ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย

ปราสาทประธานของปราสาทตาเมือนธมซึ่งมีมณฑปต่อยื่นออกมาทางด้านหน้า

พื้นที่ชายแดนระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยกับภาคเหนือของประเทศกัมพูชามีปราสาทหินและร่องรอยหลักฐานอื่นๆ จำนวนมากที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผู้คนระหว่างดินแดนทั้งสอง เป็นประจักษ์พยานให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของผู้คน วัฒนธรรมความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองฟากเทือกเขาพนมดงรัก แต่น่าเสียดายที่หลักฐานจากอดีตนี้ในปัจจุบันได้กลับกลายเป็นปมปัญหาของทั้ง ๒ ประเทศ

นอกเหนือไปจากปราสาทพระวิหารที่เป็นกรณีพิพาทกันมายาวนานแล้ว ในระยะไม่กี่ปีมานี้มีปราสาทหิน ๒ แห่ง คือ ปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และปราสาทตาควายซึ่งไม่แน่ว่าอยู่ในดินแดนประเทศไทยหรือประเทศกัมพูชา ได้เป็นหนึ่งในปัญหาความขัดแย้ง จนกระทั่งบานปลายกลายเป็นสมรภูมิรบดังที่ได้ทราบกันดี

 

สวยัมภูลึงค์ รูปเคารพประธานของปราสาทตาเมือนธม

ปราสาทตาเมือนธม

ปราสาทตาเมือนธมตั้งอยู่บริเวณช่องตาเมือนซึ่งเป็นหนึ่งในช่องเขาสำคัญของเทือกเขาพนมดงรัก ผู้คนในอดีตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับในประเทศกัมพูชาใช้ช่องตาเมือนเป็นหนึ่งในเส้นทางสำหรับติดต่อไปมาหาสู่กัน เส้นทางคมนาคมสายนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเสมือนเครื่องมือเชื่อมศูนย์กลางการเมืองการปกครองที่ประเทศกัมพูชาคือเมืองพระนคร กับชุมชนใหญ่ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อาทิ ชุมชนบริเวณเขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ชุมชนเมืองพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔-๖๒) พระองค์โปรดให้สร้างบ้านมีไฟหรือที่พักคนเดินทางตามเส้นทางสายต่างๆ ทั่วอาณาจักร หนึ่งในนั้นคือเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมืองพระนครกับเมืองพิมายซึ่งต้องผ่านช่องตาเมือนนี้ โดยพระองค์โปรดให้สร้างบ้านมีไฟบนเส้นทางนี้ถึง ๑๗ หลัง สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นเส้นทางสำคัญของอาณาจักรเขมรโบราณอย่างแท้จริง

หลักฐานที่เก่าที่สุดเท่าที่พบในปัจจุบันบริเวณปราสาทตาเมือนธม ได้แก่ จารึกปราสาทตาเมือนธม ๑ เขียนอยู่บนพื้นหินธรรมชาติภายในลานปราสาทด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เนื้อความเกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาพราหมณ์และการบูชาให้พระศิวะ ทำให้เชื่อได้ว่าตั้งแต่ระยะเวลานั้นพื้นที่แห่งนี้คงถูกใช้เป็นเทวสถานของพระศิวะแล้ว

แผนผังของปราสาทตาเมือนธม (ภาพจาก Smitthi Siribhadra and Elizabeth Moore. Palaces of The Gods: Khmer Art and Architecture in Thailand. Bangkok : River Books, 1992.)

นอกจากนี้ที่ปราสาทตาเมือนธมยังได้พบจารึกอีกจำนวนมาก ทำให้ทราบถึงกิจกรรมต่างๆ ที่กระทำกันในสถานที่แห่งนี้ได้ในระดับหนึ่ง เช่น จารึกปราสาทตาเมือนธม ๙ ระบุมหาศักราชตรงกับ พ.ศ. ๑๔๒๑ จารึกขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องที่ดินของศาสนสถานตามทิศต่างๆ ที่มีอยู่ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๓ (พ.ศ. ๑๓๙๓-๑๔๒๐) และภายหลังจากที่พระองค์สวรรคตไปแล้ว ที่ดินเหล่านี้คงมีทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน จารึกปราสาทตาเมือนธม ๔ ระบุมหาศักราชตรงกับ พ.ศ. ๑๕๕๖ รัชกาลพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ (พ.ศ. ๑๕๕๓-๙๓) เนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวถึงการถวายที่ดินและปักหลักเขตที่ดินของศาสนสถานแห่งนี้ การถวายสิ่งของเพื่อสักการบูชาเทพเจ้า และจารึกปราสาทตาเมือนธม ๕ ระบุมหาศักราชตรงกับ พ.ศ. ๑๕๖๓ รัชกาลพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงการถวายสิ่งของและข้าทาสให้เทพเจ้า

ปราสาทประธานของปราสาทตาเมือนธมและแนวท่อโสมสูตร

ข้อมูลที่ได้จากจารึกตามที่กล่าวถึงไปข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปราสาทตาเมือนธมในฐานะศูนย์กลางของความเชื่อถือศรัทธาของผู้คนได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกเหนือไปจากความสำคัญต่อชุมชนโดยรอบแล้ว น่าจะมีความสำคัญต่อส่วนกลางของอาณาจักรด้วย เพราะจารึกข้างต้นกล่าวถึงกษัตริย์พระองค์ต่างๆถวายสิ่งของหรือที่ดินแก่ศาสนสถานอยู่เนืองๆ

อย่างไรก็ตาม ปราสาทองค์ที่เก่าไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ร่วมสมัยกับจารึกปราสาทตาเมือนธม ๑ ไม่เหลือให้เห็นแล้ว ปราสาทตาเมือนธมองค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๑๕๐๐-๑๖๐๐ สังเกตได้จากลวดลายที่พบตามส่วนต่างๆ ของปราสาทเป็นลวดลายตรงตามศิลปะเขมรแบบบาปวน เป็นไปได้มากที่ปราสาทองค์นี้จะสร้างขึ้นทดแทนปราสาทองค์ที่เก่ากว่า แต่ทั้งนี้รูปเคารพประธานคือสวยัมภูลึงค์น่าจะเป็นรูปเคารพที่มีมาแต่เดิม

สวยัมภูลึงค์ คือหินธรรมชาติที่มีรูปลักษณ์คล้ายอวัยวะเพศชาย ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ถือว่าเกิดขึ้นจากพระประสงค์ของพระศิวะ ทำให้ลึงค์ประเภทนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และได้รับการนับถือบูชาเป็นอย่างยิ่ง สำหรับสวยัมภูลึงค์ของปราสาทตาเมือนธมประดิษฐานอยู่ภายในห้องครรภคฤหะของปราสาทประธาน มีลักษณะเป็นแท่งหินธรรมชาติที่ถูกขัดแต่งให้อยู่ในผังกลม เจตนาให้เป็นรูปลักษณ์ของปลายลึงค์ เชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกันกับพื้นห้อง (หรือโยนี) ซึ่งพื้นห้องดังกล่าวนี้ก็คือพื้นหินธรรมชาติที่รองรับตัวปราสาทนั่นเอง จารึกที่พบจากปราสาทแห่งนี้เอ่ยถึงการถวายที่ดินและสิ่งของแก่พระกัมรเตงชคัตศิวบาท อาจเป็นไปได้ว่าพระนามดังกล่าวเป็นพระนามของสวยัมภูลึงค์องค์นี้

ปราสาทตาเมือน ศาสนสถานประจำที่พักคนเดินทาง สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

ปราสาทตาเมือนธมหันหน้าไปทางทิศใต้ องค์ประกอบที่พบในปัจจุบันประกอบด้วยปราสาทประธานซึ่งมีมณฑปต่อยื่นออกมาทางด้านหน้า ปราสาทบริวาร ๒ องค์ตั้งอยู่ทางมุมด้านหลังของปราสาทประธาน มีอาคารรูปสี่เหลี่ยม ร่องรองหลุมเสา และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ กระจายตัวอยู่โดยรอบ ทั้งหมดปิดล้อมด้วยแนวระเบียงคด นอกแนวระเบียงคดทางด้านทิศใต้มีบันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถาน แม้ว่าโครงสร้างจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่ลวดลายสลักมีสมบูรณ์แต่เพียงบริเวณห้องประดิษฐานรูปเคารพประธานเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของปราสาทยังสลักไม่แล้วเสร็จ อาจเป็นไปได้ว่าช่างสลักมีจำนวนน้อยและมีความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งจึงต้องละทิ้งงานไป

ความสำคัญของปราสาทตาเมือนธมยังคงมีอยู่สืบเนื่องต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หรือรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เพราะตั้งอยู่บริเวณช่องตาเมือนอันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางราชมรรคาที่เชื่อมระหว่างเมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา กับเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในระยะนี้นี่เองที่มีการสร้างปราสาทสำคัญ ๒ องค์ตามพระราชโองการของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ คือ ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาเมือนโต๊จ อันเป็นศาสนสถานประจำที่พักคนเดินทางและอโรคยศาลตามลำดับ ปราสาททั้งสองอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทตาเมือนธมไม่ไกลนัก เหล่านี้เป็นประจักษ์พยานให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของชุมชนโบราณที่มีปราสาทตาเมือนธมเป็นศูนย์กลางความเชื่อถือศรัทธาได้เป็นอย่างดี

 

ปราสาทตาเมือนโต๊จ ศาสนสถานประจำอโรคยศาล สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

ปราสาทตาควาย

ปราสาทตาควาย ตัวปราสาทก่อด้วยหินทราย แม้จะเป็นเพียงก่อขึ้นรูปไว้ แต่ก็ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่มาก ชั้นหลังคายังอยู่ครบ มีผังเพิ่มมุม มีมุขทางเข้าที่ด้านทั้งสี่ คือแบบแผนทั่วไปของปราสาทหินในสมัยเมืองพระนคร แต่เนื่องจากไม่มีลวดลายสลักทำให้การกำหนดอายุทำได้เพียงคร่าวๆ ว่าอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ (เอื้อเฟื้อภาพโดย กรมศิลปากร)

ศาสนสถานขนาดเล็กแห่งนี้เพิ่งเป็นที่รู้จักเมื่อไม่นานมานี้ ชื่อปราสาทเรียกตามชื่อช่องเขาอันเป็นที่ตั้งคือช่องตาควาย จากการสำรวจของคณะกองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณซึ่งเป็นการสำรวจที่ให้ข้อมูลของปราสาทองค์นี้ได้ดีที่สุดในปัจจุบัน ทำให้ได้ข้อมูลว่าปราสาทตาควายเป็นปราสาทหินทรายองค์เดียวโดดๆ ไม่พบหลักฐานของอาคารชนิดอื่นๆ และศิลาจารึกที่จะช่วยอธิบายประวัติความเป็นมาได้

องค์ปราสาทสร้างขึ้นตามแบบแผนทั่วไปของปราสาทหินในสมัยเมืองพระนคร เช่น ผังเพิ่มมุม มีมุขทางเข้าที่ด้านทั้งสี่ เนื่องจากไม่มีลวดลายสลักจึงทำให้การกำหนดอายุทำได้เพียงคร่าวๆ ว่าอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ที่น่าสนใจคือ ภายในห้องครรภคฤหะซึ่งประดิษฐานรูปเคารพประธานพบแท่งหินธรรมชาติคล้ายศิวลึงค์ตั้งอยู่ หากหินแท่งนี้เป็นศิวลึงค์จริงย่อมหมายความว่าปราสาทตาควายสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ และเป็นสวยัมภูลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกันกับที่ปราสาทตาเมือนธม

ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายแห่งเทือกเขาพนมดงรักเป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่อศรัทธาของผู้คนในอดีตที่มีต่อเทพเจ้า ไม่แบ่งแยกว่าเป็นผู้คนจากดินแดนใด เป็นที่น่าเสียดายเมื่อขีดเส้นแบ่งดินแดนออกเป็นประเทศไทยและประเทศกัมพูชาโดยใช้เขาพนมดงรักเป็นแนวเขตแดนธรรมชาติ ปราสาททั้งสองซึ่งอยู่ใกล้เส้นพรมแดนเป็นอย่างยิ่งจึงกลายสภาพเป็นสมรภูมิรบ มนุษย์ปัจจุบันเห็นค่าของเส้นพรมแดนที่ตัดผ่านป่าเขาไร้ผู้คนว่ามีความสำคัญยิ่ง ทำให้ความสำคัญและคุณค่าที่แท้จริงซึ่งโยงใยอยู่กับศรัทธาในศาสนามลายหายไป เมื่อเป็นเช่นนี้สันติสุขคงเกิดขึ้นได้ยาก


เชิงอรรถ

๑ ก่องแก้ว วีระประจักษ์. “อารยธรรมที่ปราสาทตาเมือนธมจากหลักฐานจารึก,” ใน ศิลปากร. ปีที่ ๕๑ ฉบับที่ ๕ (กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๑), น. ๗๔.
๒ ชะเอม แก้วคล้าย. “จารึกปราสาทตาเมือนธม,” ใน ศิลปากร. ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒ (มีนาคม-เมษายน ๒๕๔๒), น. ๗๒-๗๓.
เรื่องเดียวกัน, น. ๘๔-๘๖.
เรื่องเดียวกัน, น. ๗๗-๗๘.
๕ ศรัณย์ ทองปาน. “ตาควาย ปราสาทร้างกลางความคลุมเครือ,” ใน เมืองโบราณ. ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๗), น. ๑๐-๑๕.

 

บรรณานุกรม

ก่องแก้ว วีระประจักษ์. “อารยธรรมที่ปราสาทตาเมือนธมจากหลักฐานจารึก,” ใน ศิลปากร. ปีที่ ๕๑ ฉบับที่ ๕ กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๑.
ชะเอม แก้วคล้าย. “จารึกปราสาทตาเมือนธม,” ใน ศิลปากร. ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒ มีนาคม-เมษายน ๒๕๔๒.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ปราสาทขอมในดินแดนไทย ความเป็นมาและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๑.
ศรัณย์ ทองปาน. “ตาควาย ปราสาทร้างกลางความคลุมเครือ,” ใน เมืองโบราณ. ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๒ เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๗.
สุเจน กรรพฤทธิ์. “บันทึกการเดินทางตามหา ‘ราชมรรคา’ ถนนแห่งศรัทธาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗,” ใน เมืองโบราณ. ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๒ เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๑.

เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ : 19 กรกฎาคม 2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป