“เขาจะว่าเป็นเมืองมอญไปเสีย…” ความกังวลของรัชกาลที่ 3 เรื่อง “พระสงฆ์ห่มแหวก”

พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ประกอบเรื่อง พระสงฆ์ห่มแหวก พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 3
พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

“พระสงฆ์ห่มแหวก” ความกังวลปลายพระชนม์ชีพรัชกาลที่ 3 เมื่อพระราชปรารภทราบไปถึงรัชกาลที่ 4 จึงทรงให้ “คำมั่นสัญญา” เพื่อคลายความวิตกกังวลสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นว่าพระองค์ทรงปฏิสังขรณ์วัดเก่า บูรณะพระอารามร่วมกับเจ้านายและข้าราชบริพาร รวมถึงสร้างพระอารามขึ้นใหม่มากมาย จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า ในรัชสมัยของพระองค์ใครสร้างวัดจะได้เป็นคนโปรด

เมื่อพระองค์ทรงมีอาการพระประชวรและทรงคาดการณ์ว่า “ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ” ที่ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จะได้เสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ทรงวิตกกังวลเรื่องที่พระสงฆ์สยามจะห่มผ้าอย่างมอญตามแบบธรรมยุติกนิกายของภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ แต่ครั้นพระองค์จะทรงคาดคั้นขอคำรับรองจากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ (ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ) ก็ใช่เรื่องอีก

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ห่มจีวรแหวกแบบพระธรรมยุติกนิกาย ห่มอย่างมอญ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ห่มจีวรแหวกแบบพระธรรมยุติกนิกาย (ห่มอย่างมอญ) (ภาพจาก หนังสือ ประชุมภาพประวัติศาสตร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, กรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ : 2548)

รัชกาลที่ 3 จึงทรงมี “พระราชปรารภเรื่องพระสงฆ์ห่มแหวก” ไปถึงสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์หนึ่ง คือ พระองค์เจ้ามั่ง (ต่อมาเลื่อนเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร) ความว่า [ปรับย่อหน้าใหม่และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“พ่อมั่งขา พ่อจะเป็นเชฐมัตตัญญู พ่อจงรู้วารน้ำจิตและอธิบายของข้าผู้พี่ อันขันธะทุพพลภาพมากอยู่แล้ว ด้วยแผ่นดินศรีอยุธยาทรงพระเจ้าแผ่นดินมา ๒ พระองค์แล้วกับพี่ด้วยอีกคนหนึ่ง เป็น ๓ ตั้งแต่แผ่นดินล้นเกล้าล้นกระหม่อม สมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ท่านได้ปราบดาภิเษก ปีขาลนั้นมาได้ ๕ ปี ถึงปีมะแมพี่จึงจะเกิด ตั้งแต่จำความได้มาจนอายุได้ ๒๒ ปี ได้บวชในแผ่นดินนั้น ต่ออายุ ๒๓ ปี จึงสิ้นแผ่นดินไปมาเป็นแผ่นดินของล้นเกล้าล้นกระหม่อมอีก ๑๖ ปี จึงมาเป็นแผ่นดินของพี่

พระภิกษุผู้เป็นสงฆรัตนในกรุงศรีอยุธยาก็เห็นนุ่งสบงทรงจีวรเป็นลูกบวบทั้งสิ้นด้วยกัน แต่พม่ารามัญที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่นั้นและเห็นครองผ้าผิดกับพระภิกษุของเรา จึงเรียกกันว่าพระมอญ เดี๋ยวนี้พระไทยก็ห่มผ้าเป็นมอญ โดยอัตโนมัติปัญญาของพี่เห็นว่า ถ้าล้นเกล้าล้นกระหม่อมยังเสด็จอยู่ก็จะให้ประชุมพระราชาคณะ ได้ว่ากล่าวกันให้เห็นว่าควรไม่ควรอยู่นานแล้ว นี่พี่กลัวจะเป็นบาปเป็นบุญเป็นคุณเป็นโทษพระสงฆ์จะแตกร้าวกันไปจึงมิได้ว่ากล่าว แต่ใจนั้นรักแต่อย่างบูรณะนั้นและ

สืบไปเบื้องหน้าพระภิกษุไทยซึ่งห่มผ้าเป็นมอญนั้นสูญไป พี่เห็นว่าจะควรกับศรีอยุธยา ก็ถ้าแม้นกลับมาขึ้นอีกด้วยเหตุอันใดอันหนึ่ง ชื่อของพี่ผู้ได้เป็นเจ้าแผ่นดินก็มีแต่จะเสียไป เขาจะว่าเป็นเมืองมอญไปเสียมาแต่ครั้งแผ่นดินนั้น นี่และเป็นความวิตกของพี่มากนักหนา ให้พ่อเห็นแก่พี่ช่วยเอาขึ้นแจ้งกับกรมหมื่นนุชิตชิโนรส เธอเป็นบรมญาติอันใหญ่ทรงไว้ซึ่งผ้ากาสาวพัสตรทั้งรู้พระสัทธรรมของพระเจ้าเป็นอันมาก แล้วก็เป็นพระภิกษุศรีอยุธยา

พี่มีจีวรอยู่ผืนหนึ่งให้พ่อช่วยถามกรมหมื่นนุชิต ถ้าเธอจะรับเอาไว้ครองเด็กได้ถวายเธอเถิด ถ้าเธอมิได้รับครองแล้วก็ให้เอาคืนมาเสีย…”

พระกระแสรับสั่งฉบับนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าอรรณพ เขียนออกมาให้พระองค์เจ้ามั่ง เพื่อไปทูลกรมนุชิตชิโนรส ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในขณะนั้นอีกทีนั่นเอง

การห่มจีวรแบบมหานิกาย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พรหฺมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม พระครูปลัดมิศร์ พระอาจารย์ดำ วัดอมรินทราราม
การห่มจีวรแบบมหานิกาย ในภาพคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พรหฺมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม (กลาง) พระครูปลัดมิศร์ วัดระฆังโฆสิตาราม (ซ้าย) และพระอาจารย์ดำ วัดอมรินทราราม (ขวา) (ภาพจาก หนังสือ ประชุมภาพประวัติศาสตร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, กรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ : 2548)

แน่นอนว่าพระราชปรารภนี้ย่อมต้องไปถึงพระเนตรพระกรรณของภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ จึงมีพระราชดำรัส “คำสารภาพของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ” ปรากฏอยู่ใน ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 51 ความว่า

“กระหม่อมฉันเจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทวาวงศ์ ขอรับพระราชทานสารภาพโดยสัตย์โดยจริง ว่าแต่ก่อนเมื่อเป็นภิกษุหนุ่มแรกบวช กำลังตั้งหน้าหาความรู้วินัยสิกขา ไปคบกับพระสงฆ์พวกศึกษาคิดละเอียดไปต่างๆ ได้ฟังท่านพูดกันว่าห่มอย่างรามัญเห็นถูกต้องด้วยเหตุต่างๆ ก็พลอยเป็นไปด้วย แต่ยังมิได้ห่มเองมิได้ ครั้นภายหลังพระสงฆ์อื่นๆ ท่านห่มเข้าไปในพระราชวังเป็นรับสั่งถามเลยๆ มิได้มีรับสั่ง ก็พลอยคิดดีใจไปว่าทรงพระกรุณาโปรดให้ถือตามชอบใจ จึงพลอยทำด้วย

ต่อมา โดยรักไปทางข้างสิกขาหาได้นึกมาถึงพระเกียรติยศและการแผ่นดินเป็นของสำคัญแข็งแรงเหมือนดังทรงพระราชดำริครั้งนี้ไม่เลย ถ้านึกได้แต่ครั้งนั้นก็มิได้ประพฤติมาดังนี้ อนึ่งเมื่อครั้งโน้นเป็นแต่มีศิษย์เป็นพระสงฆ์อนุจรอยู่ ๕ องค์ ๖ องค์ ไม่ทราบว่าจะมีศิษย์หามากมายไป ครั้นอาศัยพระบารมีเป็นที่ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงบริษัทจึงมากขึ้น จึงคิดเห็นบ้างว่าจะประพฤติอย่างรามัญไม่สมควรแก่พระเกียรติยศและประเพณีพระนคร แต่กาลเลยมานานแล้วก็กระดากอยู่และไม่มีผู้ใหญ่บังคับบัญชาเป็นที่อ้างก็เกรงใจศิษย์หาพวกพ้องที่ประพฤติเหมือนกันอยู่นั้น

ครั้งนี้ได้รับสั่งในกรมเป็นที่อ้างก็จะยินดีจะประพฤติตามพระราชประสงค์ สนองพระเดชพระคุณมิให้มีความรำคาญเคืองพระบรมราชอัธยาศัย พระเดชพระคุณเป็นที่ล้นที่พ้น ชีวิตอยู่ใต้ฝ่าละออธุลีพระบาท อนึ่งจะได้เป็นสามัคคีคารวะด้วยพระราชาคณะผู้ใหญ่เป็นอันมากต่อไปในเบื้องหน้าด้วย”

คำมั่นสัญญาจากภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎที่ “ยินดีจะประพฤติตามพระราชประสงค์” คงทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสบายพระราชหฤทัยขึ้นมาบ้าง ไม่ถึง 2 เดือนหลังจากนั้น วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระองค์ก็สวรรคต

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายที่ห่มผ้าแบบมหานิกายตามพระราชประสงค์รัชกาลที่ 3 พากันถวายพระพรขอพระบรมราชานุญาตกลับมาห่มแหวกอย่างเดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบว่า การปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นกิจของสงฆ์ ศรัทธาอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่เกี่ยวกับฝ่ายอาณาจักร พระองค์จึงไม่ทรงห้ามหรืออนุญาตทั้ง 2 สถาน

แต่นั้นมาพระสงฆ์ธรรมยุติก็กลับมาห่มแหวกเหมือนเคย…

พระสงฆ์ เจ้านาย และข้าราชบริพาร ภายในพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท
พระสงฆ์ เจ้านาย และข้าราชบริพาร ภายในพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

เอกชัย โควาวิสารัช, รศ. นพ. (2560). ชันสูตรประวัติศาสตร์ เมื่อคราวสวรรคต. กรุงเทพฯ : มติชน.

ราชบัณฑิตยสภา (รวบรวม). ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 51 จดหมายเหตุเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต. กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนากร. พิมพ์พระราชทานในงานพระศพพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ครบสัปตมวาร ณ วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2472.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2568