก ฑี. มาลีบทอกฺสรสิลฺป์แขฺมรสตวตฺสที ๑๙. (ภฺนํเพญ, ๒๐๐๓), หน้า ๖๗.

๑๕. ฆีง หุก ฑี. ทิฏฺฐภาพทูเทาไนอกฺสรสาสฺตฺรแขฺมร. หน้า ๑๕๓.

๑๖. ฆีง หุก ฑี. มาลีบทอกฺสรสิลฺป์แขฺมรสตวตฺสที ๑๙. (ภฺนํเพญ, ๒๐๐๓), หน้า ๖๖.

๑๗. ฆีง หุก ฑี. ทิฏฺฐภาพทูเทาไนอกฺสรสาสฺตฺรแขฺมร. หน้า ๑๕๘.

๑๘. ฆีง หุก ฑี. มาลีบทอกฺสรสิลฺป์แขฺมรสตวตฺสที ๑๙. หน้า ๖๖.

๑๙. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๕.

๒๐. เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.


บรรณานุกรม

ฆีง หุก ฑี. ทิฏฺฐภาพทูเทาไนอกฺสรสาสฺตฺรแขฺมร. Paris : L”Harmattan, 1997.

______. มาลีบทอกฺสรสิลฺปแขฺมรสตวตฺสที ๑๙ (มาลีบทอักษรศิลป์เขมรศตวรรษที่ ๑๙). ภฺนํเพญ, ๒๐๐๓.

ชิดก๊กไซ่ฮั่น. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๕.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ตำนานหนังสือสามก๊ก. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, ๒๕๔๓.

ถาวร สิกขโกศล. สี่ยอดหญิงงามผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน. กรุงเทพฯ : บริษัท สร้างสรรค์บุ๊ค จำกัด, ๒๕๔๔.

จงกวั๋วเหวินเสวี๋ยต้าฉือเตี่ยน. ซ่างไฮ่ฉือซูชูป่านเซ่อ. พิมพ์ครั้งที่ ๑.

จงกวั๋วต้าป่ายเคอเฉวียนซู. จงกวั๋วเหวินเสวีย. จงกวั๋วต้าป่ายเคอเฉวียนซูชูป่านเซ่อ. พิมพ์ครั้งที่ ๑.


แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาฉบับออนไลน์ครั้งล่าสุดเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป