| เผยแพร่ |
|---|
“As If – he were here” นิทรรศการเปิดพื้นที่คุยข้ามรุ่น
ผ่านจิตวิญญาณ มณเฑียร บุญมา
ในวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย มีศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ชื่อของเขายังคงถูกเอ่ยถึงด้วยความเคารพและความคิดถึงอย่างจริงใจ แม้จะล่วงลับไปแล้วกว่าสองทศวรรษ อาจารย์มณเฑียร บุญมา คือหนึ่งในนั้น
ศิลปินผู้นี้ไม่เป็นเพียงนักสร้างสรรค์ผลงาน หากเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดและวิธีการทำงานที่ท้าทายขอบเขตของศิลปะไทยในยุคนั้นอย่างกล้าหาญ ผลงานของเขาผสานปรัชญาพุทธศาสนา วัสดุท้องถิ่น และภาษาทางศิลปะสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ ขณะเดียวกัน เขายังเป็นครูผู้จุดประกายความคิดให้ศิลปินรุ่นหลังอีกนับไม่ถ้วน อิทธิพลของอาจารย์มณเฑียรจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ผืนผ้าใบหรือวัสดุติดตั้ง แต่ยังคงดำรงอยู่ในตัวตนของผู้คนที่เคยสัมผัสกับงานและแนวคิดของเขา ทั้งในประเทศและในเวทีนานาชาติ
เพื่อสืบสานและตอกย้ำความสำคัญของมรดกทางศิลปะอันล้ำค่านี้ Estate of Montien จึงได้จัดงาน “As If – he were here (ราวกับว่า – มณเฑียรยังอยู่)” ขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) กรุงเทพมหานคร โดยเลือกจัดในโอกาสวันเกิดของ จันทร์แจ่ม บุญมา ภรรยาและผู้ดูแลมรดกศิลปะของอาจารย์มณเฑียรมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า การรำลึกถึงศิลปินผู้นี้คือการรำลึกถึงทุกคนที่รักและสนับสนุนเขาด้วยเช่นกัน
งานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการระดมทุนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูผลงานที่ชำรุดเสียหาย รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บและจัดแสดงผลงาน เพื่อรองรับการศึกษาและวิจัยในอนาคต และด้วยการตอบรับที่อบอุ่นจากภาคศิลปะ ผู้สนับสนุน และสาธารณชนผู้รักงานศิลป์ งานครั้งนี้จึงประสบความสำเร็จอย่างงดงามในทุกมิติ ทั้งในแง่ของการสนทนาทางศิลปะที่เกิดขึ้น และในแง่ของพลังร่วมที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังใส่ใจและพร้อมสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง
เวทีเสวนา เสียงข้ามรุ่นที่สะท้อนอิทธิพลอันไม่เสื่อมสูญ
หัวใจสำคัญของงานคือเวทีเสวนาที่รวบรวมนักวิชาการ ศิลปิน และบุคคลในวงการศิลปะหลายช่วงวัยมาไว้บนเวทีเดียวกัน ได้แก่ ดร.วิภาช ภูริชานนท์, ดร.ชานนท์ (เคนจิ) แพร่พิพัฒน์มงคล, อาจารย์สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์, ดร.กฤติยา กาวีวงศ์, รองศาสตราจารย์เกียรติ มาลีพันธุ์ และอาจารย์ธวัชชัย พันธ์สวัสดิ์ ดำเนินรายการโดย คุณกิตติมา จารีประสิทธิ์ และอาจารย์ลักขณา คุณาวิขยานนท์
สิ่งที่ทำให้เวทีนี้พิเศษคือความหลากหลายของประสบการณ์และช่วงวัยที่นำมารวมกัน ทำให้บทสนทนาเป็นมากกว่าการมองย้อนกลับไปในอดีต แต่กลายเป็นการสำรวจอย่างมีชีวิตชีวาว่า อิทธิพลของอาจารย์มณเฑียรยังคงทำงานและส่งต่ออยู่ในปัจจุบันอย่างไร บนเวที แต่ละคนต่างถ่ายทอดประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับอาจารย์มณเฑียรในมิติที่แตกต่างกัน ทั้งในฐานะครู เพื่อนร่วมวงการ แรงบันดาลใจ และนักคิดที่ตั้งคำถามซึ่งยังหาคำตอบสุดท้ายไม่ได้จนถึงวันนี้
บรรยากาศบนเวทีเปี่ยมไปด้วยทั้งความลึกซึ้งทางวิชาการและความอบอุ่นส่วนตัว มีทั้งช่วงเวลาที่จริงจังถึงแก่นแท้ของงานศิลปะ และช่วงเวลาที่เปราะบางเมื่อมีการเอ่ยถึงความทรงจำร่วมกับศิลปิน สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดในเสวนาครั้งนี้คือ อิทธิพลของอาจารย์มณเฑียรมิได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการจากไปของเขา หากแต่ยังคงส่งต่อผ่านวิธีคิด วิธีมอง และวิธีทำงานของศิลปินและนักวิชาการรุ่นถัดมาอย่างต่อเนื่อง เวทีเสวนานี้จึงกลายเป็นมากกว่าพื้นที่รำลึก มันคือหลักฐานที่มีชีวิตว่าศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ไม่เคยจากไปจริงๆ ตราบเท่าที่ผู้คนยังสนทนาถึง
ผลงาน “วงกลมที่ไม่มีวันสิ้นสุด”
ควบคู่ไปกับเวทีเสวนา นิทรรศการขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลังได้ถูกจัดแสดงขึ้น ภัณฑารักษ์โดย มาร์ค เจียรวนนท์ คัดสรรผลงานจากคอลเลกชันส่วนตัวของอาจารย์มณเฑียรรวม 6 ชิ้น ครอบคลุมช่วงเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525–2535 ภายใต้แนวคิดหลักที่ใช้ “วงกลม” เป็นเส้นด้ายร้อยเรียงทุกชิ้นงานเข้าด้วยกัน สัญลักษณ์ที่ไม่ใช่แค่รูปทรงทางเรขาคณิต แต่สื่อถึงการหมุนเวียนของชีวิต การเวียนว่ายตายเกิด และความต่อเนื่องที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ซึ่งแทรกซึมอยู่ในงานของอาจารย์มณเฑียรมาตลอดชีวิตการทำงานของเขา
การคัดสรรผลงานครั้งนี้พาผู้ชมเดินทางผ่านพัฒนาการทางความคิดของศิลปินอย่างมีลำดับและความหมาย เริ่มต้นด้วย A Changing World ผลงานยุคแรกที่ใช้ “จานอาหาร” อันเป็นวงกลมที่คุ้นเคยที่สุดในชีวิตประจำวัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยสู่ความทันสมัย จากนั้น Study for Deux Temps et Deux Voies (2532) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากช่วงเวลาที่ศิลปินไปศึกษาในยุโรป เชื่อมโยงโลกตะวันออกและตะวันตกผ่านสัญลักษณ์ “ล้อ” ที่ภายนอกดูเป็นศิลปะคอนสตรัคติวิซึม แต่ภายในซ่อน “ธรรมจักร” อย่างแยบยล
One Egg and Feathers (2532) ชวนให้ตั้งคำถามเชิงปรัชญาถึงการกำเนิดและการดำรงอยู่ ผ่านวัสดุท้องถิ่นที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ขณะที่ผลงานจิตรกรรมดิน ไม่มีชื่อ (2534) ใช้รูปทรงครึ่งวงกลมกระตุ้นให้นึกถึงทั้งวิถีเกษตรกรรม การเคลื่อนของดวงดาว และประสบการณ์แห่งความไม่สมบูรณ์ที่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิต Experiment Painting (2532) สื่อสารผ่านจังหวะการเคลื่อนไหวเป็นวงซ้ำๆ ที่นำพาผู้ดูเข้าสู่ภาวะสมาธิโดยไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูด และปิดท้ายด้วย Mind (สภาวะของจิต) (2533) ที่ใช้บาตรพระเป็นพื้นที่สำรวจโลกภายใน ด้วยถ้อยคำอันทรงพลังที่อาจารย์มณเฑียรเคยกล่าวไว้ว่า “ผมมองเข้าไปในชาม และอีกไม่นาน ชามก็มองตอบผม”
งาน “As If – he were here” พิสูจน์ให้เห็นว่า การรำลึกที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่การมองย้อนกลับไปในอดีต แต่คือการนำสิ่งที่ศิลปินทิ้งไว้มาสานต่อในปัจจุบัน เหมือนดั่ง “วงกลม” ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด หมุนเวียนส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ดำรงอยู่ในผู้คน ในความทรงจำ และในผลงานที่ยังคงพูดได้ด้วยตัวเองอย่างไม่มีวันหยุดนิ่ง








