คดีดังในอดีต กรณีริบ “หนังสือกฎหมาย” ของนายโหมด อมาตยกุล สมัยรัชกาลที่ 3

โหมด อมาตยกุล ประกอบเรื่อง ริบหนังสือกฎหมาย สมัยรัชกาลที่ 3

กรณีริบหนังสือกฎหมายของนายโหมด อมาตยกุล สมัยรัชกาลที่ 3

ราชสำนักสยามในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เป็นช่วงแรกที่มีการพิมพ์ในเมืองไทย สมัยนี้เคยมีการสั่งริบหนังสือที่เอกชนพิมพ์จำหน่าย นั่นคือหนังสือกฎหมายของ นายโหมด อมาตยกุล ที่ให้หมอบรัดเลย์ (นายแพทย์แดเนียล บีช แบรดลีย์) จัดพิมพ์

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า ต้นฉบับของหนังสือดังกล่าว เป็นสมุดไทยขาว สมบัติของพระยามหาอำมาตย์ (ป้อม) บิดาของนายโหมด แต่นายโหมดเองบอกว่าตนว่าจ้างให้อาลักษณ์เขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่มรดกบิดาแต่อย่างใด

แต่ ร. แลงกาต์ สันนิษฐานว่า กฎหมายที่นายโหมดนำไปพิมพ์นั้นเป็นสำเนา คัดลอกมาจาก “ฉบับรองทรง” ไม่ใช่ฉบับหลวงตราสามดวง เพราะ ร. แลงกาต์ ใช้ฉบับพิมพ์ดังกล่าวมาเทียบกับฉบับอื่น ๆ ในการตรวจชำระเพื่อจัดพิมพ์ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 (กฎหมายตราสามดวง) ฉบับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อ พ.ศ. 2481-82 จึงสืบทราบว่า หนังสือของนายโหมดคัดลอกจากไหน

หมอบรัดเลย์ วินิจฉัย ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ประชวรด้วยโรคอะไร และ คัดค้าน การอยู่ไฟ นายห้างหันแตร หมอบรัดเลย์เข้าบางกอก หมอบรัดเลย์ผ่าฝี อักขราภิธานศรับท์ หมอบรัดเลย์ น้ำตาลพื้นบ้าน หมอบรัดเลย์ หมอในตำนานยุครัชกาลที่ 3
หมอบรัดเลย์

นายโหมดเล่าว่า ได้จ้างหมอบรัดเลย์ให้พิมพ์หนังสือกฎหมายจำนวน 200 ฉบับ ซึ่ง 1 ฉบับคือ 1 ชุด ชุดละ 2 เล่ม กล่าวคือ มีหนังสือจำนวน 400 เล่ม และจ้างพิมพ์ด้วยเงิน 500 บาท ใน พ.ศ. 2390 ถึง พ.ศ. 2393 แต่จัดพิมพ์ และขายไปบางส่วน ก็เกิดเหตุการณ์ริบหนังสือเสียก่อน

การพิมพ์ครั้งนั้นถือเป็นการพิมพ์กฎหมายสำคัญ “ทั้งฉบับ” เผยแพร่แก่คนทั่วไปครั้งแรกในสยาม นับเป็นการกระทำที่ทั้งกล้าหาญ และสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะสมัยนั้นการศึกษาสิ่งเหล่านี้ยังจำกัดเฉพาะแต่ในหมู่เจ้านาย และขุนนาง และเป็นความคิดที่ขัด “พระราชนิยม” พระเจ้าแผ่นดิน ทรงเชื่อว่าการเอากฎหมายบ้านเมืองไปพิมพ์นั้น “จะทำให้พวกมดต่อหมอความทำให้ยุ่งยากแก่บ้านเมือง” หรือก็คือเปิดโอกาสให้ “หมอความ” (ทนาย) ที่มีพฤติกรรมคดโกงใช้เป็นเครื่องมือในทางมิชอบนั่นเอง

แล้วทำไมนายโหมด อมาตยกุล ถึงพิมพ์หนังสือกฎหมาย ทั้งที่มีความเสี่ยง?

ในบันทึกความทรงจำของนายโหมดเผยว่า ตอนเกิดฟ้องร้องเรื่อง “มรดกคุณน้าพระกลิ่น” ท่านจ้างให้คนคัดลอกกฎหมายที่โรงอาลักษณ์เป็นเงิน 100 บาท เมื่อได้อ่านกฎหมายที่คัดลอกก็คิดว่า “คนที่เป็นความไม่รู้กฎหมายแล้วลำบากนัก”  (หมายถึงตนเองที่ถูกฟ้องร้อง) อีกประการคือได้ลงทุนจ้างคัดลอกไปแล้ว ถ้าตีพิมพ์ขายก็จะได้ทุนคืนด้วย เป็นที่มาของการสั่งพิมพ์หนังสือ

ส่วนเหตุการณ์ที่นำไปสู่การริบหนังสือ เกิดจากตอน เซอร์เจมส์ บรุก (James Brooke) ทูตอังกฤษเข้ามาติดต่อทางการทูตกับสยามใน พ.ศ. 2393 แล้วแสดงตนว่ารู้เรื่องเมืองไทยดี จนรัชกาลที่ 3 ทรงระแวงว่ามีคนสยามนำเรื่องราวต่าง ๆ ของราชการไปบอกแก่ทูตคนนี้ จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้สืบถามพวกลูกจ้างหมอบรัดเลย์ และคนอื่น ๆ ว่า ใครเล่าเรื่องให้ฝรั่งรู้ ทั้งทรงสงสัยไปถึง เจ้าฟ้ามงกุฎ คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ยังทรงพระผนวชอยู่ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

อนุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชดำเนิน กรุงเทพฯ
อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชดำเนิน กรุงเทพฯ (ภาพโดย Paolobon140, via Wikimedia Commons)

อนึ่ง พ.ศ. 2393 ซึ่งเป็นช่วงปลายแผ่นดินรัชกาลที่ 3 เป็นห้วงเวลาที่สยามตระหนักถึงภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมของมหาอำนาจชาติตะวันตกแล้ว โดยเฉพาะเมื่ออังกฤษเอาชนะพม่าใน พ.ศ. 2369 และยังชนะจีนใน พ.ศ. 2385 ราชสำนักสยามจึงระแวดระวังชาวต่างชาติเป็นพิเศษ

เมื่อจมื่นราชามาตย์ (ขำ บุนนาค) ทราบว่า เรื่องจะกระทบถึงภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ จึงนำหนังสือที่ซื้อจากนายโหมด กับหนังสือว่าด้วยราชการต่าง ๆ ของสังฆราชปาลเลอกัวซ์ เข้าไปถวายรัชกาลที่ 3 พระองค์ก็มีพระราชดำรัสสั่งให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวงศาธิราชสนิท กับพระอินทรเทพ เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้าย เอานายโหมด และพวกลูกจ้างหมอบรัดเลย์มาซักถาม “พอเป็นเหตุ” แล้วโปรดให้ริบหนังสือของนายโหมดทั้งหมด และพระราชดำรัสสั่งว่า เมื่อเจดีย์วัดสระเกศสร้างเสร็จให้เอาหนังสือเหล่านี้ไปบรรจุไว้ในเจดีย์

การพิมพ์จำหน่ายหนังสือกฎหมายไม่มีบทบัญญัติห้าม หรือเป็นความผิดในกฎหมายตราสามดวง แต่มีบทบัญญัติถึง “การกระทำเป็นคนขี้ฉ้อหมอความ” ว่าเป็นความผิด ในที่นี้ก็คือบุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เข้าว่าต่าง (ฟ้องคดีแทน) หรือแก้ต่าง (สู้คดีแทน) หรือแนะนำการเขียนคำฟ้อง หรือคำให้การแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมอบรัดเลย์ และนายโหมดก็ไม่ได้ถูกลงโทษจากกรณีดังกล่าว แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้พวกมิชชันนารีถูกเพ่งเล็งมากขึ้น

กระทั่งรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์มีพระราชดำรัสถึงหนังสือของนายโหมดว่า “เป็นคุณต่อแผ่นดิน” ไม่ควรเอามาบรรจุพระเจดีย์ แล้วพระราชดำรัสให้ส่งคืนแก่นายโหมด นายโหมดรับหนังสือคืนแล้วก็นำทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนที่เหลือก็นำไปขายเล่มละ 10 บาทจนหมด

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2394 (ภาพจาก หนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก)

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

กำธร เลี้ยงสัจธรรม. กรณีริบหนังสือกฎหมายในรัชกาลที่ 3. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2547.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569