สง่า มะยุระ ไม่ใช่แค่ยี่ห้อพู่กัน แต่คือช่างเขียนระดับครู ผู้ซ่อมจิตรกรรมวัดพระแก้ว

สง่า มะยุระ ขณะซ่อมภาพเขียนเรื่องรามเกียรติ์ที่พระระเบียงคดวัดพระศรีรัตรศาสดาราม พ.ศ. 2515 (ภาพจากอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายสง่า มะยุระ)

ชื่อ สง่า มะยุระ คงทำให้ใครหลายคนคิดถึงการเรียนวิชาศิลปะเมื่อวัยเด็ก เพราะพู่กันที่เราส่วนมากใช้กันก็คือ “ภู่กัน สง่า มะยุระ” พู่กันของไทยยี่ห้อแรก ที่ สง่า มะยุระ คิดทำขึ้น จากความชำนาญส่วนตัว เพราะเขาคือช่างเขียนฝีมือระดับ “ครู” ที่ต้องใช้พู่กันทำงานมาตลอด จนกลายเป็นเจ้าของโรงงานพู่กันแห่งแรกของประเทศไทย

สง่า มะยุระ (ภาพจากอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพฯ )

สง่า มะยุระ (20 สิงหาคม พ.ศ. 2452 – 12 กันยายน พ.ศ. 2521) บ้านเกิดอยู่ที่ตำบลวังยางใหญ่ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี หลังจบการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดสัปรสเทศ ก็ไปเรียนวิชาวาดเขียนกับอาจารย์อู๋ ที่วัดมะนาว อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี  ภายหลังปลัดหรุ่น เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง พาสง่าไปฝากไว้ที่อาจารย์ม้วน วัดสุวรรณาราม ในคลองบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี จึงได้เรียนเขียนกับครูสอิ้ง ที่ต่อมาพาไปเขียนลายรดน้ำที่วัดพระเชตุพน

ก่อนจะเริ่มทำงานงานเขียนเป็นอาชีพเต็มตัว โดยเริ่มจากสมัครเป็นช่างเขียนที่ร้านรับจ้างเขียนพานแว่นฟ้า และตู้มาลัยแถวหลังวัดมหาธาตุ  ต่อมาได้มาช่วยหลวงเจนจิตยงค์เขียนโถกะยาคู (ที่ใช้ฟักทองกลึงเป็นโถมีฝาปิด)ให้กับกรมพระสวัสดิ์ ด้วยเพราะฝีมือเป็นที่น่าพอใจ หลวงเจนจิตยงค์จึงชวนไปช่วยเขียนลายรดน้ำประตูหน้าต่างโบสถ์วัดสุวรรณคีรีในคลองบางกอกน้อย ฯลฯ

เมื่ออายุครบบวช สง่าก็เข้าพิธีอุปสมบทและจำพรรษาที่วัดสุวรรณาราม และได้ทำงานชิ้นสำคัญคือ การเขียนภาพจิตรกรรมที่พระระเบียงคดวัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพสง่า ครอบครัวบันทึกถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“พอบวชได้ไม่นานคุณพ่อก็ไปเขียนที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คุณพ่อเขียนภาพเรื่องรามเกียรติ์ที่ฝาผนังระเบียงคดดังที่ปรากฏอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้”

ซึ่งตรงกับที่ จักรพันธุ์ โปษยกฤต บันทึกไว้ว่า “คุณลุงสง่า มะยุระ เป็นช่างเขียนรุ่นแรกที่ได้รับเชิญให้มาเขียนซ่อมภาพระเบียงวัดพระแก้ว ในการอนุรักษ์ครั้งใหญ่นี้ เนื่องจากช่างรุ่นแรกเป็นช่างที่ได้เคยเขียนซ่อมมาแล้ว เมื่อครั้งฉลองพระนครครบ

รอบ 150 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 7 จึงได้ถูกเชิญให้มาเขียนซ่อมอีกครั้งในรัชกาลที่ 9 นี้ ช่างรุ่นแรกจึงเป็นช่างเขียนอาวุโสอยู่ในวัยหกสิบกว่าปีขึ้นไปทั้งนั้น ส่วนช่างรุ่นสอง คือรุ่นข้าพเจ้า ต้องมีการสอบฝีมือดูความสามารถเสียก่อน ก่อนที่จะได้รับ ความไว้วางใจให้เข้าไปทําการซ่อม”

ภาพเรื่องรามเกียรติ์ที่พระระเบียงคดวัดพระศรีรัตรศาสดาราม ที่สง่าเขียนไว้ในสมัยรัชกาลที่ 7 (ภาพจากอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพฯ)

การทำงานซ่อมพระระเบียงคดครั้งนั้น จักรพันธุ์ได้ทำงานร่วมกันช่างเขียนอาวุโส ที่เขาเรียกว่า “ลุง” รวมถึง “ลุงสง่า” ที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ เพราะจักรพันธ์ ต้องเขียนห้องที่ 159 และ 160 ส่วนสง่าเขียนห้อง 161 [ห้องในที่นี้คือ พื้นที่ระเบียงจากเสาในผนังระเบียงต้นหนึ่ง ถึงเสาในผนังอีกต้นหนึ่ง นับเป็นหนึ่งห้อง] และได้บันทึกเทคนิค วิธีการทำงานของช่างรุ่นใหญ่ ที่เห็นไว้ว่า

“การที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้ามาร่วมทํางานกับช่างเขียนอาวุโสเหล่านี้ ทําให้ได้เห็น วิธีการทํางานของช่างแต่ละท่าน อันเป็น ‘กรรมวิธี’ ที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ในที่นี้จะเล่าถึงคุณลุงสง่า มะยุระ โดยเฉพาะ เพราะนั่งร้านอยู่ติดกัน ได้สังเกตเห็นการทํางาน อันประณีต ล้างพู่กันอย่างพิถีพิถันทุกครั้งที่เสร็จงาน ไม่ปล่อยพู่กันเปื้อนสีทิ้งไว้จนแห้งแข็ง ไม่แช่พู่กันทิ้งไว้ค้างคืนจนปลายงอ ฯลฯ

ช่างเขียนภาพผนังในสมัยรัตนโกสินทร์มักจะร่างตัวละครทั้งหมดด้วยหมึกจีนแล้ว ลงพื้นฉากหลังกลบตัวละครทั้งผืน จึงค่อยเขียนสีและปิดทองตัดเส้นตัวละครที่ร่างไว้แล้วตั้งแต่ตอนต้น โดยหมึกจีนที่ร่างไว้จะขึ้นมาจากพื้นให้เห็นราง ๆ พื้นฉากหลังจะไม่มีวันกลบเส้นหมึกจีนนั้นได้มิด

แต่สําหรับคุณลุงสง่าท่านร่างภาพทั้งหมดด้วยดินสอดําบ้าง ชอล์คบ้าง ลงไปบนพื้นผนังขาวๆ แล้วระบายสีเสร็จไปเป็นส่วน ๆ จากส่วนบนของผนังลงมาส่วนกลางและล่างตามลําดับ โดยระบายท้องฟ้าจนเสร็จสรรพแล้วมาระบายสีปราสาทราชวัง เว้นตัวละครไว้ เป็นสีขาวของพื้นผนัง ภาพร่างตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์เหล่านี้ ร่างไว้อย่างละเอียดละออทุกสัดส่วน โดยร่างลงบนกระดาษแล้วลอกลงผนังอีกที่ แต่ส่วนที่เป็นปราสาทราชวังร่างลงไปบน ผนังเลย

เมื่อเขียนฉากหลังเรียบร้อยแล้ว จึงลงสีตัวละคร ระบายสีตัวและเครื่องนุ่งห่มก่อน แล้วใช้รงระบายส่วนที่เป็นชฎาและเครื่องประดับ แล้วจึงทายางมะเดื่อทับรงเพื่อปิดทอง ตัดเส้นในขั้นต่อไป การตัดเส้นและเขียนหน้าภาพ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นคุณลุงสง่าใช้ไม้ยาวทําสะพานรองมือทุกครั้ง ไม่เคยใช้มือขวาทาบไปบนพื้นผิวผนังเลย ด้วยเกรงว่าเส้นสีแดงที่ตัดไปบนทองจะติดเหงื่อมือขึ้นมา

สําหรับส่วนที่เป็นต้นไม้ ช่างเขียนอาวุโสทุกคนใช้รากลําเจียก หรือไม่ก็เปลือกกระดังงาทุบตัดปลายให้พอดี แช่น้ำจนนุ่ม ใช้แจะสีทําพุ่มพฤกษ์ต่างๆ ข้าพเจ้าก็ได้รับแจกเปลือกกระดังงาและรากลําเจียกด้วย และได้เรียนรู้วิชาการใช้จากช่างเขียนที่ทําอยู่ผนังติดกันคือคุณลุงสง่า มะยุระ…”

ส่วนกิจการพู่กันนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่สง่าแต่งงาน (พ.ศ. 2479) เพื่อสร้างหลักฐานให้ตอนเองและครอบครัว โดยในระยะแรกเป็นทำขึ้นเพียงจำนวนน้อยแล้วนำไปขายในหมู่เพื่อนฝูงที่เป็นช่างด้วยกัน ก่อนจะขยายกิจการจนตั้งเป็นโรงงานผลิตพู่กัน

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2486  สง่าจัดทำพู่กันชุดหนึ่งเพื่อมอบแก่ นายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งจอมพล ป. ได้มอบเงิน 400 บาท เพื่อเป็นรางวัลในฐานะที่สง่าเป็นคนไทยคนแรกที่คิดริเริ่มประดิษฐ์พู่กันขึ้นในประเทศ ทั้งสั่งให้หน่วยงานราชการซื้อพู่กันของสง่า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลขณะนั้นที่สนับสนุนสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย เพื่อคนไทย

ส่วนผลงานในฐานะช่างเขียนอาวุโส ที่สง่าฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง นอกจากภาพจิตรกรรมที่ระเบียงคด วัดศรีรัตนศาสดารามแล้ว สง่า ยังเขียนและออกแบบลายเรือนแก้วประตู หน้าต่าง และหน้าบันพระอุโบสถให้แก่วัดต่างๆ เช่น วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) กรุงเทพฯ, วัดสัตหีบ, วัดก่อไผ่ ซึ่งสง่าเขียนให้ด้วยศรัทธาโดยไม่รับค่าจ้าง

หน้าบันพระอุโบสถวัดราชบูรณะ กรุงเทพฯ ภาพเล็กมุมซ้ายเป็นภาพร่างที่สง่าออกแบบ (ภาพจากอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพฯ)

ลดแรง 30% สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรมในวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 64 ลดราคา 30% แถมฟรีอีก 1 เดือน (12 ฉบับ / 1 ปี + แถมฟรี 1 เดือน) คลิกสมัครหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


ข้อมูลจาก

อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายสง่า มะยุระ  ณ วัดโสมนัสวิหาร วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2521


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 มกราคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป