ย้อนรอย “มหาเวสสันดร” จากชาดกสู่ “ภาพยนตร์”

โปสเตอร์ ชูชก กัณหา ชาลี" ฉบับปี ๒๕๑๖ วาดโดย บรรหาร สิตะพงษ์

งานเทศน์มหาชาติ นับเป็นการทำบุญที่สำคัญและมีความหมายในสังคมไทยไม่น้อยเนื่องจากมีความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าถ้าใครได้ฟังเทศน์มหาชาติจะได้รับกุศลมาก งานเทศน์มหาชาติจะจัดขึ้นทุกปีในวันขึ้น ๘ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ หรือวันแรม ๘ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ หรือในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปีตามปฏิทินสากล ในบางท้องถิ่นอาจนิยมทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๖ หรือในเดือน ๑๐

เรียก “เทศน์มหาชาติ” เพราะเป็นการเทศน์มหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นชาดกเรื่องใหญ่ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติสุดท้ายในทศชาติเป็นพระเวสสันดรผู้ได้บำเพ็ญบารมีอย่างสูงสุดยากเกินกว่าจะมีผู้ใดทำได้คือการให้บุตรและภรรยาแก่ผู้มาขอ มหาเวสสันดรชาดกจึงเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนของพระเวสสันดรเพื่อนำไปสู่พระโพธิญาณ

หากพิจารณาในแง้วรรณกรรมแล้วมหาเวสสันดรชาดกจัดว่าเป็นวรรณกรรมเก่าแก่ที่ทรงคุณค่า โดยแบ่งเรื่องราวออกเป็น ๑๓ ช่วง หรือ ๑๓ กัณฑ์ โดยมี กัณฑ์ที่ ๑ ทศพร กัณฑ์ที่ ๒ หิมพานต์ กัณฑ์ที่ ๓ ทานกัณฑ์ กัณฑ์ที่ ๔ วนประเวศ กัณฑ์ที่ ๕ ชูชก กัณฑ์ที่ ๖ จุลพล กัณฑ์ที่ ๗ มหาพน กัณฑ์ที่ ๘ กุมาร กัณฑ์ที่ ๙ มัทรี กัณฑ์ที่ ๑๐  สักกบรรพ กัณฑ์ที่ ๑๑ มหาราช กัณฑ์ที่ ๑๒ ฉกษัตริย์ และกัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์

นอกจากการเทศน์แล้ว การถ่ายทอดเรื่องราวของมหาเวสสันดรชาดกก็เป็นไปตามความถนัดมีตั้งแต่ขับขานเป็นทำนองเสนาะร้องแหล่ หรือเล่าขานกันตามภาษาท้องถิ่นตนเองเรื่อยมา

กระทั่งยุคภาพยนตร์เข้ามาและเป็นสื่อสำคัญในเมืองไทย มหาเวชสันดรชาดกจึงได้รับการหยิบยกมาถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแผ่เรื่องทานบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยบริษัท ไทยสากลธุรกิจ จำกัด ของ ณรงค์ สันติสกุลชัยพร มอบหน้าที่กำกับการแสดงให้ รัตน์ เศรษฐภักดี เจ้าของผลงานกำกับระดับคุณภาพอย่าง “จันดารา” และผู้รับบทเป็นพระเวสสันดร ก็คือ สมบัติ เมทะนี ร่วมด้วย พิศมัย วิไลศักดิ์ นางเอกคู่ขวัญของยุค ในบทพระนางมัทรี

สิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ภาพยนตร์สามารถอ้างอิงกับประเพณีการเทศน์มหาชาติในอดีต คือ บทร้องทำนองแหล่ของไวพจน์ เพชรสุพรรณ นักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังระดับตำนานของประเทศไทย

ด้วยเหตุที่ ชูชก กัณหา ชาลี เป็นตัวละครเอกที่สำคัญและคนส่วนใหญ่จดจำกันติดหูแล้ว ในช่วงเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ภาพยนต์มหาชาติเรื่องนี้จึงได้รับการตั้งชื่อว่า “ชูชก กัณหา ชาลี” ต่อมามีการนำฟิล์มเรื่องนี้มาตัดต่อ ปรับแต่ง ให้เป็นเรื่องใหม่ เน้นตัวละครต่างกัน แล้วนำออกฉายในปี พ.ศ.๒๕๒๓ ในชื่อใหม่ว่า “พระเวสสันดร”


อ้างอิง“ชูชก กัณหา ชาลี ภาพยนต์นานาชาติ”. โดย วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป