ทำไมทูตอังกฤษบันทึกถึงรัชกาลที่ 3 ตรง ๆ ว่า “ทรงแย่งราชสมบัติ” พระอนุชา?

อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบเรื่อง ทรงแย่งราชสมบัติ
อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 กับ “ข้อครหา” ว่า “ทรงแย่งราชสมบัติ” พระอนุชา จากมุมของทูตอังกฤษที่เข้ามาติดต่อกับราชสำนักสยาม

ประเด็นนี้ปรากฏอยู่ในบันทึกของ จอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawfurd) ทูตชาวอังกฤษที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักสยามเมื่อ พ.ศ. 2364 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ตามคำสั่งของลอร์ดเฮสติงส์ (Lord Hastings) อุปราชประจำอินเดีย

เมื่อ “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ครอว์เฟิร์ด กล่าวถึงการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ในบันทึกของตนอย่างตรงไปตรงมาว่า “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงแย่งราชสมบัติ” [1]

จอห์น ครอว์เฟิร์ด เข้าเฝ้า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ชม ความงามวังท่าพระ
จอห์น ครอว์เฟิร์ด (ภาพ : Wikimedia Commons)

ศ.ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ และวิกัลย์ พงษ์พนิตานนท์ อธิบายในหนังสือ “ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้า การทูตสยามคราวจักรวรรดิบุกอุษาคเนย์” (มติชน : 2564) ว่า เป็นความจริงที่หลักฐานต่างชาติมักสะท้อนภาพลักษณ์รัชกาลที่ 3 ในแง่มุมที่ต่างออกไปจากหลักฐานข้างฝ่ายไทย โดยเฉพาะประเด็นการสืบราชสมบัติที่ฝรั่งให้ความสำคัญ แต่ไม่เข้าใจบริบทหรือเงื่อนไขการสืบราชสันตติวงศ์ในสยาม ซึ่งแม้จะมีเกณฑ์กว้าง ๆ แต่ไม่ได้มีกฎตายตัวมาแต่โบราณกาลแล้ว

ครอว์เฟิร์ดมองว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็น “รัชทายาท” ด้วยพระชาติกำเนิดของพระองค์ เพราะมีพระราชมารดาเป็นเพียงพระสนม ไม่ใช่สมเด็จพระอัครมเหสี ต่างจากฐานันดรศักดิ์ของเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ 4) พระราชโอรสอันประสูติแต่พระอัครมเหสี

เขาจึงมองว่า การเสด็จขึ้นเสวยราชย์ของรัชกาลที่ 3 เป็นการ “แย่งราชสมบัติ” ไปจากผู้ที่มีสิทธิธรรมเหนือกว่า

ฝรั่งในยุคนั้นยังนิยามพระองค์โดยอคติให้พระราชจริยวัตรของรัชกาลที่ 3 เป็นกลุ่ม “สยามเก่า” (Old Siam) คือกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ไม่ประสงค์จะเห็นการเปลี่ยนแปลง หรือการปฏิรูปไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ (แบบที่ชาติตะวันตกต้องการ) ด้วยมิติดังกล่าว ทำให้รัชกาลที่ 3 ทรงอยู่ “ตรงข้าม” กับแผ่นดินถัด ๆ มาอย่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ค่อนข้างเปิดรับตะวันตก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครอว์เฟิร์ดมองรัชกาลที่ 3 ในแง่ลบก็คือ การที่ครอว์เฟิร์ดเองเป็นตัวแทนข้าหลวงอังกฤษ (แห่งอินเดีย) ที่เข้ามาติดต่อกับราชสำนักสยามเพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต และเจรจาสนธิสัญญากับสยาม ด้วยข้อตกลงที่อังกฤษสามารถแสวงหาประโยชน์ได้ เท่ากับว่า สยามจะเสียเปรียบหากบรรลุข้อตกลงนั้น

เมื่อทำสนธิสัญญาไม่สำเร็จ พันธกิจล้มเหลว ครอเฟิร์ดจึงไม่พอใจ และมีทัศนคติไม่ดีต่อสยาม แล้วผู้มีอำนาจในการเจรจาครั้งนั้นก็คือกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ที่ทรงมีอำนาจเต็มในกำกับดูแลกรมพระคลังสินค้า

อย่างไรก็ตาม ครอว์เฟิร์ด ยังกล่าวชื่นชมกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์อยู่เหมือนกัน ดังว่า “เจ้าชายกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ผู้นี้ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับผู้รั้งตำแหน่งกรมการต่างประเทศ (กรมท่า-ผู้เขียน) ของรัฐบาลสยามต่อเนื่องมานาน อันได้เคยพูดคุยซักถามท่านบ่อยครั้ง และจากที่ฉันจับสังเกตได้ ท่านเป็นบุคคลที่ฉลาดหลักแหลมอย่างยิ่ง และเปี่ยมไปด้วยพลัง” [2]

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพจาก fb สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

กล่าวได้ว่า มุมมองอันเป็นลบเรื่องการครองราชย์ของรัชกาลที่ 3 จากทูตอังกฤษคนนี้ เกิดจากความไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีสยาม และความผิดหวังในเรื่องการเจรจาต่อรองต่าง ๆ เป็นทุนเดิม ทั้งที่หากว่าด้วยสถานการณ์ในขณะนั้น การขึ้นครองราชสมบัติของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ถือว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะทรงสั่งสมอำนาจบารมีมาตลอดรัชกาลสมเด็จพระบรมชนกนาถ (รัชกาลที่ 2)

ตรงกันข้ามกับจอห์น ครอว์เฟิร์ด ราชทูตอังกฤษอีกคนอย่าง เฮนรี เบอร์นีย์ (Henry Burney) ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในภายหลัง และประสบความสำเร็จในการลงนามสนธิสัญญาเบอร์นีย์กับราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ 3 ยังกล่าวยกย่องพระองค์อย่างมาก ก็เป็นสิ่งสะท้อนว่า ความรู้สึกนึกคิดของราชทูต และบริบทการเมืองในช่วงเวลานั้น มีผลต่อการวิพากษ์องค์รัชกาลที่ 3

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

[1] John Crawfurd. Journal of an Embassy to the Courts of Siam and Cochin-China, Vol. 1,2 ed. (London : Henry Colburn and Richard Bentley, 1830), pp. 151-152. อ้างถึงใน วอลเตอร์ เอฟ. เวลลา, แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ. น. 5.

[2] John Crawfurd Papers, p. 25.

ศ.ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ และวิกัลย์ พงษ์พนิตานนท์. (2564). ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้า การทูตสยามคราวจักรวรรดิบุกอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มีนาคม 2569