เกิดอะไรขึ้นกับญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นขณะลงนามในเอกสารยอมจำนนในนามของพระจักรพรรดิ บนเรือรบมิสซูรี เมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ (ค.ศ. 1939-1945) ญี่ปุ่น ในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกองบัญชาการสูงสุดของสัมพันธมิตร หรือ SCAP (The Supreme Commander for the  Allied Powers) ที่มีอเมริกาเป็นผู้นำ ได้เข้ามามีบทบาทในนโยบายการปกครองญี่ปุ่น ทั้งด้านการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคม ฯลฯ อยู่ประมาณ 7 ปี (ค.ศ. 1945-1952) โดยพลเอก ดักลาส แมกอาร์เธอร์ (ค.ศ. 1880-1964) จากกองทัพอเมริกาเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการดังกล่าว

คำสั่งแรกๆ ของ SCAP คือ 1. การยุบกองกำลัง 3 เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของญี่ปุ่น คงเหลือเพียงกองกำลังเพื่อการป้องกันภายในประเทศ 2. ดำเนินการกับอาชญากรสงครามคนสำคัญ เช่น นายพลโตโจ และฮิโรตะ และการปล่อยนักโทษการเมืองหลายพันคน 3. การลงโทษสถาบันจักรพรรดิในฐานะที่ต้องรับผิดชอบต่อสงคราม ถึงกับมีแนวคิดที่จะยกเลิกสถาบัน แต่นายพลแมกอาเธอร์และนักวิชาการ คัดค้านและโน้มน้าวว่าจะกระทบจิตใจชาวญี่ปุ่นมากเกินไป และอาจทำให้เกิดจลาจลขนานใหญ่ทั่วญี่ปุ่น

ต่อมาอเมริกาได้วางระบบการเมืองของญี่ปุ่น ด้วยร่าง “รัฐธรรมนูญ” ฉบับใหม่ขึ้น โดยรัฐธรรมนูญนี้จะให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนอย่างเต็มที่และอย่างกว้างขวางในทุกด้าน, สถาบันรัฐสภามีอำนาจสูงสุดในประเทศตามแบบประเทศอังกฤษ, ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเช่นที่ปฏิบัติในอเมริกา ฯลฯ เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1946” ประกาศใช้ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1946 และมีผลบังคับใช้วันที่ 3 พฤศจิกายน  ค.ศ. 1947

สาระสำคัญหนึ่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว คือเรื่องของจักรพรรดิ ในหมวดที่ 1 ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1946 เป็นหมวดที่ว่า “จักรพรรดิ” โดยกำหนดว่า จักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่คงไว้ซึ่งอำนาจความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประชาชน พระองค์ทรงมีบทบาทต่างๆ ทางการเมือง, สังคม, วัฒนธรรม และการทูต แต่ไม่มีพระราชอำนาจใดที่จะสั่งการเกี่ยวเนื่องกับรัฐบาล นอกจากนี้พระราชกรณียกิจหลายอย่างมีรัฐสภาเป็นผู้ควบคุม เช่น การมอบทรัพย์สินให้ผู้ใด, การรับถวายทรัพย์สินต่างๆ ฯลฯ

นายพลแมคอาเธอร์ยังดำเนินการปฏิรูปด้านต่างๆ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจสู่ประชาชนและท้องถิ่น เช่น การปฏิรูปที่ดินอย่างเด็ดขาด ซึ่งขณะนั้นเกษตรกรกว่าครึ่งหนึ่งต้องเช่าที่ดินทำกิน ทำให้เกษตรกรมีที่ดินเป็นของตนเองมากขึ้น, มีการปฏิรูปทางด้านการศึกษา ลดอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการลง ให้มีคณะกรรมการการศึกษาในแต่ละท้องถิ่น ที่ประกอบด้วยตัวแทนของประชาชน และผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ เป็นผู้กำหนดและเลือกใช้แบบเรียนอะไรต่างๆ ไม่ใช่เป็นของกระทรวงศึกษาธิการฝ่ายเดียว (แต่การที่จะอนุมัตินั้นเป็นของกระทรวง), การกระจายหุ้นของกิจการเอกชนผูกขาด, การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ฯลฯ

นั่นทำให้ปลายทศวรรษ 1950 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะสามารถประหยัดงบประมาณทางการทหารลงเป็นจำนวนมาก เพราะมีการยุบ 3 เหล่าทัพ ที่สำคัญอีกประการคือ “ประชาชนญี่ปุ่น” ที่มีระเบียบวินัย, ขยันขันแข็ง ไม่ว่าแพ้หรือชนะสงครมคุณสมบัติของคนญี่ปุ่นไม่เคยลดลง

ทว่าการเข้ามาของอเมริกาก็เป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน

กล่าวตามสนธิสัญญาความมั่นคงที่ญี่ปุ่นทำกับอเมริกาใน ค.ศ. 1951 ยินยอมให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในญี่ปุ่น ตั้งแต่บริเวณเกาะฮอกไกโด จนถึงโอกินาวา ทั้งยินยอมอเมริกาใช้ฐานทัพเหล่านั้นไปปฏิบัติการในประเทศรอบๆ ญี่ปุ่นได้อีกด้วย ซึ่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนในพื้นที่และกองทัพอเมริกามีอยู่เป็นระยะ

นอกจากการเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ว่าได้ละเลยเรื่องสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดโรค “มินามาตะ” ที่หมู่บ้านมินามาตะในเกาะกิวชิว เนื่องจากสารปรอทจากโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความพิการแขนงอกระดูกเบี้ยว บางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หรือปัญหาอากาศเป็นพิษที่เกิดจากบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่รวมตัวกันอยู่ที่จังหวัดไอชิ ที่ทำให้ประชาชนในบริวเณนั้นเป็นโรคหืด


ข้อมูลจาก

ประเสริฐ จิตติวัฒนพงศ์. “การพัฒนาประเทศ 100 ปีของญี่ปุ่น” ใน, วารสารญี่ปุ่นศึกษา ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 (1986)

สุนีย์ มัลลิกะมาลย์. “รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น: จากอดีตสู่ปัจจุบัน” ใน, วารสารพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 52 ฉบับที่ 3/2555


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรก 25 ตุลาคม 2564