คติการโล้ชิงช้า กับตำนานพิธีกรรมสืบทอดใน “ชาวเขาอีก้อ”

(ภาพจาก "นิตยสารศิลปวัฒนธรรม")

ความเชื่อนับเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน ไม่ว่าที่ไหนต่างก็มีความเชื่อเป็นเอกลักษณ์ภายในกลุ่มชนเผ่าตนเอง ซึ่งความเชื่อนั้นก็มีความแตกต่างหลากลายกันออกไปตามพื้นที่

“อีก้อ” เป็นชนเผาหนึ่งที่อยู่ในตระกูลภาษาธิเบโต – เบอมัน หรือธิเบต – พม่า ซึ่งมีความใกล้ชิดกับชาวเขาเผ่ามูเซอ และจัดว่าเป็นสาขาหนึ่งของพวกโล – โลซึ่งมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในมลฑลยูนานประเทศจีน

เมื่อเกิดสงครามปฏิวัติขึ้นภายในประเทสจีน อีก้อส่วนหนึ่งก็ได้อพยพหาแหล่งทำกินแห่งใหม่ด้วยการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเดิมจากไกวเจาและยูนาน ก่อนเดินทางไกลเข้าสู่ประเทศพม่าทางรัฐว้าและเชียงตุง เมื่อเวลาผ่านไปอีก้อส่วนหนึ่งจากประเทศพม่าก็รอนแรมเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยการตั้งถิ่นฐานกระจายกันอยู่เป็นหมู่บ้านน้อยใหญ่ ตามพื้นที่ดอยสูงในท้องที่อำเภอแม่จันและอำเภอแม่สายของจังหวัดเชียงราย

ตำนานโล้ชิงช้าพิธีกรรมสืบทอดของอีก้อ

อีก้อเป็นชาวเขาอีกเผ่าหนึ่งที่ยังคงความเชื่อพิธีกรรมด้านไสยศาสตร์และบูชาผีบรรพบุรุษไว้อย่างมั่งคงด้วยยึดถือว่าพิธีกรรมประจำเผ่าพันธุ์คือมรดกอันล้ำค่าที่สืบทอดกันมหลายช่วงอายุคน

ผู้หญิงอีก้อโล้ชิงช้าแบบ ๔ เสา (ภาพจาก “นิตยสารสิลปวัฒนธรรม”)

โล้ชิงช้า เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งของชาวเขาเผ่าอีก้อที่ทุกหมู่บ้านต่างถือว่าเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญแห่งการรื่นเริงเทียบเท่ากับเทศกาลพิธีขึ้นปีใหม่ ส่วนใหญ่เทศกาลโล้ชิงช้าของอีกก้อจะมีขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมหรือเดือนสิบของทุกปี โดยงานเทศการรื่นเริงนี้จะมีพิธีจัดขึ้น ๔ วันด้วยกัน

ตูโม่หรือหมอผีประจำหมู่บ้านแสนใจ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายได้ทบทวนถึงตำนานความเป็นมาของพิธีกรรมโล้ชิงช้านี้ว่า “เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นมาเพื่อฉลองรวงข้าว ด้วยฤดูกาลที่มีงานคือช่วงเวลาที่ข้าวไร่บนดอยสูงเริ่มชูช่อออกรวง อีก้อทุกคนในหมู่บ้านจะต้องหยุดงานหนักกลางไร่โล่ง เพื่อเข้าร่วมพิธีนี้โดยพร้อมหน้ากัน

ในตำนานที่ถ่ายทอดกันมาเนิ่นนานบ่งบอกว่า เมื่อเทพอเพรอมิแย ผู้ซึ่งเป็นเทพที่ไม่ใช่ผีและไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งถือกำเนินขึ้นมาเองในโลกได้ทำการสร้างโลกขึ้น เทพอีกสององค์คือ อึมซาและอึมแยก็ได้ถือกำเนินขึ้นมาในโลกด้วยเช่นกัน โดยเทพทั้งสององค์นี้เป็นเทพที่มีอำนาจบันดาลให้เกิดฝนตก และยังสามารถติดต่อกับพระอาทิตย์ให้ส่องแสงและหยุดส่องแสงได้

เทพทั้งสององค์นี้มีบุตรธิดาสององค์ คืออึมซายิ เทพบุตรซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีโล้ชิงช้า อีก้อทุกคนต่างยึดถือว่าอึมซาแยะคือบรรพบุรุษของพวกเขา ด้วยมีลูกหลานมีชื่อเสียงเรียงนามสืบช่วงกันมาได้ประมาณหกสิบรุ่น จนถึงนายทูแซหรือนายแสนใจแห่งหมู่บ้านแสนใจ

พิธีโล้ชิงช้าจึงจัดขึ้นเพื่อบูชาอึมซาแยะ เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ให้กับข้าวและเพื่อบูชาผีบรรพบุรุษอีก้อทุกหมู่บ้านยึดถือพิธีโล้ชิงช้าเป็นพิธีสำคัญสำหรับผู้หญิงอีก้อทุกคน ฉะนั้นในพิธีนี้ผู้หญิงอีก้อทุกคนทั้งเด็กหญิงสาวและผู้เฒ่าต่างก็แต่งกายอย่างปราณีตสวยงาม ก่อนจะเข้าร่วมชุมนุมกันพร้อมหน้าในบริเวณลานดินโล่งปากทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมนี้

ชิงช้าอีก้อมีอยู่ด้วยกัน ๓ แบบ มีเพียง ๒ แบบ ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม นั่นคือ

ชิงช้าแบบ ๔ เสา เป็นรูปลักษณ์ชิงช้าที่ทำพิธีโล้กันมาตั้งแต่สมัยเทพอึมซาแยะ ชิงช้าแบบนี้ทำด้วยเสาไม้ ๔ ต้น ปักอยู่บนลานดิน โดยปลายยอดไม้ผูกมัดรวบเข้าหากัน มีเชือกที่ทำจากเถาวัลย์ทิ้งห้อยลงมาตรงกึ่งกลางเสา ปลายเชือกเส้นนี้ทำเป็นบ่วง

เด็กอีก้อเล่นชิงช้าหน้าบ้าน (ภาพจาก “นิตยสารศิลปวัฒนธรรม”)

ชิงช้าอีกแบบหนึ่งใช้เสาไม้ ๒ ต้น ปักไว้บนลานดินโดยปลายยอดมีง่ามบากสำหรับรองรับแกนกลางและมีแขนยื่นออกไปทั้ง ๔ ด้าน ตรงกันข้ามปลายแขนซึ่งเป็นไม้สองอันคู่กันจะผูกยึดปลายด้วยไม้ไผ่ มีลักษณะคล้ายชิงช้าสวรรค์หรือระหัสวิดน้ำ โดยทั้ง ๔ แขนจะมีเชือกผูกห้อยลงมาเป็นเปล ชิงช้าแบบนี้โล้ได้ครั้งละ ๔ คน

ชิงช้าอีกแบบหนึ่งคือชิงช้าสำหรับเด็ก สร้างขึ้นคล้ายกับแบบแรก แต่สร้างไว้หน้าบ้านทุกหลัง เพื่อให้เด็กอีก้อได้โล้เล่นกัน ชิงช้าแบบนี้ต่างกับชิงช้าใหญ่ของหมู่บ้านตรงเชือกห้อยตรงกลางสำหรับโล้นั้นทำด้วยเชือกสองเส้น ตรงปลายเชือกที่เด็กขึ้นไปนั่งโล้วางพาดด้วยไม้ไผ่หรือท่อนไม้ จึงมีลักษณะคล้ายเปล

แม้กลุ่มชนเผ่าอีก้อจะมีวิถีชิีวิตห่างไกลจากสังคมอาศัยอยู่ตามดอยสูง แต่อีก้อก็ยังเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งที่ยังคงรื่นเริงกับประเพณีความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันะุ์ พิธีกรรมโล้ชิงช้าเป็นข้อบ่งชี้ชัดว่า มรดกหลายช่วงอายุบรรพบุรุษอีก้อยังไม่ได้เลือนหายไปไหน

 


อ้างอิง

บทความ “โล้ชิงช้าบูชาอึมซาแยะ พิธีกรรมของอีก้อ”. โดย นายไหม. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม ๒๕๒๘

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ติดตามเรื่องราวเก่า ๆ รู้เท่าทันประวัติศาสตร์ อย่าลืมกด See First (เห็นโพสต์ก่อน) เพจ Silapawattanatham – ศิลปวัฒนธรรม

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป