สภาวะที่ขาดๆ เกินๆ ‘ความทรงจำ’ และ ‘ภาพในกรอบ’

ฟิล์มเนกาทีฟ ศิลปะนามธรรม ความทรงจำ สุธี คุณาวิชยานนท์
ภาพในฟิล์มเนกาทีฟละลายกลายเป็นคราบคล้ายศิลปะนามธรรม (ภาพถ่ายโดย สุธี คุณาวิชยานนท์)

สภาวะที่ขาดๆ เกินๆ ‘ความทรงจำ’ และ ‘ภาพในกรอบ’

การนำเสนอเรื่องราวในอดีตในแบบที่เรียกกว่าประวัติศาสตร์เป็นไปได้แค่ไหนคือคำถามสำคัญทั้งในระดับชีวิตประจำวันและวิชาชีพประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ Herodotus จากสมัยกรีกโบราณประวัติศาสตร์ใช้หลักฐานมาจากชนชั้นสูงหรือรัฐ การใช้เอกสารจากทางราชการที่อยู่ใน ‘กองจดหมายเหตุ’ หรือ ‘Archive’ คือวิถีปฏิบัติที่แสดงอำนาจของชนชั้นสูง คำว่า ‘Archive’ นี้มาจากภาษากรีก arkheion หมายถึงสถานที่หรือที่อยู่ของผู้คุมอำนาจทางการเมือง สถานที่ของอำนาจเมือง คำว่า archon ในภาษากรีกหมายถึงผู้ปกครอง เอกสารหลักฐานจึงเป็นเรื่องราวของชนชั้นนำ

ความต้องการที่จะเก็บเรื่องราวต่างๆ ของฝ่ายการเมืองคือเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง ความถูกต้องแม่นยำของประวัติศาสตร์จึงแตกต่างไปจากความทรงจำที่มีความเป็นส่วนตัวของผู้คนทั่วๆ ไป คนแต่ละคนต่างมีความทรงจำที่แตกต่างกัน ความทรงจำมีความเป็นอัตวิสัยสูง ความทรงจำเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงชีวิต ความทรงจำเกิดขึ้นใหม่ดังราวกับเรื่องเล่าใหม่ๆ ได้เสมอ ความทรงจำพร้อมเสมอที่จะขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องเอาเป็นเอาตายว่าของใครจริงกว่ากัน

นิทรรศการ ‘ละ-ลาย’ จัดแสดงในอาคารคุณากิจเทรดดิ้ง อาคารเก่าย่านเยาวราชที่สร้างเสร็จในปี 2519 ซอย 2 (ภาพถ่ายโดย ปรีชา ภัทรอัมพรชัย)

ชีวิตประจำวันที่กอปกรขึ้นเป็นความทรงจำมาจนถึงวิชาประวัติศาสตร์เองต่างก็อยู่ภายใต้การควบคุมของเวลาที่เป็นเส้นตรง (unilinear conception of time) เมื่อเวลาเป็นเส้นตรงก็ไม่มีอะไรหวนกลับมาอีก ประวัติศาสตร์ตามแบบเวลาเป็นเส้นตรงจึงไม่มีวันที่จะซ้ำเวลาเดิม กรอบคิดเวลาที่เป็นเส้นตรงของคริสต์ศาสนานั้นขยายตัวออกทั่วโลกตั้งแต่ปลายศตวรรษที่สิบเก้า พลังอำนาจของคริสต์ศาสนาดำเนินไปพร้อมกับอำนาจของอาณานิคม อำนาจที่ทำให้โลกทั้งใบอยู่ภายใต้การกำกับของจักรวรรดิคริสต์ผิวขาว  ผู้คนในโลกใบนี้ใช้ระบบเวลาเดียวกัน

ภายใต้โลกที่ถูกจัดระเบียบด้วยเวลาที่เป็นเส้นตรงนั้นกลับเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร เส้นตรงแห่งเวลาก็ยิ่งทำให้ข้อมูลข่าวสารดูยุ่งยาก การจัดให้ความยุ่งเหยิงและเรื่องต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในเส้นลำดับเวลา (timeline) จึงเป็นเรื่องยุ่งยากที่สำคัญมาก แต่ด้วยโลกที่ยิ่งสื่อสารหลากหลายรูปแบบ สื่อสังคม โลกออนไลน์ ฯลฯ ทำให้ใครก็นำเสนอเรื่องราวและภาพแบบ ‘เวลาจริงๆ’ ได้ เส้นลำดับเวลาถูกสั่นคลอน  เรื่องเล่าที่เป็น ‘อดีต’ เสมอมีมากมายจนทำให้เรื่องเล่า การนำเสนอ (pre-sent) เรื่องราวต่างๆ นั้นกลายมาเป็นเรื่องที่ดูจะไร้เวลา เพราะปรากฏให้เห็นอยู่เสมอๆ ซ้ำๆ จนดูราวกับไร้ซึ่งเวลา

การสร้าง ‘อดีต’ ขึ้นมาใหม่ผ่าน ‘สื่อ’ นานาชนิดคือการทำให้อะไรที่ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพ ความพยายามก้าวข้ามพ้น ‘ความตาย’ คือวิถีแห่งการเป็นมนุษย์ จากยาอายุวัฒนะมายังการต่อต้านความแก่ (anti-aging) มาจนถึงชีวิตที่ยืนยาวนาน (longevity) ทั้งหมดคือการต่อสู้กับ ‘กาละ’ คำว่า ‘กาละ’ (Kãla) ในภาษาสันสกฤตมีความหมายหลากหลาย นอกจากหมายความว่า ‘เวลา’ แล้วก็ยังหมายถึง ‘ความตาย’ ‘เวลา/ความตาย’ เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง

จากมรณานุสติจนถึง ‘memento mori’ ต่างตอกย้ำว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย สิ่งมีชีวิตไม่สามารถหยุดยั้ง ‘กาละ’ ได้ สายน้ำไม่คอยท่า วันเวลาไม่เคยคอยใคร ทุก ๆ อย่างในโลกใบนี้ต้องสูญสลาย  แม้กระทั่งดวงดาว ทุก ๆ อย่างค่อย ๆ เสื่อม ไม่มีอะไรที่หยุดนิ่ง ภาพหุ่นนิ่ง (Still Life) นำเสนอสิ่งที่ไม่มีวันนิ่ง ทุก ๆ อย่างของชีวิตเสื่อมสลาย ดังนาฬิกาของ Salvador Dali ใน The Persistence of Memory (1931) ที่กำลังค่อย ๆ จะ ‘ละลาย’ ประหนึ่งเนยที่ละลายหลุดล่วงลงไปยังพื้นโลก

การ ‘นำเสนอ’ เรื่องราวในอดีตนั้นค่อยๆ ‘ละลาย’ เหมือนกับน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ละลายกลายเป็นน้ำไหลซึมลงพื้นดิน เรื่องราวต่างๆ ที่นำมาเล่านั้นเปรียบประหนึ่งของเหลวนั้นยากที่จะจับให้มั่น การ ‘นำเสนอ’ (present) ที่ต้านการสูญสลายด้วยการทำให้เกิดความเป็น ‘ปัจจุบัน’ (presentness) โดย ‘ปัจจุบัน’ ถูกนำเสนอได้ซ้ำๆ แล้วซ้ำอีก (re-re-re-present) นั้นกระทำได้โดยผ่าน ‘วัตถุ’ เช่น ตัวอักษร ภาพถ่าย ที่ต่างทำหน้าที่ประหนึ่งหน่วยความจำภายนอก เป็นต้น แต่สื่อกลางเหล่านี้ก็ไม่สามารถ ‘นำเสนอ’ ได้ครบถ้วน การ ‘นำเสนอ’ ให้ ‘อดีต’ กลับเป็น ‘ปัจจุบัน’ ย่อมขาดอะไรไปบางอย่างเสมอ ประวัติศาสตร์จนถึงความทรงจำเป็นอะไรที่ขาดวิ่นเสมอ การปะติดปะต่อหรือต่อเติมเรื่องราวจากความทรงจำต่างๆ ก็ยังรักษาความไม่เต็ม

ฟิล์มเนกาทีฟที่สารเคมีละลายอุปมาดั่งความทรงจำที่กำลังเลือนหายไป (ภาพถ่ายโดย ปรีชา ภัทรอัมพรชัย)

ภาพฟิล์มเนกาทีฟ (negative) ที่ไม่สามารถนำมานำเสนอภาพถ่ายได้อีกต่อนั้นเป็นผลงานของสุธี คุณาวิชยานนท์ ที่แสดงในงานหมู่ “ละลาย: ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่า” พร้อมกับศิลปินรับเชิญอีกสิบเอ็ดคน ผลงานแสดงอยู่ในพื้นที่ของต้นทางดีเอ็นเอ (DNA) ของมนุษย์ผู้มีนามว่าสุธีในย่านซอยเยาวราช 2 นั้นเป็นผลจากพลังของ ‘กาละ’ (Kãla) เทพเจ้าของอินเดียที่กัดกิน ทำลาย ทุกสิ่งทุกอย่างให้ ‘ตาย’ จากกันไป จนเหลือไว้แต่ ‘ร่าง’ ‘วัสดุ’ และ ‘ข้าวของเครื่องใช้’ ที่ทำหน้าที่แทนฟิลม์เนกาทีฟ

‘อดีต’ อาคารคุณากิจเทรดดิ้งของตระกูลสุธีที่ปล่อยทิ้งไว้นั้นเกาะอยู่ตามกำแพงและตัวตึก ร่องรอยจากคราบน้ำ สีของตึก สถาปัตยกรรม ไปจนถึงวัตถุต่างๆ โดยเฉพาะปฏิทินน่ำเอี๊ยงบนกำแพง ปฏิทินระบุวันเวลาในอดีต ปฏิทินน่ำเอี๊ยงเป็นปฏิทินรายวันที่รวบรวมข้อมูลตามโหราศาสตร์จีน ปฏิทินยอดนิยมของผู้คนเชื้อสายจีนชี้ให้เห็นว่าผู้คนที่ใช้ปฏิทินแบบนี้แยกออกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโชคชะตาได้ยาก ปฏิทินน่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นผลงานของศิลปินคนใด ปฏิทินน่ำเอี๊ยงผลิตมาจากโรงพิมพ์และผลิตกันที่ละมากๆ และพบได้เสมอๆ ในย่านเยาวราช

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงปี 2539 ที่แขวนอยู่ในอาคาร (ภาพถ่ายโดย ปรีชา ภัทรอัมพรชัย)

ในทำนองเดียวกันกับแผนที่โลกที่มีอักษรจีนกำกับด้วยคำว่า “แผนที่โลกมาตรฐาน” ดินแดนเอเชียตะวันออกอยู่ตรงกลางของแผนที่ มหาสมุทรแปซิฟิคดูใหญ่โต แผนที่ติดอยู่บนกำแพงตึกแถวหลังนี้ไม่ได้ใช้ยุโรปเป็นศูนย์กลางแบบแผนที่ “มาตรฐาน” ที่พบเห็นกันเสมอๆ วัตถุต่างๆ เหล่านี้บ่งบอกเวลาและความเข้าใจตัวเองของผู้คนในเวลานั้น วัตถุเหล่านี้กระตุ้นให้ระลึกถึงอดีต ในขณะที่ผลงานต่างๆ ที่นำเสนอมีลักษณะร่วมสมัย มีความเป็นปัจจุบัน ผลงานของเหล่าศิลปินดำรงอยู่ร่วมกับผลิตภัณฑ์จากอดีต เช่น ปฏิทิน ที่ตอบสนองคนจำนวนมาก ปฏิทินน่ำเอี๊ยงและแผนที่โลกของจีนบ่งบอกยุคสมัย

แผนที่โลกที่พิมพ์โดยจีน แสดงตำแหน่งของดินแดนเอเชียตะวันออกให้อยู่ตรงกลางของแผนที่ (ภาพถ่ายโดย ปรีชา ภัทรอัมพรชัย)

แต่เนกาทีฟ (negative) ของฟิล์มที่สุธีถ่ายไว้ตั้งแต่ก่อนกรุงเทพสองร้อยปีนั้นกลับ ‘ปฏิเสธ’ หรือ ‘negate’ ด้วยคำ ‘กิริยา’ ฟิลม์เนกาทีฟไม่ยอมให้ผู้คนรุ่นหลังผลิตซ้ำภาพจากอดีต พลังของ ‘กาละ’ ที่ประกอบไปด้วยความร้อน การถดถอย/ความเสื่อมของวัตถุ และอื่น ๆ ทำลายความทรงจำและภาพถ่าย  ถ้าไม่มี ‘กาละ’ เข้ามากัดกร่อนแล้วฟิลม์เนกาทีฟย่อมทำงานได้เสมอ  เมื่อมี ‘กาละ’ ก็ทำให้ความเป็น ‘เนกาทีฟ’ กลับได้แสดงการ ‘ปฏิเสธ’ ตามความหมายของคำที่เป็นรากศัพท์ของคำว่าเนกาทีฟได้   ‘เวลา’ มอบ ‘ความตาย’ ให้กับฟิล์มเนกาทีฟ เนกาทีฟกลับทำหน้าที่ ‘ปฏิเสธ’ ได้สมกับรากของคำได้ด้วย ‘กาละ’

ในบรรดาศิลปินทั้งหมดสุธีคือผู้เดียวที่มีความทรงจำและประสบการณ์กับสถานที่แห่งนี้ในซอยเยาวราช 2  ผลงานของสุธีแสดงถึงการสูญสลายของความทรงจำที่เคยมีความเป็นรูปธรรม ฟิลม์เนกาทีฟมากมายไม่สามารถให้ภาพใดๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสีหรือขาวดำ  ภาพที่หายไปนั้นไม่ได้สำคัญว่าจะเป็นสีหรือขาวดำ  จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สองภาพขาวดำได้รับยกย่องว่าเป็นสิ่งมีคุณค่ามากกว่าภาพสี ภาพสีกว่าจะได้รับการยกย่องก็ประมาณทศวรรษที่ 1970 เสียงเพลง Kodachrome (1973) ของ Paul Simon บ่งบอกชีวิตที่มีสีสัน “They give us those nice bright colors. Give us the green of summers. Make you think all the world’s a sunny day…I love to take a photograph.” จุดเริ่มต้นของการแสดงผลงานของสุธีเป็นไปได้เพราะ Sutee loved to take a photograph

คนดูผลงาน ‘ละ-ลาย’ ในวันเปิดนิทรรศการ (ภาพถ่ายโดย สมัชชา อภัยสุวรรณ)
ฟิล์มเนกาทีฟจัดแสดงบนโต๊ะ/ตู้ไฟ (ภาพถ่ายโดย สมัชชา อภัยสุวรรณ)

ภาพถ่ายแช่แข็งเหตุการณ์ในอดีต  ด้วยเทคโนโลยีของกล้องและฟิล์มทำให้ภาพของอะไรต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้ากล้องและผู้กดปุ่มชัตเตอร์ (shutter) ถูกบันทึกลงบนแผ่นฟิล์ม เหตุการณ์และภาพบนแผ่นฟิล์มต่างฝ่ายต่างสะท้อนซึ่งกันและกัน ความแม่นยำถูกต้องคือหัวใจสำคัญของการถ่ายภาพ ‘ภาพมันฟ้อง’ คือประโยคที่นิยมใช้กัน  เทคโนโลยีภาพเพิ่มความมั่นใจให้กับมนุษย์ว่าอยู่กับข่าวสาร ข้อมูล ไปจนถึงความจริง แต่ภาพไม่ว่าจะถ่ายหรือวาดเป็นเพียงแค่อะไรที่ถูกนำ ‘เสนอใหม่’ สภาวะและสถานะของภาพมี ‘เวลา’ ‘จังหวะ’ ที่ร่วมกัน/ร่วมสมัยหรือ ‘con’+ ‘tempo’ ตลอด แต่ด้วยเวลาที่เป็นเส้นตรง ‘อดีต’ นั้นเป็น ‘ปัจจุบัน’ ไม่ได้ ห้วงเวลาของการเก็บภาพนั้นผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งต่างๆ ที่เห็นในภาพ เช่น บุคคล เป็นต้น อาจจะไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว

ถึงแม้ว่าภาพจะมีหลากหลายรูปแบบ  ภาพถ่ายสร้างความเป็นอมตะให้กับ ‘เหตุการณ์’ ผ่านเทคโนโลยี   ‘เหตุการณ์’ ต้องมีตำแหน่งแห่งที่ทั้งในด้านสถานที่และช่วงเวลา ภาพถ่ายนำไม่ได้แค่เสนอข้อมูลเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่ร่วมใน ‘เหตุการณ์’ ภายใต้ ‘กรอบของภาพ’ ภาพถ่ายไม่เพียงแต่แช่แข็งเรื่องราวและสถานที่ ภาพถ่าย ‘ละ’ ทิ้งเรื่องราวอีกเป็นจำนวนมาก  ส่วนที่อยู่นอก ‘กรอบของภาพ’ เป็นอะไรที่หายไป อะไรที่ไม่ได้รวมเข้ามา  อะไรที่อยู่นอก ‘กรอบของภาพ’ กลายเป็นความลับดำมืด อะไรที่ถูกลืม ภาพถ่ายทำให้จำและลืมอะไรบางอย่าง  ภาพถ่ายทำให้ลืมไปว่าโลกไม่ใช่สองมิติ ภาพถ่ายจึงต้องมีการลืมอะไรสักอย่างเสมอ

เมื่อความทรงจำถูกรื้อฟื้นขึ้นมาโดยภาพ เครื่องจักรแบบกล้องนั้นเลือกสรรเสมอว่าอะไรเข้ามาอยู่ในภาพ  ภาพถ่ายมีทั้งจำและลืมพร้อมๆ กัน ความทรงจำเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของชีวิตและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความทรงจำเปลี่ยนมาเป็นเรื่อง ‘เล่า’  เมื่อมีการ ‘เล่า’ การแต่งเติมมากไปกว่าการนำเสนอ (represent) ก็ยิ่งทำให้สับสนระหว่างอะไรที่ลืมกับอะไรที่จำ ความซับซ้อนก็ยิ่งทำให้ลืมอะไรต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วยความทรงจำใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมเข้าไปผ่านการ ‘เล่า’

ความทรงจำ ‘อดีต’ ที่อยู่ใน ‘ปัจจุบัน’ จนดูราวกับเป็น ‘ปัจจุบัน’ คือความซับซ้อนใหม่ เรื่องเล่าจากประสบการณ์และความทรงจำของแต่ละคนแตกต่างกัน ความทรงจำที่ขาดวิ่นของแต่ละคนแตกต่างกัน  สภาวะที่ไม่ครบถ้วนหรือลืมอะไรไปบางอย่างจึงพร้อมเสมอที่จะเล่นตลกกับทุกๆ คน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนที่มีประสบการณ์หรือคนอื่นๆ ที่รับรู้เรื่องจากการ ‘เล่า’

ข้อความบนซองฟิล์มแสดงถึงเรื่องและวันเดือนปีที่ถ่ายภาพ (ภาพถ่ายโดย ปรีชา ภัทรอัมพรชัย)

ความทรงจำที่ขาดวิ่นกับภาพถ่ายที่ไม่สามารถรวบรวมทุกๆ อย่างเข้าไว้ใน ‘กรอบของภาพ’ คือสภาวะของความไม่ครบถ้วน  ประสบการณ์ของสุธีและความทรงจำกับแผ่นฟิล์มเนกาทีฟมีความเป็นส่วนตัวสูง  ครั้นเมื่อฟิล์มเนกาทีฟ ‘ละลาย’ ก็หมดหน้าที่ แผ่นฟิล์มเมื่อ ‘ละลาย’ ก็จำเป็นจะต้อง ‘ละ’ วัตถุเหล่านี้  แต่สุธีไม่ ‘ละ’ การ ‘ละลาย’ ทำให้ผู้ชมทุกๆ คนเข้าถึงผลงานของสุธีได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าภาพบนฟิลม์เนกาทีฟเหล่านี้คืออะไร ตัวอักษรกำกับว่าฟิลม์แต่ละม้วนถ่ายอะไรก็เป็นเพียงแค่ตัวอักษร แต่ไม่ใช่ภาพ โลกของตัวอักษร/คำ (word) และภาพ (image) นั้นแยกออกจากกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบคิดแบบยุโรปตะวันตกคริสต์ผิวขาว

ฟิล์มเนกาทีฟจัดแสดงบนโต๊ะ/ตู้ไฟ และข้อความของผนังแสดงข้อมูลนิทรรศการ (ภาพถ่ายโดย สมัชชา อภัยสุวรรณ)

ผลงานของสุธีแยกขาดออกจากคนอื่นๆ  เพราะไม่มีเหล่าผู้ร่วมแสดงคนอื่นๆ ที่คุ้นเคยกับตึกและพื้นที่ของการแสดงผลงานที่เห็นได้ชัดด้วยป้ายชื่อร้านสีแดง “ห้างหุ้นส่วนจำกัด คุณากิจเทรดดิ้ง” ได้มากเท่ากับสุธีผู้ยังคงมีความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้  เสียง/คำพูดของสุธีในการเล่าเรื่องราวต่างๆ จึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าฟิล์มนากาทีฟที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า

งานนิทรรศการ “ละ-ลาย: ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่า” โดย สุธี คุณาวิชยานนท์ ร่วมกับ 11 ศิลปินรับเชิญ จัดแสดงวันที่ 13 มิถุนายน-12 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารคุณากิจเทรดดิ้ง 131 ถนนเยาวราช ซอย 2 แขวงสัมพันธวงศ์ กรุงเทพ 10110