วิเคราะห์เฒ่าสาเล่า “หนังราชสีห์” ที่ขุนหลวงเอกทัศรับสั่งให้รักษาให้ดีก่อนเสียกรุง

"พระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์" ปูราดด้วย “หนังราชสีห์” ภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 ครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องแปลกน่าสนใจพบในประชุมพระราชพงศาวดาร ภาค 7 “คำให้การของเถ้าสา เรื่องหนังราชสีห์” เฒ่าสาอายุ 84 มีอายุยืนยาวอย่างมากย้อนกลับไปว่าสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์หรือขุนหลวงเอกทัศ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา

นางสาอาศัยอยู่กับนายอูผู้เป็นสามีแถวป่าทองกรุงเก่า โดยนายอูรับราชการเป็นขุนหมื่นอยู่ในวังกรมทหารรักษาพระองค์ เมื่อกรุงศรีฯ เสียให้แก่ข้าศึก นายอูอยู่ถวายการรับใช้พระเจ้าอยู่หัวมีพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกยาเธออีก 4 พระองค์ประทับอยู่ด้วยและทรงกำลังจะหนีออกจากพระนคร ซึ่งขณะนั้นนางสาได้นัดหมายสามีให้มารอที่ประตูดินและที่นี่เองที่นายอูส่งห่อผ้าที่ปิดทับกันหลายชั้นซึ่งภายในคืออะไรก็ไม่ทราบให้นางสา นายอูเล่าให้ภรรยาฟังว่า

“เมื่อเสด็จพระราชดำเนินออกมาจากพระมหาปราสาทนั้น ที่นั่งสุริยามรินทร์ส่งหนังอันนี้ให้ แล้วตรัสว่าหนังราชสีห์นี้เก็บไว้ให้ดีอย่าให้พม่าเอาไปได้” ส่วนนายอูนั้น “เอาบาตรเหล็กซึ่งใส่เครื่องทรงไปซ่อนไว้ ในกอไผ่หลังวัดหน้าพระเมรุ”

นางสาและพี่น้องอีก 5 หนีรอดจากการจับกุมของทหารพม่ามาได้ก็ไปซ่อนตัวอยู่ที่วัดขุนเมืองใจ ได้เก้าวันสิบวัน ย้ายมาอยู่ต่อที่วัดปากน้ำบางหลวง ด้วยความสงสัยของนางสาจึงเปิดห่อผ้านั้นดูเห็นเป็นสักกระหลาดห่อหนังราชสีห์แล้วก็เก็บไว้อย่างนั้นจนเวลาผ่านไป 1 ปี ผัวนางสาที่พลัดพรากไปจากวันกรุงแตก ก็กลับมาพบนางสาที่วัดปากน้ำบางหลวง นายอูถามนางสาทันที “หนังราชสีห์ที่ให้ไว้ยังเก็บดีอยู่ฤา” นางสาบอกว่าตนเก็บไว้อย่างดี นายอูสามีนางสาตัดสินใจบวชพระที่วัดปากน้ำได้ประมาณ 3 – 4 ปีก็มรณภาพ

จนวันหนึ่งที่ฝนตกหนักน้ำรั่วเข้าไปในหีบใส่ของนางสานึกได้ว่าในหีบมีหนังราชสีห์เก็บไว้อยู่จึงนำมาออกมา หนังราชสีห์คงเปื้อนเปียกไม่น้อยนางสาจึงนำออกมาตากแดด เผอิญ “สมีม่วง” เดินมาพบเข้า “หนังอะไรตากแดดอยู่นั้น” นางสาตอบไปว่าหนังราชสีห์ สมีม่วงเห็นแล้วอยากจะได้จึงขอหนังราชสีห์แต่ไม่ได้ขอเปล่าจะนำนางสาไปเลี้ยงดูด้วย นางสาดีใจจะมีคนรับไปเลี้ยงดูเพราะตนอายุเริ่มมากขึ้น แต่เมื่อไปอยู่แล้วกลับกลายเป็นหนังคนละม้วนนายสมีม่วงไม่ได้ทำตามที่สัญญาเอาไว้จึงต่อว่าสมีม่วงทวงเอาหนังราชสีห์คืน

ณ วันที่ 6 เดือน 8 แรม 5 ค่ำ ปีระกา เบ็ญจศก จุลศักราช 1175 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นางสาก็อายุมากแล้วกับน้องนายอินนำหนังราชสีห์ไปให้นายฤทธิรณรงค์แต่นายผู้นี้ไม่อยู่ แต่พ่อของนายฤทธิ์ ๆ เห็นว่าหนังนี้น่าจะเป็นของต้องพระราชประสงค์ และนี้เป็นเรื่องราวที่เฒ่าสาได้ถวายหนังราชสีห์ให้แก่รัชกาลที่ 2

เรื่องจริงหรือแต่งของเฒ่าสา ?

“มีนายกำปั่น           ภักดี

ชื่อ อะลังกะปูนี        จัดให้

นกกระจอกเทศสี      มอใหญ่ จริงพ่อ

กับสัตว์สิงโตให้        อมาตย์น้อมนำถวาย”

จากโคลงข้างต้นทำให้ทราบถึงที่มาสิงโตที่คาดว่าเป็นสิงโตตัวแรกที่เดินทางมาถึงอาณาจักรอยุธยาในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ โดยนายกำปั่นเรือชาวอังกฤษที่ถวายสัตว์ต่างถิ่นอีกจำนวนหนึ่งทั้ง นกกระจอกเทศ 1 ตัว ม้าเทศ 3 ตัว โปรดให้เลี้ยงภายในเขตพระราชฐาน โดยเฉพาะสิงโตที่เป็นสัตว์ใหญ่น่าเกรงขาม

หนังของสิงโตที่จะกล่าวถึงนี้เป็นหนังจากสิงโตตัวเดียวกันกับที่กำปั่นอังกฤษถวายให้หรือไม่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า “ถ้าหากเกิดความเชื่อถือในครั้งนั้นว่า สิงโต ฤา ไลออนเปนอย่างเดียวกับราชสีห์ หนังราชสีห์ที่มีในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ก็เห็นจะเปนหนังสิงโตตัวนั้นเอง”

เฒ่าสาเล่าความจริงหรือไม่? เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก

ประการแรกเฒ่าสาเล่าเรื่องนี้เมื่อมีอายุมากแล้วไม่แปลกที่เรื่องดังกล่าวจะมีความผิดเพี้ยนไปบ้างไม่มากก็น้อย นางสายังอ้างว่าตนอาศัยอยู่ที่ป่าทอง ย่านป่าทองเป็นย่านที่อยู่ในเกาะกรุงศรีฯ เป็นย่านที่ค้าขายทองคำเปลว คำเปลงเงิน คำเปลวนาก และก็มีอาหารสดขายที่ตั้งของย่านนี้อยู่ไม่ห่างกันนักกับพระราชวังหลวง แต่เรื่องที่นำ “เครื่องทรง” ไปซ่อนหลังวัดหน้าพระเมรุดูมีความเป็นไปได้น้อยเพราะบริเวณนั้นคือที่ตั้งกองทัพของข้าศึกและหนังราชสีห์ที่เฒ่าสาทูลเกล้าถวายไม่ปรากฎว่าเก็บไว้ที่ไหนแล้วในปัจจุบัน

ไม่ว่าเรื่องที่นางสามาเล่ามีความจริงมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่คนรุ่นหลังได้ทราบคือความสำคัญของหนังราชสีห์จากบทความของอาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ได้อธิบายความสำคัญของหนังราชสีห์ไว้ว่า

“ตามธรรมเนียมเก่าแก่มาแต่เดิม พระราชบัลลังก์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกของสยามนั้นก็ต้องปูลาดด้วยหนังราชสีห์ด้วย ในสมัยหลังจึงค่อยเปลี่ยนเป็นแผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ด้วยชาดหรคุณมาปูลาดทับไว้บนพระราชบัลลังก์แทนหนังราชสีห์ ซึ่งก็คงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดจากอินเดียมาแล้วค่อยปรับเปลี่ยน”

และอีกเรื่องคือความสัมพันธ์ของอาณาจักรอยุธยาและชาติตะวันตกที่ยังคงมีเรื่อยมาจนปลายสมัยอยุธยาอาจไม่เฟื่องฟูเช่นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรื่องเฒ่าสากับหนังราชสีห์จึงเป็นเพียงเกร็ดประวัติศาสตร์ที่พอจะสืบหาได้อยู่บ้าง


อ้างอิง

กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่มที่ ๔. กรุงเทพฯ: ก้าวหน้า.  (๒๕๐๗).

ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม ๓ เรื่อง. กรุงเทพฯ : แสงดาว. (๒๕๕๓).

สิงห์โตมาจากไหน เพราะเมืองไทยไม่มีสิงห์โต. https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_15099 สืบค้นเมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑.

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. บัลลังก์สิงห์ ในธรรมเนียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก.  https://www.matichonweekly.com/culture/article_18796 สืบค้นเมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑.

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป