สีสันและลายผ้าไทยบนเครื่องบิน : เรื่องเล่าจากยูนิฟอร์มและการออกแบบภายใน

สีสันและลายผ้าไทยบนเครื่องบิน
พนักงานต้อนรับหญิงของการบินไทยสวมเครื่องแบบของการบินไทยแต่ละยุค ที่ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน (ภาพจาก FB Thai Airways)

สีสันและลายผ้าไทยบนเครื่องบิน : เรื่องเล่าจากยูนิฟอร์มและการออกแบบภายใน

“การบินไทย” เป็นสายการบินแห่งชาติที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เปิดให้บริการผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกยาวนานถึง 66 ปี จนปัจจุบันเป็นหนึ่งในสายการบินชั้นนำที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้โดยสารเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก

นอกจากมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และการบริการที่เหนือระดับพร้อมไมตรีจิตตามแบบฉบับของการบินไทยแล้ว ยังมีอีกสองสิ่งที่แม้อาจเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย แต่กลับมีความยิ่งใหญ่สวยงาม จนเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของการบินไทย นั่นคือ “เครื่องแบบ” และ “ห้องโดยสาร” ที่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีเรื่องเล่าเรื่องราว 

การบินไทยได้พัฒนาเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้งหญิง-ชายและออกแบบตกแต่งห้องโดยสารให้วิจิตรงดงาม ตามทันโลก และตอบโจทย์ผู้ใช้บริการอยู่เสมอ

ความเป็นไทยในอากาศผ่าน “เครื่องแบบ”

ยุคหม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย (พ.ศ. 2503-2521)

หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย (ภาพจาก หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ม.จ. ไกรสิงห์ วุฒิชัย ณ เมรุวัดธาตุทอง วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2519)

สำหรับเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในยุคเริ่มต้นก่อตั้งการบินไทย ใน พ.ศ. 2503 นั้น ผู้ที่ออกแบบเสื้อผ้า คือ “หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย” ซึ่งแม้ในยุคนั้น ผู้คนยังไม่ได้พูดถึงหรือให้ความสนใจเรื่อง “แฟชั่น” มากนัก แต่ท่านชายถือเป็นหนึ่งใน “ดีไซเนอร์” แถวหน้าของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับมากคนหนึ่งก็ว่าได้ และให้เกียรติมาเป็นผู้ออกแบบเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับของการบินไทย

ในช่วงเวลานี้ เสื้อผ้าอันเป็นรูปลักษณ์ด่านแรกของผู้พบเห็นนั้น ออกแบบเป็นเสื้อตัวนอกแบบสั้น “สีม่วงดอกอัญชัน” แม้สีจะไม่เข้มเท่ากับเครื่องแบบปัจจุบันนัก แต่ก็เป็นเฉดสีม่วงอ่อนที่สะท้อนให้ผู้สวมใส่มีความอ่อนน้อม อันเป็นเอกลักษณ์ของการบินไทย โดยสีม่วงดอกอัญชันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ดอกกล้วยไม้” ซึ่งเป็นดอกไม้งามล้ำค่าของประเทศไทย ส่วนด้านในของเครื่องแบบจะมีเสื้อตัวในหรือที่เรียกว่า เบลาส์ เป็นสีม่วงอ่อนเช่นกัน แต่จะมีสีอ่อนกว่าเสื้อตัวนอก

สำหรับเสื้อตัวนอกสีม่วงดอกอัญชันจะมีกระดุม 3 เม็ดเรียงกัน ตัวกระดุมใช้เทคนิคพิเศษด้วยการลงยา ซึ่งเป็นกรรมวิธีตกแต่งเครื่องประดับหรือโลหะให้มีความสวยงามอันเป็นภูมิปัญญามาตั้งแต่โบราณ แสดงออกถึงความเป็นไทย และความสามารถด้านศิลปกรรมของช่างไทย

พนักงานต้อนรับการบินไทยชายและหญิงสวมเครื่องแบบยุคก่อน พ.ศ. 2510 ฝั่งขวาสุดสวมชุดไทยเรือนต้น (ภาพจาก หนังสือ Smooth as silk: the story of Thai)

และนอกจากกระโปรงที่ใช้สีม่วงอ่อนเข้ากับสีของเสื้อตัวนอกแล้ว ยังมีหมวกที่มีโลโก้นางรำในละครไทยประดับอยู่ด้วย โดยมีสีเดียวกับชุดเพื่อให้คุมโทนและสีสันให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งนางรำนั้นก็เป็นโลโก้ของการบินไทยยุคแรก

หมวกดังกล่าวนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงกะบังหน้าของ “กรัณฑมงกุฎ” อันเป็นมงกุฎที่มีต้นแบบมาจากศิลปะอินเดียและลังกา ปรากฏในศิลปกรรมไทยในสมัยสุโขทัย ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ยังพบเช่นกัน แรกเริ่มเดิมทีกะบังหน้ามีลักษณะอ่อนนุ่มคล้ายผ้า ก่อนจะพัฒนากลายเป็นแถบโลหะขนาดใหญ่

พระหริหระ ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 19-20 สวมกรัณฑมงกุฎ (ภาพจาก หนังสือมรดกศิลป์แผ่นดินไทย)

ต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วง พ.ศ. 2510-2513 ก็มีการปรับเปลี่ยนเครื่องแบบอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นไทยผสมอยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์เสมอ จากเดิมที่เสื้อตัวนอกจะมีสีเข้มกว่าเสื้อตัวใน ได้ปรับเปลี่ยนให้ทั้งสองชิ้นนี้รวมถึงสีหมวกมาเป็นสีม่วงเข้มขึ้นเหมือนกัน ด้วยการใช้ “สีม่วงดอกมะเขือ” 

จากนั้นในช่วง พ.ศ. 2513-2517 ก็ได้เปลี่ยนแปลงอีกเล็กน้อย โดยปรับเสื้อให้เป็นแบบคอจีน และเปลี่ยนลักษณะหมวกใหม่ให้ด้านบนสูงขึ้น และด้านข้างมีความงอขึ้นมา

เครื่องแบบพนักงานต้อนรับหญิงของการบินไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2503-2517 รังสรรค์โดย หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย (ภาพจาก VDO THAI x PIPATCHARA | From Waste to Wonder จาก FB Thai Airways)

จนเมื่อเข้าสู่ช่วง พ.ศ. 2517-2521 ซึ่งถือเป็นยุคสุดท้ายที่หม่อมเจ้าไกรสิงห์ทรงออกแบบเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ด้วยการปรับสีม่วงให้เข้มขึ้น เปลี่ยนจากชุดคอจีนมาเป็นชุดตัวนอกที่สั้นขึ้นและมีเสื้อตัวด้านใน มาพร้อมกับกระโปรงสอบยาว

เครื่องแบบพนักงานต้อนรับหญิงของการบินไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2513-2521 รังสรรค์โดย หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย (ภาพจาก IG seanjindachot)

ยุคพรศรี ชุตินทรานนท์ (พ.ศ. 2521-2524)

เมื่อการบินไทยได้ปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ จากเดิมที่เป็นนางรำกลายเป็นโลโก้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ใบเสมา” ซึ่งสื่อถึงความรวดเร็วขณะล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ขณะเดียวกันก็สามารถมองเป็นกลีบดอกไม้อันงดงาม ที่คล้ายกับลวดลายบนภาชนะดินเผาลายกลีบดอกบัวอีกด้วย

พร้อมกันนั้น การบินไทยยังได้เริ่มใช้สโลแกนที่ติดหูคนมาจวบปัจจุบัน นั่นคือ “รักคุณเท่าฟ้า” เหล่านี้จึงทำให้การบินไทยปรับปรุงเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทขององค์กรที่พัฒนาไปตามยุคสมัย โดยมี “พรศรี ชุตินทรานนท์” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวนี้

เครื่องแบบในช่วงเวลานี้ได้ปรับเปลี่ยนเสื้อตัวในให้มีลวดลายสอดคล้องกับ “รูปก้อนเมฆสีชมพูฟ้า” ส่วนเสื้อตัวนอกปรับให้สีอ่อนลง แต่ยังคงความสะดวกสบายให้แก่ผู้สวมใส่ และมอบความอบอุ่นใจให้แก่ผู้โดยสารอีกด้วย โดยในส่วนของหมวกยังใช้แบบเดิมจากปลายสมัยของหม่อมเจ้าไกรสิงห์อยู่ เพียงแต่เปลี่ยนโลโก้บนหมวกให้เป็นแบบใหม่ เรียกได้ว่า เครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในยุคของคุณพรศรีเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง เพราะการบินไทยได้เปลี่ยนโลโก้ใหม่ ถือเป็นการเข้าสู่ยุคใหม่นั่นเอง

พนักงานต้อนรับหญิงของการบินไทยสวมชุดยุคพรศรี ชุตินทรานนท์ พ.ศ. 2521-2524 และซ้ายขวาสวมชุดไทยเรือนต้น (ภาพจาก หนังสือ Smooth as silk: the story of Thai)

ยุคปิแอร์ บัลแมง (พ.ศ. 2524-2532)

“ปิแอร์ บัลแมง” เป็นดีไซเนอร์ต่างชาติผู้มีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นระดับโลก ทั้งยังควบตำแหน่งผู้รังสรรค์ “ฉลองพระองค์” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

บัลแมงได้ออกแบบฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และนานาประเทศตะวันตกอย่างเป็นทางการ ใน พ.ศ. 2503

การออกแบบของบัลแมงเรียกได้ว่าประณีตและโดดเด่นในฐานะงานที่อ่อนช้อยแต่มั่นคง หรือที่เรียกกันว่า “Jolie Madame” โดยบัลแมงยังมีความสามารถเรื่องการใช้ผ้าไทยหรือภูมิปัญญาของคนไทยเข้ามาปรับแต่งกับความเป็นสากลได้อย่างลงตัว จนทำให้ฉลองพระองค์หลากหลายชุดของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กลายเป็น “ไอคอนิก” ที่คนไทยและทั่วโลกให้การยอมรับ

พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ของห้องเสื้อบัลแมง จากนิตยสารโว้ก อเมริกา ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508 (ภาพจาก Henry Clarke/Vogue/Conde Nast Archive.)

ขณะเดียวกันบัลแมงยังได้ออกแบบเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับให้กับการบินไทยเช่นกัน ในช่วง พ.ศ. 2524-2532 บัลแมงใช้ความสามารถด้านแฟชั่นระดับสากลผสมผสานกับผ้าไทยและศิลปะไทย จนเครื่องแบบของการบินไทยเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก

เมื่อบัลแมงเข้ามาเป็นผู้กำหนดทิศทางเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินการบินไทย ชุดต่าง ๆ ถูกปรับเปลี่ยนให้แตกต่างไปจากเดิม โดยบัลแมงออกแบบให้เสื้อตัวในมีลายขีดบนเนื้อผ้า และเสื้อตัวนอกมีสีม่วงอมชมพู แต่งกระดุมด้วยโลโก้การบินไทย ที่ได้แรงบันดาลใจจากใบเสมา พร้อมกับกระโปรงทรงเอ เพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้น โดยผ้าทั้งหมดนี้ทำมาจากฝ้าย และยังคงรักษาความเป็นไทย ด้วยการให้มีหมวกที่เลียนแบบมาจากหมวกของนักรบไทยอีกด้วย

ยุคสุชาติ มิ่งพันธ์ (พ.ศ. 2532-2549)

ต่อมา เมื่อการบินไทยเข้าสู่วาระครบรอบ 30 ปี ของการก่อตั้งสายการบินแห่งชาติ ก็เป็นเวลาประจวบเหมาะที่จะปรับปรุงเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอีกครั้ง โดยในยุคนี้ได้ “สุชาติ มิ่งพันธ์” จากร้าน K.S. Wong มาเป็นผู้ออกแบบ โดยได้ปรับสีและทรงของชุดให้แตกต่างจากยุคที่ผ่านมา มีความทะมัดทะแมง คล่องตัว และเรียบง่ายมากยิ่งขึ้น

ครั้งนี้การบินไทยได้หยิบ “ผ้าไทย” ของจิม ทอมป์สัน มาเป็นตัวชูโรง สำหรับจิม ทอมป์สัน เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันที่เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมไทย จนได้ฉายาว่า “ราชาไหมไทย” (King of Thai Silk) การผสานผ้าไทยในเครื่องแบบยุคนี้จะทำเป็นเสื้อลายดอกกล้วยไม้สีม่วง ซึ่งแสดงออกถึงความอ่อนหวานของผู้หญิงไทย และกล้วยไม้ก็เป็นดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์ของการบินไทยมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งนั่นเอง

รวมถึงหมวก ที่เดิมเคยเป็นส่วนประกอบสำคัญของชุดให้ภาพลักษณ์ทั้งหมดสมบูรณ์ ก็ไม่ปรากฏอยู่ในเครื่องแบบยุคสุชาติ โดยเหตุผลสำคัญที่นำหมวกออกไปจากเครื่องแบบก็เพื่อความเหมาะสมในการทำงานของพนักงานต้อนรับ ในการให้บริการผู้โดยสารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด และถ้ากล่าวในเชิงของกายภาพคนไทยด้วยแล้ว หมวกอาจจะไม่เหมาะสมกับโครงหน้าของพนักงานต้อนรับหญิงเท่าที่ควร จึงยกเลิกหมวกไปนั่นเอง

เครื่องแบบของพนักงานต้อนรับการบินไทยในยุคคุณสุชาติจึงถือเป็นเครื่องแบบอีกยุคหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ช่วงอื่น ๆ เพราะได้เปลี่ยนรูปแบบเครื่องแต่งกายใหม่และใช้วัสดุที่ผลิตขึ้นภายในประเทศไทย ถือเป็นการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานธุรกิจและอุตสาหกรรมการส่งออกผ้าไหมไทย ภายใต้เครื่องแบบที่ปรับให้เข้ากับสมัยนิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ของการบินไทยที่แตกต่างไปจากช่วงเวลาที่ผ่านมา

เครื่องแบบพนักงานต้อนรับหญิงของการบินไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2549 (ภาพจาพ VDO THAI x PIPATCHARA | From Waste to Wonder จาก FB Thai Airways)

ยุคพิจิตรา รักษะจิตร (พ.ศ. 2549-ปัจจุบัน)

สำหรับเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับในยุคต่อมา การบินไทยได้พยายามปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยมากขึ้น จึงได้คัดเลือกคนที่จะมาเนรมิตชุดของพนักงานต้อนรับอันเป็นปราการแรกที่ผู้โดยสารต้องพบเห็น โดยผู้ที่ได้เข้ามาออกแบบก็คือ “พิจิตรา รักษะจิตร” เจ้าของห้องเสื้อชื่อดัง “พิจิตรา” หรือปัจจุบันคือ “Atelier Pichita”

เครื่องแบบในยุคนี้พิเศษตรงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแต่งกายภายในราชสำนักอีกทีหนึ่ง ทั้งยังใส่ใจรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะประดับบนเครื่องแบบมากยิ่งขึ้น เริ่มจากตัวชุดที่มีทั้งแบบชุดเดรสยาวถึงเข่าและเป็นเสื้อตัวนอกสีเข้ม ด้านในเป็นเสื้อเบลาส์สีม่วงอมชมพู ได้ใช้ผ้าไหมไทยที่มีลายผ้าผสมผสานทั้งความเป็นไทยและสากลได้อย่างลงตัว โดยเครื่องแบบมีเนื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดีสำหรับอากาศร้อน และคงความอบอุ่นหากต้องเจอกับอากาศเย็น ซึ่งเหมาะสมและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับพนักงานการบินไทยที่มีเที่ยวบินต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก

ทั้งนี้ เครื่องแบบของพนักงานต้อนรับชายถึงแม้จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากเท่ากับพนักงานต้อนรับหญิง แต่ก็ล้วนรังสรรค์และถักทอขึ้นมาจากการเอาใจใส่เช่นกัน เปลี่ยนผ่านถึง 4 ครั้ง มีรูปแบบเป็นเสื้อตัวนอกคล้ายกัน ต่างแค่สี ได้แก่ ยุคแรกที่ชุดมีสีเทาอ่อน จากนั้นเป็นสีเทาเข้ม และแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินดำ กระทั่งกลายเป็นสีดำเทา ที่มาพร้อมกับเน็กไทสีม่วงไล่ลายไทยอันวิจิตรงดงาม

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของการบินไทยสวมเครื่องแบบยุคพิจิตรา รักษะจิตร (พ.ศ. 2549-ปัจจุบัน) และชุดไทยเรือนต้น (ภาพจาก FB Thai Airways Sweden)

“ชุดไทยเรือนต้น” ความงามบนเรือนกายคู่ “การบินไทย”

นอกจากเครื่องแบบที่เล่าไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะเปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับการบินไทยไม่เคยเปลี่ยนก็คือ “ชุดไทยเรือนต้น” ซึ่งเป็นชุดต้อนรับผู้โดยสารของสายการบินแห่งชาติมาอย่างยาวนาน

ในอดีตชุดไทยเรือนต้นนี้ พนักงานต้อนรับของการบินไทยจะสวมใส่เฉพาะเมื่อให้บริการบนเครื่องบิน ซึ่งจะปรากฏอยู่บนเที่ยวบินต่าง ๆ ตามความเหมาะสม แต่ปัจจุบันนี้ คนไทยและต่างชาติสามารถยลโฉมความงามนี้ได้ตั้งแต่ที่สนามบิน 

สำหรับชุดไทยเรือนต้นที่เห็นกันจนคุ้นตาและเป็นเอกลักษณ์ของการบินไทยนี้ เกิดขึ้นมาได้เพราะการเนรมิตของ “หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย” ที่ทรงร่วมงานกับการบินไทยมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ด้วยการชู “ชุดไทยเรือนต้น” หรือ “ชุดไทยลำลอง” ที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่านี่คือสายการบินของคนไทย

ชุดไทยเรือนต้นของการบินไทย มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อยไปตามยุคสมัย แต่ก็ยังคงความงดงามตามแบบฉบับของชุดไทยโบราณได้อย่างเต็มเปี่ยม อย่างตัวสไบ ที่ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสายการบิน พนักงานต้อนรับหญิงจะห่มสไบเส้นน้อยที่ทำจากผ้าแพร ผูกรวบไว้บริเวณบั้นเอว อันเป็นการแต่งกายที่ได้รับความนิยมมากของสตรีฝ่ายในปลายสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก็ทรงนำมาปรับใช้กับฉลองพระองค์ในหลากหลายโอกาส ต่อมาในบางยุคก็ได้ปรับชุดไทยเรือนต้นเป็นแบบไม่มีสไบให้เป็นสไบตีเกร็ด เสริมกับลวดลายไทยอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบัน

เครื่องแบบยุคแรก ทั้งชุดไทยและชุดลำลองของพนักงานต้อนรับหญิง ของสายการบินไทย (ภาพจาก หนังสือ Smooth as silk: the story of Thai)

ส่วนตัวเสื้อคอกลมที่ถักทอด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมหลากหลายสีสันสดใส ในช่วงแรกปรากฏแบบเป็นเสื้อแขนสั้นเลยศอกขึ้นมา ตรงชายเสื้อแต่งริ้ว ทว่าปัจจุบัน ตัวเสื้อจะมีริ้วลายตามขวางหรือผ้าเกลี้ยงมีเชิงในตัว มีแขนสามส่วน ประกอบด้วยกระดุม 5 เม็ด ปักดอกกล้วยไม้ ที่เป็นสัญลักษณ์ของการบินไทย พร้อมกับซิ่นยาว ที่ดีไซน์มาอย่างลงตัวและประณีตด้วยความตั้งใจของผู้สรรค์สร้าง 

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้สวมใส่ชุดไทยเรือนต้นนี้ตลอดมา จนเมื่อ พ.ศ. 2567 ได้ปรับให้เนื้อผ้าไหมผสมเข้ากับเส้นใยแปรรูปจากวัสดุรีไซเคิล ตามแบบแผน “From Purple to Purpose” ที่ผสานความงดงามอย่างไทยไปพร้อมกับความยั่งยืนของโลก

พนักงานต้อนรับหญิงของการบินไทยสวมชุดไทยเรือนต้นที่ปรับเนื้อผ้าให้เข้ากับโครงการ From Purple to Purpose (ภาพจาก FB Thai Airways)

นี่คือพัฒนาการของสีสันและลายผ้าไทยที่ปรากฏอยู่บนเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับการบินไทยทั้งหญิงและชาย ที่สะท้อนให้เห็นความงามตามบริบทของแต่ละยุคสมัย ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ และแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย ที่มองกี่ครั้งก็ต้องนึกถึงการบินไทย สายการบินแห่งประเทศไทยที่โด่งดังไปในระดับนานาชาติ

“ความเป็นไทยในอากาศ” ผ่าน “ห้องโดยสาร”

ไม่เพียงแค่เครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะเป็นความงามที่ผู้โดยสารได้พบเห็น และสัมผัสถึงความเป็นไทยเท่านั้น แต่เมื่อได้ก้าวเท้าถึงภายในห้องโดยสารก็จะพบกับการตกแต่งอันวิจิตรงดงาม ผ่านที่นั่ง รูปภาพบนผนัง ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในห้องโดยสาร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สายการบินคัดสรรมาอย่างดีแล้วว่า คนที่ใช้บริการจะต้องรู้สึกอิ่มเอมใจกับการประดับตกแต่งด้วยศิลปะไทย ประทับใจในการบริการ พร้อมกับความสะดวกสบายไม่รู้ลืม

โดยการบินไทยได้ให้ความสำคัญกับการตกแต่งห้องโดยสารด้วยการชูความงามอย่างไทย ผสมกับความโมเดิร์นเยี่ยงสากลมาตั้งแต่ก่อตั้งสายการบิน ทั้งนี้ เมื่อ พ.ศ. 2548 การบินไทยได้ปรับโฉมสายการบินให้ทันสมัยและมีอัตลักษณ์มากยิ่งขึ้น จึงเน้นการใช้สีเพื่อเสริมสร้างเอกลักษณ์ให้โดดเด่น โดยใช้ 3 สี คือ ม่วง ชมพู และทอง เป็นสีหลักที่นำไปตกแต่งบนห้องโดยสาร สีม่วง หมายถึง ดอกกล้วยไม้ อันเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของสายการบินไทย, สีชมพู หมายถึง ดอกบัว ดอกไม้แห่งพุทธศาสนา และสีทอง หมายถึง ความอร่ามเรืองรองของวัดวาอารามไทย

สีดังกล่าวปรากฏอยู่ในหลายสิ่งภายในห้องโดยสาร ตั้งแต่ม่านกั้นระหว่างชั้นผู้โดยสาร หรือแม้กระทั่งเก้าอี้ของผู้โดยสาร ซึ่งแต่ละที่ล้วนใส่รายละเอียดของลายสานอย่างไทยเข้าไป ทั้งยังใช้สีอื่น ๆ ผสมให้มีมิติมากกว่าเป็นแค่เพียงที่นั่งเพื่อความสะดวกสบายระหว่างเดินทางเท่านั้น รวมถึงผ้าสำหรับคลุมเก้าอี้บริเวณศีรษะ ก็ใช้ลายภูมิปัญญาท้องถิ่นสอดแทรกเข้าไปกับสีที่จะส่งเสริมให้ผู้โดยสารรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยไปตลอดการเดินทาง

ผู้โดยสารชั้น Economy รับบริการบนเครื่องบิน ปรากฏรายละเอียดความงามของลายบนเก้าอี้นั่ง (ภาพจาก เว็บไซต์ Thai Airways)

ขณะเดียวกัน ผนังภายในห้องโดยสารยังใช้งานศิลปะไทยมาตกแต่งมากมาย ดังเห็นได้จากภาพยนตร์โฆษณาของการบินไทย ใน พ.ศ. 2558 เรื่อง “การบินไทยกว่าครึ่งศตวรรษที่เคียงข้างคนไทย” ได้ปรากฏภาพงานหัตถกรรมของไทยที่เป็นแรงบันดาลใจนำมาต่อยอดออกแบบตกแต่งประดับบนห้องโดยสาร สะท้อนถึงความงามที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น อันไม่มีที่ไหนสามารถเลียนแบบได้ มาสู่ห้องโดยสารที่เปรียบเสมือน “เรือนไทยบนฟ้า” ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจึงได้สัมผัสกับความงามของศิลปะและวัฒนธรรมไทยตลอดการเดินทาง

ห้องเครื่องโดยสารชั้น Royal Silk ปรากฏรายละเอียดความงามของลายบนเก้าอี้นั่งและภาพลายไทยประดับตกแต่งด้านหลัง (ภาพจาก เว็บไซต์ Thai Airways)

ไม่เพียงแค่นั้น ถ้าหากสังเกตห้องโดยสารอย่างละเอียดถี่ถ้วน จะปรากฏงานศิลปะไทยอยู่เสมอ อย่างเช่น ผ้าไหมไทยโบราณหลากหลายลวดลาย, ภาพดอกกล้วยไม้ประดับประดาอยู่บนพื้นหลังนานาสีสัน เช่น สีม่วง สีทอง ซึ่งทั้งสองสี ล้วนเป็นสีชูโรงของการบินไทย, ลวดลายกนก, ภาพเกี่ยวกับพุทธศาสนาผ่านสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ของการบินไทย ฯลฯ รวมถึงการใช้พื้นผิวสัมผัสที่เป็นลายไม้และการตกแต่งเป็นลักษณะระแนงไม้ ซึ่งช่วยส่งเสริมความงามภายในห้องเครื่องเพื่อให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและอบอุ่นมากยิ่งขึ้น นับเป็นสิ่งที่การบินไทยยึดถือมาโดยตลอด 

ห้องเครื่องโดยสารชั้น Royal Silk ปรากฏรายละเอียดความงามของลายบนเก้าอี้นั่งและภาพลายไทยประดับตกแต่งด้านหลัง (ภาพจาก เว็บไซต์ Thai Airways)

จากทั้งหมดนี้จึงทำให้เห็นว่า การบินไทยได้รังสรรค์ห้องโดยสารด้วยการใช้ศิลปะและวัฒนธรรมไทยเข้าไปได้อย่างลงตัว และสร้างความเป็นไทยในอากาศออกมาได้อย่างแท้จริง

ผู้โดยสารชั้น Royal First รับบริการบนเครื่องบิน ปรากฏรายละเอียดความงามของลายบนเก้าอี้นั่งและภาพกล้วยไม้ไล่สีอย่างวิจิตรงดงาม (ภาพจาก เว็บไซต์ Thai Airways)

ไม่เพียงการใช้ศิลปะไทยมาประดับตกแต่งห้องโดยสารเท่านั้น แต่ของใช้สำคัญในกระเป๋าชุดอำนวยความสะดวก รวมถึงผ้าปิดตา ซึ่งเป็นอุปกรณ์จำเป็นยามเดินทางบนเครื่องบินที่การบินไทยจัดเตรียมไว้ให้กับผู้โดยสารนั้น ก็ยังได้สอดแทรกความเป็นไทยเอาไว้ด้วย โดยได้ร่วมมือกับจิม ทอมป์สัน แบรนด์ไลฟ์สไตล์ไทยที่ดังไกลระดับโลก ถือเป็นการสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้บริการและตอกย้ำแบรนด์การบินไทย ในฐานะสายการบินแห่งชาติ ที่ถ่ายทอดและให้ความสำคัญกับความเป็นไทยทุกรูปแบบ

Royal Silk Class Comfort Wear และ Amenity Kit คอลเลกชันใหม่ 14 ลวดลายสุดเอกซ์คลูซิฟ ถ่ายทอดเสน่ห์งานดีไซน์ไทยสู่สายตานักเดินทางทั่วโลก (ภาพจาก FB Thai Airways)

จากการรังสรรค์เครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จวบจนการเนรมิตห้องโดยสารของการบินไทย ย่อมสะท้อนภาพว่า การบินไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการบินที่มาจากประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสายการบินที่พร้อมจะนำเสนอความเป็นไทยไว้ในทุกทิศทาง สมกับฐานะสายการบินแห่งชาติเพื่อให้ชาวต่างชาติได้รู้จักและสัมผัสถึงความเป็นไทย หากแม้ไม่เคยเยือนประเทศไทย แต่แค่เพียงได้ใช้บริการของการบินไทยก็เหมือนได้อยู่ประเทศไทย ดินแดนอันอุดมไปด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรมมาช้านาน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง 

ปิยะวดี ถาวร. เครื่องแบบการบินไทย ในนิตยสารเพื่อนเดินทาง ฉบับเดือนพฤษภาคม, 2517.

นิศนันท์ เดชอหรธัญ. “การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านการบริการบนเครื่องบินผ่านภาพยนตร์โฆษณาของบริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน”, วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรหหาบัณฑิต, วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต, 2563.

ปราณี หมื่นแผงวารี. รู้จัก “ชุดไทยเรือนต้น” จากเส้นใยความยั่งยืนสู่เครื่องแบบหลัก “การบินไทย”. จาก  https://www.bangkokbiznews.com/environment/1095708.

THAI Corporate Communications. เครื่องแบบพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของการบินไทย เปลี่ยนผ่านด้วยความสง่างาม หรูหรา และเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ จาก https://www.tiktok.com/@thaicorpcomm/video/7528772740522773778?is_from_webapp=1&sender_device=pc.

Museum Siam. “ฉลองพระองค์ชุดกลางวันของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง.” จาก https://www.facebook.com/share/p/1CKMdnh5CV/.

Museum Siam. “‘ชุดไทยเรือนต้น’ เครื่องแบบสำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของ ‘การบินไทย’.” จาก https://www.facebook.com/share/p/1HfFpaySqn/.

Queen Sirikit Museum of Textiles. “ที่มาของชุดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของ “การบินไทย” สายการบินแห่งชาติ.” จาก https://www.facebook.com/share/p/1FKAPUmKUX/.

เจาะใจ. “เปิดตำนานห้องเสื้อ ‘พิจิตรา’ กับความงามระดับสูง.” จาก https://youtu.be/bia9udxwMgM?si=IECFMHsvZwpD0DUA.

กรรณรส ศรีสุทธิวงศ์. “กรัณฑมงกุฏเทวดาศิลปะสุโขทัยและพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะอยุธยาตอนกลาง.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2552.

การบินไทย. “ประสบการณ์การเดินทาง-ระดับชั้นโดยสาร” จาก https://www.thaiairways.com/th-th/content/travel-class/. 


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 พฤษภาคม 2569