พระยาโอวาทวรกิจ ครูรุ่นแรกของสยาม จากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ และนักโต้วาทีไร้เทียมทาน

พระยาโอวาทวรกิจ (เหม ผลพันธิน)

ในตอนบ่ายของวันอาทิตย์วันหนึ่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2478 คุณหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร ได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการแข่งขันโต้วาทีซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกตามนโยบายส่งเสริมศิลปะทางการโต้วาทีและการกล่าวสุนทรพจน์ ภายหลังการรื้อฟื้นตั้งกรมศิลปากรขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2476 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมีหลวงวิจิตรวาทการดำรงตำแหน่งอธิบดีตั้งแต่ พ.ศ. 2477.1

หัวข้อของการโต้วาทีครั้งแรกนั้นคือเรื่อง “ร้อนดีกว่าเย็น” โดยมีเจ้าคุณโอวาทวรกิจ เป็นผู้เสนอ และมีรองอำมาตย์โทวิเชียร ฉายจรรยา เป็นฝ่ายค้าน.

สำหรับผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอนั้นได้แก่ นายกิมฮวย มลิทอง และนายสิน เฉลิมเผ่า, ขณะที่หลวงวิลาศปริวัตร (“ครูเหลี่ยม”) และนายมงคล รัตนวิจิตร (ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราชและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร) เป็นผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน.

ก่อนหน้านั้น ได้มี “แจ้งความกรมศิลปากร” โดยหลวงวิจิตรวาทการ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 เรื่อง “ให้รางวัลการแข่งขันโต้วาที”. แจ้งความฉบับดังกล่าวนี้ได้มีอารัมภบทชี้แจงความมุ่งหมายของการจัดโต้วาทีและการให้รางวัล ความว่า

“ด้วยตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งกองแผนกในกรมศิลปากร บัญญัติให้มีแผนกวาทีขึ้นในกรมนี้ เพื่อทำหน้าที่บำรุงศิลปทางวาทีสุนทรพจน์ อนึ่ง โดยที่เห็นว่าประเทศทั้งหลายที่เจริญแล้ว ย่อมจัดการบำรุงศิลปประเภทนี้คู่กันไปกับศิลปทางวรรณคดี เพราะศิลปทั้งสองนี้เป็นปัจจัยอาศัยซึ่งกันและกัน ประโยชน์อันจะพึงเกิดแก่ประชาชนเนื่องจากการบำรุงศิลปประเภทนี้นั้น นอกจากจะได้ฟังคารมโวหารให้ได้รับความรู้และปลูกปฏิภาณขึ้นแล้ว ยังเป็นเครื่องช่วยให้ประชาชนหยั่งทราบว่า ผู้ใดมีฝีปากดีควรเลือกเข้าเป็นผู้แทนรักษาผลประโยชน์ของเขาในสภาหรือในที่ประชุมต่าง ๆ ทนายความคนใดมีโวหารและปฏิภาณ เฉียบแหลมที่ควรไว้วางใจให้ว่าคดี นักประพันธ์คนใดมีสำนวนดีแม้ในเชิงพูด ฯลฯ ส่วนผู้ที่เข้าแข่งขันนั้น แม้จะมิได้ชะนะจนถึงได้รับรางวัล ก็ยังได้มีโอกาสแสดงคุณสมบัติของตนให้ปรากฏ นับเป็นบันไดขั้นต้นที่จะก้าวขึ้นสู่ความมีชื่อเสียงในอนาคต

ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ [ขณะนั้นคือคุณพระสารสาสน์ประพันธ์] จึงอนุมัติให้กรมศิลปากรจัดการแข่งขันโต้วาที โดยให้มีรางวัล 2 รางวัล รางวัลหนึ่งเป็นจํานวน 1,500 บาท (หนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) อีกรางวัลหนึ่งเป็นจำนวน 200 บาท (สองร้อยบาทถ้วน)” (เมื่อ พ.ศ. 2478 เงินจํานวน 1,500 บาท ซื้อรถยนต์ใหม่เอี่ยมได้คันหนึ่ง).

สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าแข่งขันนั้น ไม่จำกัดเพศและวัย, พระภิกษุก็เข้าแข่งขันได้หากได้รับอนุญาต. บุคคลที่ไม่มีสิทธิมีประเภทเดียวคือราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกแห่งราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งขณะนั้นคุณหลวงวิจิตรวาทการเป็นเลขาธิการอยู่ด้วย.

ในแจ้งความฉบับดังกล่าวระบุด้วยว่า “การวินิจฉัยแพ้ชนะ จะได้ถือเอามติข้างมากของผู้เข้าฟังเป็นคะแนนวินิจฉัย”

อธิบดีกรมศิลปากรได้กล่าวแก่ผู้ที่เข้าฟังการโต้วาทีจำนวนประมาณ 400 คนว่ามีความยินดีที่การโต้วาทีซึ่งจัดขึ้นเป็นที่สนใจของมหาชนทั่วไป แต่เดิมก็กระทำกันเล่น ๆ แต่บัดนี้รัฐบาลได้เห็นความจำเป็นที่จะจัดให้เป็นการเป็นงานจริงจัง และได้ขออภัยที่เครื่องกระจายเสียงติดขัดในคราวนี้ ทำให้ไม่สะดวกสำหรับคนฟัง. คุณหลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวแนะนำผู้เข้าแข่งขันพอเป็นสังเขปว่า

“ผู้เสนอคือพระยาโอวาทฯ ซึ่งเป็นผู้ได้ปรากฏเกียรติในการโต้วาทีมาแล้ว (จากการโต้วาทีซึ่งมิได้จัดเป็นทางการที่ผ่าน ๆ มา) ฝ่ายค้านคือรองอำมาตย์โท วิเชียร ฉายจรรยา ท่านผู้นี้ถึงแม้จะยังไม่เคยปรากฏชื่อเสียงในการโต้วาที ก็เป็นที่เชื่อแน่ได้ว่าในการที่หาญต่อสู้กับเจ้าคุณโอวาทฯ นั้น จะต้องมีความสามารถอยู่เป็นแน่นอน”.

ต่อจากนั้นการโต้วาทีก็เริ่มขึ้น โดยเจ้าคุณโอวาทฯ กล่าวว่าท่านมาวันนั้นตามคำเชิญของกรมศิลปากร ซึ่งการโต้วาทีได้เคยมีกันมาแล้ว มิใช่เพิ่งจะมีในครั้งนี้ แต่ว่าเพิ่งจะจัดเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ ในครั้งนี้เท่านั้น

“การที่ผู้จะสมัครโต้วาทีตามที่กรมศิลปากรเชื้อเชิญนั้น มีผู้คิดกันไปหลายแง่หลายทาง คิดกันว่าถ้าไปโต้กันเกิดแพ้ขึ้นจะเสียหายอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะหาคนโต้ยาก. แต่ส่วนข้าพเจ้าไม่เป็นไร ถึงจะแพ้จะชนะก็เหมือนควายแก่” และกล่าวต่อไปว่า “ข้าพเจ้าได้เจตนาไว้แล้วว่าถ้าได้รางวัลด้วยความเหน็ดเหนื่อยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำการกุศล ไม่รับเป็นส่วนบุคคล” [เจ้าคุณโอวาทฯ ได้มอบเงินรางวัลที่ท่านได้รับทั้งหมดให้แก่กรมอากาศยาน หรือกองทัพอากาศในปัจจุบัน].

ในการเสนอญัตติ “ร้อนดีกว่าเย็น” ท่านเจ้าคุณฯ ได้ยกเหตุผลที่น่าฟังหลายประการมาสนับสนุน “ความร้อน” อาทิ “วิทยาศาสตร์อาศัยความร้อนทั้งนั้น ความร้อนทำให้เป็นความสำเร็จดีกว่าความเย็น”, “เราทำการใด ๆ ถ้าเราไม่มีความร้อนใจ ทำใจเย็นเฉื่อยชาไปแล้ว งานนั้นก็ต้องถูกตำหนิติเตียน, สมมุติง่าย ๆ ถ้าเราจะชอบผู้หญิงคนใดเข้า ถ้าเราไม่ร้อนใจกระตือรือร้น เขาก็แย่งเอาไปกินเสีย”, “มีสุภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า ดูช้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน ท่านทั้งหลายที่มาฟัง [โต้วาที] จะชอบดูช้างมากหรือสาวมาก” และ “มารดาเราเมื่อเวลาคลอดเราออกมาต้องใช้ความร้อนอยู่ไฟชุดให้ร่างกายบริบูรณ์ แล้วเมื่อท่านแก่เฒ่าตายไปแล้ว เราจะเผาท่าน ต้องเอาไฟเผา” ฯลฯ

แล้วท่านเจ้าคุณฯ ก็กล่าวปิดท้ายอย่างคมคายว่า “ผู้ที่เป็นผู้บริหารที่เป็นใหญ่เป็นโตของเราไม่เป็นอันกินอันนอนทีเดียว เราจะเห็นเวลาท่านทำงาน 3 โมงเช้าเหล่านี้ ไปเลิกเอา 23 นาฬิกาก็มี หรือ 24 นาฬิกาก็มี ธุระของท่านมันยุ่งไปหมดด้วยเรื่องอะไร ด้วยเรื่องความร้อนใจอยากจะให้พวกเราหรือประเทศเราเจริญ รีบทำการเหล่านั้นให้ทันสมัย”.

รองอำมาตย์โทวิเชียร ฉายจรรยา ผู้นำฝ่ายค้าน ก็ได้โต้คารมกับเจ้าคุณโอวาทฯ อย่างสูสีทีเดียว โดยยกเอาคุณค่าของความเยือกเย็นมาเป็นเหตุผลในการค้าน อาทิ “หลวงวิเชียร [แพทยาคม-จิตแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ปากคลองสาน] ปกครองคนในสถานของท่าน ซึ่งเป็นโรคเกิดด้วยความร้อน” “ประเทศชาติเดี๋ยวนี้มีความร้อน ก็ต้องหาหนทางปรองดองสามัคคีซึ่งกันและกัน”, “เจ้าคุณนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศของเรา [พระยาพหลพลพยุหเสนา] ท่านผู้นี้ไม่เคยเสียเลย ท่านจะทำอะไร ท่านไม่รีบทำ ท่านต้องได้รับคำรับรองจากสภาเสียก่อนแล้วจึงจะทำ”, “หลักพระพุทธศาสนานั้นเป็นเครื่องบำบัดความทุกข์หมายความสุข คือความเย็น ท่านคงจะไม่ได้ยินว่าหนีร้อนมาพึ่งร้อน มีอยู่อย่างเดียวก็คงได้ยินว่า หนีร้อนไปพึ่งเย็น”.

ข้อความที่รองอำมาตย์โทวิเชียรได้ทิ้งท้ายเอาไว้ ก็เป็นตัวอย่างที่มีน้ำหนักเช่นกัน โดยกล่าวว่า “หลวงประดิษฐ์ฯ [มนูธรรม] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ทำราชการงานเมืองให้ท่านมีความสุข ให้เทียมทันนานาประเทศ ก็ทำด้วยความเย็นสุขุม. ข้าพเจ้าขอกล่าวชมเชยท่าน เพราะท่านเองเป็นผู้นำประเทศโดยมีความใจเย็น เพื่อจะยังประเทศให้ถึงซึ่งความสุขความเจริญในภายหน้า”. แต่ความข้อนี้ได้ถูกนายกิมฮวย มลิทอง ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอแย้งทันทีว่าที่ฝ่ายค้านกล่าวว่าท่านรัฐมนตรีทำการด้วยความเยือกเย็นสุขุมนั้น “ข้าพเจ้าขอค้านเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากมีแต่ความเยือกเย็นใจแล้ว บัดนี้เราคงไม่ได้การปกครองแบบอารยประเทศเป็นแน่ นี่เพราะท่านทั้งหลาย [คณะราษฎร] เป็นผู้ก่อกำเนิดการปกครองในปัจจุบัน เป็นผู้มีความเร่าร้อนใจอยู่”.

ในการอภิปรายรอบ 2 เจ้าคุณโอวาทฯ ยังคงเน้นความดีต่าง ๆ ของความร้อน อาทิ อาหารจะรับประทานให้อร่อยก็ต้องร้อน ๆ แม้กระทั่งแกงจืดที่เย็นชืดแล้ว ก็ยังเรียกกันว่า “แกงร้อน” เมื่อแสงอาทิตย์ที่ให้ความร้อนแผดเข้ามา ผู้คนก็รีบออกจากบ้านไปประกอบกิจการงาน, และพอตกเย็นก็กลับเข้าบ้านนอน, และที่ว่า “นิพพานคือเย็นใจ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าใครได้เคยไปบ้าง จะเย็นใจหรือไม่เย็นใจไม่รู้ แต่ข้าพเจ้านึกว่าตามฮอลล์ที่ร้อน ๆ ยังเย็นใจดีกว่า ข้าพเจ้าจึงยังไม่อยากไปนิพพาน”.

ในที่สุด เจ้าคุณโอวาทฯ ก็ได้อัญเชิญพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 มายืนยันความจำเป็นที่คนเราจะต้องมีความ “ร้อนอกร้อนใจ” ในการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ พระราชนิพนธ์บทที่ท่านเจ้าคุณฯ ได้อัญเชิญมาก็คือ

“เรานี้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง
ควรคำนึงถึงชาติศาสนา
ไม่ควรให้เสียทีที่เกิดมา
ในหมู่ประชาชาวไทย
แม้ใครตั้งจิตต์คิดรักตัว
จะมัวนอนนิ่งอยู่ไฉน
ควรจะร้อนอกร้อนใจ
เพื่อให้พรั่งพร้อมเพื่อตน”

ผลของการโต้วาทีในวันนั้นปรากฏว่า ฝ่ายเสนอเป็นผู้ชนะ โดยได้รับคะแนนถึง 349 จากบรรดาผู้ฟัง ขณะที่ฝ่ายค้านได้เพียง 10 คะแนน. สำหรับ “กรรมการกลาง” 9 ท่านนั้น ให้คะแนนฝ่ายเสนอชนะฝ่ายค้าน 6 ต่อ 3 และฝ่ายหนังสือพิมพ์ที่มาร่วมฟัง 5 คน ก็ให้เจ้าคุณโอวาทฯ ชนะไปถึง 5 คน. เมื่อผลของการวินิจฉัยของผู้ฟังการโต้วาที่ออกมาเช่นนี้ เจ้าคุณโอวาทวรกิจจึงเป็นฝ่ายที่ชนะการแข่งขันและได้รับ เงินรางวัลที่ท่านนำไปบริจาคให้แก่กรมอากาศยาน.

ความมีชื่อเสียงของพระยาโอวาทวรกิจในฐานะนักโต้วาทีที่มีโอกาสเพลี่ยงพล้ำน้อยที่สุด เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งท่านเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้น. ทุกคราวที่ท่านเจ้าคุณฯ โต้วาที ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสนอหรือฝ่ายค้านก็ตาม จะมีผู้มาฟังอย่างคับคั่ง เพราะมีความนิยมใน “ฝีปาก” ของท่าน อีกทั้งก็ยังสนุกสนานไปกับสำนวนโวหารที่ขบขัน ไม่เคร่งเครียด. แต่บางโอกาส ท่านเจ้า คุณฯ ก็เป็นฝ่ายที่ปราชัยได้เหมือนกัน จากการวินิจฉัยของผู้ฟัง,

คราวหนึ่ง ท่านดูเหมือนจะเพลี่ยงพล้ำแก่ฝ่ายค้านซึ่งเป็นเด็กหนุ่มวัย 18 ปี นักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในญัตติโต้วาที “ไฟฟ้าทำประโยชน์แก่มนุษย์” คือ “สนิท ธนะจันทร์” ผู้ซึ่งอีกหลายปีต่อมาได้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลายฉบับ. ความจริงเรื่องแพ้ชนะมิใช่เรื่องสำคัญ ขอแต่เพียงว่าได้เคยโต้วาทีกับเจ้าคุณโอวาทฯ เท่านั้น ก็เป็นความภูมิใจอย่างยิ่งแล้ว.2

(ซ้าย) หลวงวิจิตรฯ เมื่อปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมศิลปากร, (ขวา) นอกจากเป็นอธิบดีกรมศิลปากรคนแรกแล้ว หลวงวิจิตรฯ (ยืนซ้ายสุด) ยังเป็นรัฐมนตรีลอยในคณะรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พระยาโอวาทวรกิจ (เหม ผลพันธิน) เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2420 ที่บ้านหลังวัดราชนัดดา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นในสมัยรัชกาลที่ 5. บิดาของท่านคือคุณหลวงธรรมานุวัติจำนง (จัย) และมารดาคือนางธรรมานุวัติจำนง (เพิ้ง), สําหรับนามสกุล “ผลพันธิน” นั้นท่านเจ้าคุณฯ ได้รับพระราชทานในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2457 (ขณะนี้เป็น พ.ศ. 2458) ขณะที่มีบรรดาศักดิ์เป็น พระโอวาทวรกิจ.

เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2460 เจ้าคุณโอวาทฯ ทำการปลงศพมารดา และได้รับพระกรุณาจากสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานพระนิพนธ์อันเกี่ยวกับประวัติของบุพการีของท่านเจ้าคุณฯ มีข้อความอันน่าสนใจดังนี้

“รู้จักกับ ‘เพิ้ง’ และได้คุ้นเคยกับสกุลนี้ [ผลพันธิน] มาช้านานตั้งแต่ครั้งข้าพเจ้าบวชเป็นภิกษุขึ้นไปจำพรรษาอยู่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติที่บางปะอิน [เมื่อดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้า ดิศวรกุมาร ใน พ.ศ. 2426]. ในสมัยนั้นหลวงธรรมานุวัติจำนง (จุ้ย ผลพันธิน) สามีของเพิ้งยังเป็นหลวงธรรมวงษ์ประวัติ เป็นอาจารย์ปริยัติและเป็นผู้ดูการพระอารามอยู่ที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ, ข้าพเจ้าได้เรียนหนังสือต่อหลวงธรรมานุวัติจำนง และได้รับความอุปการของเพิ้ง จึงได้คุ้นเคยชอบพอกับสกุลนี้มาแต่ครั้งนั้น

ตั้งแต่รู้จักกันมา ข้าพเจ้าได้รู้สึกว่าเพิ้งนี้เป็นอย่างที่โบราณบัณฑิตยเรียกว่า สขีภรรยา คือภรรยาอันเสมอด้วยสหายของสามี เห็นเอาใจใส่ต่อการงานช่วยหลวงธรรมานุวัติจำนงมาแต่อยู่ที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ และเป็นผู้ที่เคารพต่อธรรม รักษาศีลไม่ขาดวันอุโบสถ แต่ความดีอันเป็นข้อสำคัญของหลวงธรรมานุวัติจำนง และเพิ้งภรรยานั้น คือที่ตั้งใจเอาเป็นธุระดูแลการศึกษาของบุตรให้เล่าเรียนมาแต่เด็ก ๆ จนเติบใหญ่ ได้ทำราชการมีตำแหน่งยศศักดิ์ด้วยความสามารถของตนทุก ๆ คน คือ นายเพิ่ม บุตรใหญ่ ทำราชการในกระทรวงธรรมการ ได้เป็นที่หลวงอนุสาสนวินิจ, บุตรที่ 2 นายสด ทำราชการในกระทรวงยุติธรรม ได้เป็นที่หลวงสังขวิทย์วิสุทธิ์ บุตร 2 คนนี้ถึงแก่กรรมก่อนบิดามารดา บุตรที่ 3 นายเหม ทำราชการในกระทรวงธรรมการ มียศบรรดาศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นพระยาโอวาทวรกิจอยู่ในเวลานี้

บุตรที่ 4 นายทองสุก ทำราชการกระทรวงมหาดไทย เวลานี้ได้เป็นที่พระพัทลุงคบุรีศรีระหัทเชตร ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง, บุตรที่ 5 นายบุญศรี รับราชการกระทรวงมหาดไทย เวลานี้เป็นที่หลวงประชาภิบาล ตำแหน่งนายอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี”.3

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทับภายในห้องทรงงาน กระทรวงมหาดไทย ที่ศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง

การศึกษาของเจ้าคุณโอวาทฯ เริ่มที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบในพระบรมมหาราชวัง และสอบไล่ได้ประโยค 2 ซึ่งเป็นประโยคสูงสุดในสมัยนั้นเมื่อปลาย พ.ศ. 2434 แล้วเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ที่โรงเรียนเลี้ยงเด็ก ถนนบำรุงเมือง.

โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกหัดครูในประเทศไทยเป็นพระดำริของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเมื่อครั้งที่ยังทรงบัญชาการกรมศึกษาธิการ หากทรงต้องย้ายไปเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเสียก่อนที่โรงเรียนดังกล่าวจะเปิดสอนเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2435 โดยมีนาย เอช. กรีนรอด ชาวอังกฤษเป็นอาจารย์ใหญ่.

นักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์มีเพียง 3 คน คือ นายนกยูง วิเศษกุล (พระยาสุรินทราชา), นายบุญรอด เศรษฐบุตร (พระยาภิรมย์ภักดี), และนายสุ่ม ในปีนั้นเอง นายบุญรอดและนายสุ่มได้ลาออกไป จึงเหลือแต่นายนกยูงคนเดียวที่เรียนต่อไป. ต่อมาใน พ.ศ. 2436 ได้มีนักเรียนเพิ่มขึ้นใหม่อีก 3 คน คือ นายสนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์ มนตรี), นายสด ผลพันธิน (หลวงสังขวิทย์วิสุทธิ์) และนายเหม ผลพันธิน (พระยาโอวาทวรกิจ),

ในปลายปี พ.ศ. 2437 นายสนั่นและนายสดสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรเป็นครูสอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ, ขณะที่นายเหมสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรเป็นครูสอนภาษาไทย, ส่วนนายนกยูงได้ลาออกไปรับราชการเป็นครูโรงเรียนราชกุมารตั้งแต่ พ.ศ. 2436. นอกจากนั้นก็ยังมีนายเหลี่ยม วินทุพราหมณกุล (หลวงวิลาศปริวัตร) ซึ่งสำเร็จประโยค 2 จากโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบแผนกภาษาอังกฤษมาเข้าเรียนในปลายปี พ.ศ. 2436 (เข้าใจว่าพร้อม ๆ กับนายให้ กาฬดิษฐ์ พระยาเทพศาสตร์) สำเร็จได้ประกาศนียบัตรครูสอนภาษาอังกฤษไปเข้ารับราชการเป็นครูที่โรงเรียนราชกุมารใน พ.ศ. 2438.

ใน พ.ศ. 2438 นายเอช. กรีนรอด ได้ลาออกไป โดยมีนายอี. ยัง ชาวอังกฤษเช่นเดียวกันมารับหน้าที่แทน และมีนายสนั่นรับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่, ในปลายปีนั้นเอง นายอี. ยัง ก็ลาออก โดยนายดับเบิลยู.ยี. ยอนสัน มาเป็นอาจารย์ใหญ่แทน. ต่อมา ใน พ.ศ. 2440 นายยอนสันได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เป็นผู้ตรวจและจัดการโรงเรียน, ทางการจึงได้แต่งตั้งครูชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งคือนายเอฟ.ยี. เทรส มาเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ จนกระทั่งลาออก รับบำนาญในอีก 20 ปีต่อมา.4

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2439 กระทรวงธรรมการได้คัดเลือกครูผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ 4 คน คือ นายสนั่น, นายนกยูง, นายเหลี่ยม และนายโห้ ให้ไปศึกษาวิชาครู ณ ประเทศอังกฤษ โดยตามเสด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถฯ ซึ่งเสด็จไปศึกษาในยุโรป. สำหรับนายเหมไม่ได้ไปเมืองนอก โดยได้เป็นครูสอนภาษาไทยในตำแหน่งครูฝึกหัดจนกระทั่งเมื่ออายุครบปีบวช ก็ได้อุปสมบท ณ วัดเทพธิดารามเป็นเวลา 1 พรรษา พระอุบาลีฯ คุณูปมาจารย์ (ป่าน) เป็นอุปัชฌาย์, ขณะที่ได้เลื่อนตำแหน่งในราชการขึ้นไปเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสายสวลีสัณฐาคาร. นอกจากนั้นก็ยังเป็นครูภาษาไทยสอนพิเศษที่โรงเรียนกรมแผนที่ และที่โรงเรียนมหาดเล็ก.

ท่านเจ้าคุณโอวาทวรกิจ (เหม ผลพันธิน) ได้แสดงความสามารถทั้งในด้านการสอนหนังสือและในด้านการปกครองมาตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นจึงได้เลื่อนตำแหน่งค่อนข้างรวดเร็ว. ใน พ.ศ. 2445 ท่านได้เลื่อนขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ที่ได้ย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ตึกแม้นนฤมิตร วัดเทพศิรินทราวาส เรียกว่าโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์เทพศิรินทร์, ต่อมาเมื่อกระทรวงธรรมการได้ตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูฝั่งตะวันตก ณ โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, เจ้าคุณโอวาทฯ ก็ได้ย้ายไปเป็นอาจารย์ใหญ่ที่นั่น. จากนั้นอีก 3 ปี ท่านก็ย้ายไปเป็นผู้ตรวจการโรงเรียนแขวงมัธยมของกรมศึกษาธิการ แล้วก็ไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแพทยาลัย ในบรรดาศักดิ์ หลวงบำเหน็จวรญาณ.

ในตอนต้นรัชกาลที่ 6 ที่โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น, เจ้าคุณโอวาทฯ เมื่อครั้งยังเป็นอำมาตย์โท พระโอวาทวรกิจ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่คนแรก อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ถึงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2455 ก่อนที่จะย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพณิชยการ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่.

ใน พ.ศ. 2457 เจ้าคุณโอวาทวรกิจได้ย้ายเข้ากระทรวงในตำแหน่งพนักงานสอบไล่ กรมศึกษาธิการ ซึ่งมีกรมย่อย 3 กรมอยู่ในสังกัด คือ กรมสามัญศึกษา, กรมวิสามัญศึกษา และกรมราชบัณฑิต และไม่นานภายหลังจากนั้นก็ได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งข้าหลวงตรวจการศึกษาภาคหนึ่ง. ครั้นถึง พ.ศ. 2460 ท่านได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้ากรมวิสามัญศึกษา ซึ่งดูแลการอาชีวศึกษาและโรงเรียนสตรี และยังควบตำแหน่งธรรมการมณฑลกรุงเทพฯ ด้วย. ก่อนที่เจ้าคุณโอวาทฯ จะลาออกจากราชการรับพระราชทานบำนาญใน พ.ศ. 2468 ขณะที่มีการประหยัดงบประมาณแผ่นดินครั้งนั้น, ท่านดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง กระทรวงธรรมการ มีอายุเพียง 48 ปีเท่านั้น. เจ้าคุณโอวาทฯ มียศเป็นมหาอำมาตย์ตรีและได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้า (ท.จ.) เมื่อพ.ศ. 2465 เป็น “พระยาพานทอง”.

เจ้าคุณโอวาทฯ ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถในหลาย ๆ ด้าน. ในด้านของความเป็นครู, ท่านสอนเก่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสอนภาษาไทย และนอกจากนั้นก็ยังได้เรียบเรียงแบบเรียน และมีประสบการณ์สูงในการบริหารการศึกษา ในอีกด้านหนึ่ง ท่านเจ้าคุณฯ มีความรักและความสนใจในศิลปะ การแสดงละคร ซึ่งท่านได้ประพันธ์บทละครไว้หลายเรื่อง เช่นเรื่อง “เสียรอย” และเรื่อง “ใครผิด” เป็นต้น และยิ่งกว่านั้น ท่านก็ยังแสดงละครได้ดีอีกด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในสมัยรัชกาลที่ 6.5

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 เจ้าคุณโอวาทฯ ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) เขต 1 จนกระทั่งมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2481

แต่ความสามารถเฉพาะตัวที่ทำให้พระยาโอวาทวรกิจมีความโดดเด่น เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และอยู่ในความทรงจำของสาธารณชนคนไทยเป็นเวลาช้านานก็คือการโต้วาที ตามที่ได้กล่าวถึงในเบื้องต้น.

เจ้าคุณโอวาทฯ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2485 มีอายุ 65 ปี.

 


เชิงอรรถ :

1 ข้อมูลในเรื่องการโต้วาทีเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2478 ได้มาจากเอกสาร “แจ้งความกรมศิลปากร” ซึ่งจัดพิมพ์โดยนายจำรัส สรวิสูตร พิมพ์ที่โรงพิมพ์เดลิเมล์ ถนนสี่พระยา กรุงเทพฯ.

2 หนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายสนิท ธนะจันทร์ วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2524 น. 65 และจากที่ท่านผู้วายชนม์ เคยเล่าให้ผู้เขียนฟัง.

3 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก เล่ม 3. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น, 2527, น. 272-273.

4 ประวัติกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2435-2507, กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2507, น. 101-103.

5 “พระยาโอวาทวรกิจ (เหม ผลพันธิน),” รอง ศยามานนท์. ในหนังสือ ประวัติครู, 2501, กรุงเทพมหานคร, น. 61-67.


หมายเหตุ บทความในนิตยสารชื่อ พระยาโอวาทวรกิจ (เหม ผลพันธิน) ครูเก่าและนักโต้วาทีที่ไร้เทียมทาน

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 กันยายน 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป