พระอัครมเหสี พระมเหสี พระสนมเอก และความรักตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 6

พระอัครมเหสี พระมเหสี พระสนมเอก และความรักตลอดพระชนมชีพ ร.6

พระอัครมเหสี พระมเหสี พระสนมเอก และความรักตลอดพระชนมชีพ ร.6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่โดดเด่นเรื่องการริเริ่มและพัฒนาต่อยอด ทั้งยังเชี่ยวชาญเรื่องบทประพันธ์และการแสดง

ทว่าเรื่อง “ความรัก” ของพระองค์กลับไม่ค่อยมีใครรู้มากนัก อาจจะจำกันได้เพียงแค่ “พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี” เนื่องจากเป็นพระภรรยาพระองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ 6 ทั้งยังมีพระสูติการ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี

เมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชมารดาในรัชกาลที่ 6 ทรงหมายมั่นที่จะเลือกสรรผู้หญิงที่เหมาะสมให้กับพระองค์บ้าง อย่างเช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล และหม่อมเจ้าทิพรัตนประภา เทวกุล แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ทรงคาดหวัง

พระบรมฉายาลักษณ์ทรงฉายเมื่อคราวสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินคืนสู่พระมหานคร ครั้งทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินออกไปรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ประทับคอยอยู่ในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ที่หน้าเมืองสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2445

จวบจนเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 6 ความรักในรัชกาลที่ 6 จึงเริ่มที่ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี” (หรือเดิมคือ หม่อมเจ้าหญิงวัลลภาเทวี วรวรรณ) พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมอินทร์ วรวรรณ ณ อยุธยา

ใน พ.ศ. 2463 ขณะที่รัชกาลที่ 6 มีพระชนมพรรษา 40 พรรษา ได้ทรงหมั้นกับหม่อมเจ้าหญิงวัลลภาเทวี จากนั้นก็โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีในพระราชพิธีฉัตรมงคล เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ในชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 6 (ภาพจากหนังสือ “ราชพัสตราภรณ์”
โดย สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, 2547)

อย่างไรก็ดี ชีวิตรักของพระองค์ในครั้งนี้ก็จบลง เพราะทรงหมั้นได้เพียง 3 เดือน ก็ทรงถอนหมั้น โดยมีเหตุผลว่า พระราชอัธยาศัยไม่ตรงกัน 

พระนางเธอลักษมีลาวัณ

ต่อจากนั้นไม่นาน พระองค์ก็ทรงหมั้นกับหม่อมเจ้าหญิงวรรณพิมล วรวรรณ พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และหม่อมหลวงตาด 

เหตุที่พระองค์สนพระราชหฤทัยในหม่อมเจ้าหญิงองค์นี้ ก็เป็นเพราะท่านหญิงได้ร่วมแสดงในคณะ “ปรีดาลัย” ซึ่งเป็นของพระบิดาท่านหญิง จนทำให้รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำรัสชวนให้ไปแสดงละครในวังร่วมกับพระองค์

พระนางเธอลักษมีลาวัณ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าวรรณพิมล วรวรรณ เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์) (ภาพจากหนังสือ ราชพัสตราภรณ์)

ทั้งนี้ท่านหญิงยังโปรดงานอักษร เรื่องกวีนิพนธ์ ไม่ต่างกับรัชกาลที่ 6 จึงทำให้พอจะคุยกันรู้เรื่องในเรื่องเดียวกัน

ต่อมา พระองค์ก็ได้สถาปนาท่านหญิงเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ และครั้งสุดท้าย สถาปนาอิสริยยศเป็น พระนางเธอลักษมีลาวัณ

ทว่าด้วยขณะนั้น ราชสำนักสยามและประชาชนต่างก็คาดหวังว่า พระเจ้าอยู่หัวจะต้องมีพระราชโอรสและพระราชธิดา แต่พระนางเธอลักษมีลาวัณ กลับทรงไม่ตั้งพระครรภ์เสียที รัชกาลที่ 6 จึงมีพระราชดำรัสขอแยกทางดำเนินชีวิตกับพระนางเธอฯ 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงฉายร่วมกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี และพระนางเธอลักษมีลาวัณ

คุณเปรื่อง สุจริตกุล และ คุณประไพ สุจริตกุล

แม้จะทรงมีสัมพันธ์กับพระนางเธอลักษมีลาวัณ แต่ด้วยการมีพระราชโอรส ถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ จึงทำให้รัชกาลที่ 6 ทรงรับสตรีจากตระกูลสุจริตกุลทั้ง 2 ท่านเข้ามาเป็นพระสนมเอก นั่นคือ คุณเปรื่อง สุจริตกุล และ คุณประไพ สุจริตกุล

โดยรัชกาลที่ 6 ทรงราชาภิเษกสมรสกับคุณเปรื่อง เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2464 นับเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงประกอบพิธีราชาภิเษกสมรส และวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2465 รัชกาลที่ 6 จึงทรงราชาภิเษกสมรสอีกครั้งกับคุณประไพ สุจริตกุล น้องสาวของพระสุจริตสุดา 

รัชกาลที่ 6 พระสุจริตสุดา พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ไก่ย่างปัตตานีสูตรพระสุจริตสุดา
รัชกาลที่ 6 และพระสุจริตสุดา ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2464 ที่วังพญาไท (ภาพ : Wikimedia Commons)

ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้คุณเปรื่องเป็น พระสุจริตสุดา และโปรดเกล้าฯ ให้คุณประไพ ขึ้นเป็นพระอินทราณี 

จนเมื่อพระอินทราณี ตั้งพระครรภ์ รัชกาลที่ 6 ทรงพระโสมนัสมาก จึงมีพระราชประสงค์จะให้พระหน่อนั้นประสูติเป็นเจ้าฟ้า คือประสูติแต่พระภรรยาเจ้า จึงทรงสถาปนาพระอินทราณีขึ้นเป็น พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2465

ต่อมา รัชกาลที่ 6 ก็ทรงสถาปนาพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2466

อย่างไรก็ดี สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินีทรงตกพระโลหิตเสียก่อนที่จะมีพระประสูติการ ทั้งยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้รัชกาลที่ 6 ไม่โปรดพระราชหฤทัยต่อพระบรมราชินีนัก ทั้งเจ้าจอมสุวัทนา (พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี) ก็มีพระครรภ์แล้ว

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

รัชกาลที่ 6 จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี เสียใหม่ว่า “สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา” นับเป็นการลดพระอิสริยยศสมเด็จพระราชินีครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี

เจ้าจอมสุวัทนา (นามเดิมคือ เครือแก้ว อภัยวงศ์หรือติ๋ว) เป็นนางในที่ตามเสด็จรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ตลอดจนแหลมมลายู ใน พ.ศ. 2468 

ต่อมา รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเป็น “พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี” ทั้งนี้ “เพื่อผดุงพระราชอิศริยยศแห่งพระกุมารที่จะมีพระประสูติการในเบื้องหน้า” เนื่องจากทรงพระครรภ์ และคาดกันว่า จะมีพระประสูติการเป็นพระราชโอรส 

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ที่พระตำหนักสวนรื่นฤดี ในสมัยรัชกาลที่ 7 ภาพจาก wikicommon

แม้ว่าท้ายที่สุดพระนางเจ้าสุวัทนาฯ จะมีพระประสูติการพระราชธิดา คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา และรัชกาลที่ 6 ก็ยังทรงไม่ทันได้เห็นพระพักตร์ รู้เพียงเพศว่าเป็นพระราชธิดา

นี่คือความรักตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 6

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า. จุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ พระนามพระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชนัดดา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ 1991, 2548.

80 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2540). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:193

https://www.silpa-mag.com/history/article_7226

https://www.silpa-mag.com/history/article_143973


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 มีนาคม 2569