“ขี้” ในมุมมานุษยวิทยา ฤๅคนไทยนำคำว่า “ขี้” มาใช้ในการควบคุมทางสังคม

ภาพชายกำลังปัสสาวะริมกำแพง จิตรกรรมฝาผนังวัดกัลยาณมิตร วาดในสมัยรัชกาลที่ 3 (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2550)

กรณีคุณอุทัย พิมพ์ใจชน นักการเมืองที่มีประวัติการต่อสู้มายาวนาน ถูกเนติบัณฑิตหนุ่มเอาถุงใส่อุจจาระปาใส่จนเปรอะเปื้อนทั้งหน้าตาและเสื้อผ้าไปหมดนั้น เหตุเกิดเมื่อปี 2537 หลายคนทึกทักว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น และอาจบ่งถึงความเสื่อมหรือความอึดอัดทางการเมือง ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นในอีกระดับ แต่อันที่จริงแล้ว สังคมไทยคุ้นเคยกับการถูกเอาขี้ขว้างใส่ หรือเอาขี้ขว้างใส่คนอื่นมาช้านาน ดังปรากฏในกฎหมายตราสามดวงว่า

“…วิวาทด่าตีกันแลมันเอาสิ่งอันโสโครกทิ้งซัดต้องท่านก็ดี ถ่มน้ำลายรดท่านก็ดี ให้ไหมเสมอศักดิ์ไม้”

และกฎหมายมังรายศาสตร์ของภาคเหนือว่า

“ผู้ใดขี้ใส่ไร่ท่านในระหว่างเอาน้ำเข้าไร่จนกระทั่งถึงตอนเก็บเกี่ยวแล้ว (แรกแดนนำไร่แล้วต่อเท้าเอาข้าวแล้ว) ให้มันหาเหล้าไหไก่คู่ข้าวตอกดอกไม้ เพื่อให้เจ้าของไร่บูชาเสื้อไร่ ผิเยี่ยวใส่ไร่ท่าน เยี่ยวรดของปลูกในไร่ ให้หักตัดเสีย แล้วให้มันชดใช้ตามราคาของนั้น ไม่ต้องไหม แล้วให้หาเหล้าไหไก่คู่ข้าวตอกดอกไม้บูชาเสื้อไร่เถิด”

ในแวดวงวิชาการทางจิตวิทยาหรือมานุษยวิทยายิ่งคุ้นกับเรื่อง “ขี้” มากขึ้นไปอีก เพราะเราต้องศึกษาขี้รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่ถูกขับถ่ายออกมาทางทวารต่าง ๆ หรือออกมาจากร่างกายด้วย เช่น เลือด น้ำลาย ปัสสาวะ ขี้ไคล ผม เล็บ ที่ถูกใช้ในพิธีกรรมของชาติต่าง ๆ ทั้งที่เป็นพิธีกรรมที่จะนำมาซึ่งสิ่งที่ดี หรือพิธีกรรมที่จะนำมาซึ่งสิ่งไม่ดี

ขี้วัวในอินเดียถือกันว่าขลังและบริสุทธิ์ จนใช้ผสมน้ำชำระล้างตัวของพราหมณ์ที่ถือว่ามีวรรณะสูงอยู่แล้ว น้ำลายของหลวงพ่อคูณก็ถือว่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ ในอีกหลายวัฒนธรรมก็มีความเชื่อว่าน้ำลายก็สามารถให้ศีลให้พรได้ (Marry Douglas 1979 : 80) เลือดในศาสนาฮีบรูถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ของไทยก็ถือว่าโลหิตของพระมหากษัตริย์นั้นศักดิ์สิทธิ์ให้ตกกระทบแผ่นดินไม่ได้ เลือดที่ออกมาตามผิวหนังเมื่อผสมกับว่านยาดีหมี ฯลฯ สักเป็นลวดลายก็มีความขลังขึ้นมาได้

และจะว่าไปแล้ว การบูชาศิวลึงค์ของลัทธิไศวนิกาย ที่เห็นอยู่ตามปราสาทหินต่าง ๆ ในประเทศไทยหรือเขมรนั้น ในสมัยโบราณพราหมณ์ผู้ทำพิธีจะเอาน้ำบริสุทธิ์ไปรดตรงศิวลึงค์กับฐานโยนี ให้ไหลไปตามท่อโสมสูตร ให้ประชาชนที่หลงใหลรอคอยอยู่ข้างนอกได้นำไปแบ่งปันกันไปอาบไปกิน น้ำโสมานี้คือภาพจำลองของน้ำกามที่หลั่งมาจากการร่วมเพศของเทพทั้งหลายนั่นเอง?

แต่ส่วนใหญ่ของที่ออกมาจากร่างกายมักถูกใช้ในพิธีกรรมที่ไม่ดี เช่น ใช้ทำเสน่ห์ยาแฝด น้ำมันพราย ทำของ ทำคุณไสย คนอินเดียถือว่าน้ำลายสกปรกมาก อินเดียนแดงเผ่าอาปาชีสาขาหนึ่งเชื่อว่า หมอผีของศัตรูสามารถเอาอุจจาระปัสสาวะของคนไปทำคุณไสยได้ ถือเป็นความลับสุดยอด และทำด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าเวลาไปซุ่มโจมตีคนผิวขาวเสียอีก

กล่าวโดยสรุปก็คือ คนเกือบทุกชาติทุกภาษามักถือว่าของที่ถูกขับออกมาทางทวารต่าง ๆ มีอำนาจพิเศษบางอย่าง อันจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและไม่เป็นสิริมงคล เพราะฉะนั้นถ้ามองจากมุมของวัฒนธรรมไทย การที่นักกฎหมายคนนั้นนำเอาถุงชี้ไปปาใส่คุณอุทัยก็เพื่อให้เกิดความซวยมากกว่าที่จะให้เกิดความเหม็น

แต่เพราะเหตุใดคนจึงมีความเชื่อเช่นนี้?

นักมานุษยวิทยาเชื่อว่า มนุษย์จะอยู่ในโลกที่มีอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นร้อยแปดพันประการทุกวันนี้ไม่ได้ ถ้าไม่จัดสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ให้เป็นระบบระเบียบ เป็นหมวดหมู่ ที่จะให้เราเข้าใจมันได้ง่าย ๆ มนุษย์จึงจัดระเบียบให้กับความคิดของคน จัดระเบียบไว้ให้กับวัตถุ พืช สัตว์ เหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น จัดระเบียบให้กับชนิดของบุคคล พฤติกรรมของบุคคล หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือจัดระเบียบให้กับสังคมนั่นเอง

การจัดระเบียบนี้เมื่อถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ก็เท่ากับว่ามนุษย์ได้สะสมพลังทางอารมณ์ความรู้สึกหรือความคิดของตนเข้าไปกับโครงสร้างหรือระเบียบดังกล่าว เมื่ออะไรที่มาทำให้ระบบเสียหายไปก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต หรือเป็นเรื่องรบกวนจิตใจ ความรู้สึกว่าสกปรก เป็นพิษเป็นภัยหรือเป็นโชคลาภแล้วแต่กรณีไป อย่างเช่น มีต้นกล้วยสองต้นออกเครือกลางลำต้น คนไทยก็จะถือเป็นเรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่จะให้โชคให้ลาภกันไป ทั้งนี้เพราะมันมาทำลายระเบียบธรรมชาติที่เราสร้างกันมานานลงไป

ระเบียบความคิดที่มนุษย์สร้างให้กับสิ่งต่าง ๆ ถูกรบกวนได้หลายวิธี อย่างง่าย ๆ มีสองวิธี วิธีแรกคือการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในระบบหรือโครงสร้าง หรือเกิดการผิดที่ผิดทางขึ้น อย่างเช่น โต๊ะทำงานที่มีของใช้วางเกลื่อนกลาด มีเศษกระดาษขยำฉีกทิ้งอยู่ ก็จะถูกมองว่ารกรุงรังสกปรก ทั้งที่ตัวของเหล่านั้นจริง ๆ ไม่ได้สกปรก หรือถ้าหากมีคนเผลอเอาชั้นในไปวางไว้บนโต๊ะกินข้าว ก่อนจะกินข้าวเราจะรู้สึกพะอืดพะอมต่อเนื่องยาวนานมากกว่าปกติ เพราะมันเป็นของที่อยู่ผิดที่ผิดทางอย่างมาก ถึงแม้ตัวมันเองจะไม่ได้ทำให้โต๊ะสกปรกหรือถูกนำออกไปแล้ว โต๊ะถูกเช็ดใหม่แล้วก็ตาม

ไฝหรือขี้แมลงวันบนใบหน้า ลำตัว ก็ถือว่ารบกวนระเบียบความคิดที่มนุษย์ตั้งไว้ จึงจำเป็นต้องมีคำอธิบายเป็นตำราดูไฝ เช่น ถ้าไฝแบบนั้นจะปากจัด อารมณ์ร้าย เจ้าเสน่ห์ หรือมีบุญ มีปัญญา เป็นต้น

ความรู้สึกว่าถูกรบกวนด้วยสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในระเบียบหรือสิ่งที่ผิดทางนี้ ยังถูกใช้ในเรื่องของสังคมด้วย คนไทยทั่ว ๆ ไปมีแนวโน้มจะไม่ชอบคนแปลกหน้า คนจรจัด สลัม หาบเร่ แผงลอย เด็กขายพวงมาลัย ลักษณะการแต่งเนื้อแต่งตัว เครื่องมือเครื่องไม้ที่ดูมอมแมมอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่เหตุผลลึกๆ ก็คือ ความผิดที่ผิดทางในทางสังคมของพวกเขา

ในอีกลักษณะหนึ่ง บริเวณที่เป็นชายขอบ เป็นริม เป็นมุมของระเบียบความคิดมนุษย์ มักเป็นจุดที่มนุษย์ไม่สามารถทำให้ชัดเจนได้ หรือเป็นบริเวณที่ระเบียบความคิดมนุษย์ไปปะทะกับสิ่งภายนอกที่ล่วงล้ำเข้ามา หรือภายในที่ออกไปข้างนอก มนุษย์ในทุกวัฒนธรรมจึงมองบริเวณชายขอบตัวเองอย่างระแวงสงสัย มองรอยต่อระหว่างภายใน-ภายนอกว่าเป็นบริเวณที่ทำให้เกิดอำนาจหรือลักษณะพิเศษ หรือเป็นจุดอันตราย เช่น คนไทยรังเกียจสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งอยู่รอยต่อระหว่างบกกับน้ำ และตัวมันเองก็มีรูปร่างพิลึกพิลั่น คือเกิดจากการผสมผสานของหลายระเบียบเข้าด้วยกัน เช่น มีสี่เท้าแต่อยู่ในน้ำได้ มีหางมีเกล็ดแต่เดินบนดิน กรณีของตัวเหี้ยคนไทยจะถือนักถือหนาว่าจะนำความซวยมาให้ โดยเฉพาะถ้ามันอยู่ผิดที่ผิดทาง เช่น มาอยู่บนบ้านหรือสถานที่ราชการ ก็ต้องมีพิธีล้างซวยมาช่วย

การปาขี้ที่จริงก็ไม่ต่างจากการนำเอาตัวเหี้ยมาปล่อยตามกระทรวง ซึ่งเป็นวิธีประท้วงทางการเมืองที่มีคนใช้มาแล้วบ่อยครั้ง เหตุการณ์เดียวกันนี้ก็เคยมี (พวกแอฟริกันบางเผ่าก็ถือเอาตัวลีนหรือตัวกินมด ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจากตัวเหี้ยเท่าใดนัก เป็นสิริมงคลในการทำพิธีกรรม) นอกจากนี้ของที่ถูกขับออกจากภายในร่างกายสู่ภายนอก ก็จะถูกมองว่าเป็นสิ่งปฏิกูล ทั้ง ๆ ที่บางอย่างอาจจะไม่มีกลิ่น หรือมีรูปร่างที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด

คนไทยเราดูจะมีความคิดเรื่องนี้ชัดเจนกว่าชาติอื่น ๆ เพราะเราจะเรียกทุกอย่างที่ขับออกจากภายในมาภายนอกว่า “ขี้” หมด นับตั้งแต่หัวจรดเท้า คือตั้งแต่ ขี้หัว รังแค ขี้หู ขี้มูก ขี้ฟัน ขี้ไคล ขี้เกลื้อน ขี้กลาก เป็นต้น ทั้งหมดเป็นของต่ำเป็นของที่มีมลทินทั้งนั้น

มนุษย์ทั่วโลกยังมีนิสัยที่จะเอาระบบทางร่างกายไปเทียบกับระเบียบทางสังคมด้วยเสมอ คือร่างกายเป็นภาพจำลองของสังคม หรือสังคมเป็นภาพจำลองของร่างกาย

เมื่อสังคมเป็นภาพจำลองที่ฉายออกมาจากร่างกาย การควบคุมทางสังคมจึงมักแสดงออกเป็นสัญลักษณ์ เป็นการควบคุมทางร่างกายแทน เช่น การสักของคนไทย ลาว เขมร พม่า การทาสีตัวของพวกแอฟริกันก็ดี อินเดียนแดงก็ดี ก็เป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมทางสังคม ให้รู้ว่าช่วงใดเป็นช่วงทำสงคราม ช่วงใดเป็นช่วงทำพิธีกรรม ขอฟ้าขอฝน ผมซึ่งยื่นออกจากภายในออกมาภายนอกก็เป็นอีกส่วนที่ถูกควบคุมมาก เช่น สังคมจีน คุมผู้หญิง โดยกำหนดว่าถ้าเป็นเด็กไว้ผมยาวอย่างไร เป็นสาวหรือแต่งงานแล้วไว้ผมยาวอย่างไร สังคมไทยก็คุมการไว้ผมของเด็กชาย เช่น การไว้จุก ตัดผมสั้น ส่วนพวกฮิปปี้ หรือพวกศิลปินที่ไว้ผมยาวก็เพื่อให้ผมเป็นเครื่องสะท้อนว่าตนมีอำนาจในทางธรรมชาติ ในทางสร้างสรรค์ศิลปะ หรืออื่น ๆ ได้มาก

คนไทยก็นิยมเทียบร่างกายกับสังคม และใช้ร่างกายมาเป็นเครื่องควบคุมทางสังคมเช่นกัน เช่น คำว่า “หัว” ใช้แทนอำนาจ เช่น หัวหน้า หัวงาน นายหัว แก้วตาใช้แทนสิ่งที่รักมาก หัวใจใช้แทนสิ่งที่มีความสำคัญ ส่วนช่วงต่ำต่าง ๆ เช่น ส้นเท้าก็มักใช้เป็นคำด่า แทนสิ่งที่ต่ำ แต่คำที่ใช้แพร่หลายที่สุดก็คือ “ขี้” ดังได้วิเคราะห์แล้วว่าในวัฒนธรรมไทยหมายถึงสิ่งใดก็ตามที่ผ่านจากชายขอบภายในมาสู่ภายนอก คำนี้ถูกใช้ให้หมายถึงการที่ของต่ำสุดถูกเหยียดหยามจากสังคมมากที่สุด เช่น คำว่า ขี้ข้า ขี้ครอก หรือหมายถึงผู้อยู่ด้อยกว่า เลวกว่า โง่กว่า ต่ำกว่ามาก ๆ เช่น ขี้มือ ขี้ดิน ขี้เห่อ ขี้ทูด ขี้ไซ้ขี้ซ้าย

คำว่าขี้ยังเป็นเครื่องมือกำกับพฤติกรรมทางสังคมให้ดูสุดขอบสุดขั้ว จนอาจจะเกิดผลเสีย เป็นอันตรายหรือเกิดความไม่เหมาะสมแก่ชุมชนได้ เช่น ขี้ยา ขี้เหล้า ขี้โมโห ขี้หลี ถ้าเป็นที่เกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนตนที่แม้จะสุดโต่ง ก็อาจไม่ถือเป็นเรื่องร้ายแรง มิหนำซ้ำก็อาจจะน่ารักน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ เช่น ขี้อ้อน ขี้อาย ขี้ตกใจ ขี้เล่น ขี้…

แต่ถ้าเป็นพฤติกรรมสังคมที่เกี่ยวกับคุณธรรมและมีลักษณะไปอยู่ในที่สุดขอบ ก็มักจะสื่อความหมายที่ค่อนข้างรุนแรง ถือเป็นการควบคุมทางสังคมขั้นเข้มงวดเลยทีเดียว เช่น คำว่า ขี้โกง ขี้ฉ้อ ขึ้ฉล ขี้ขลาด ขี้ตืด ขี้โกหก ขี้เต๊ะ ขี้จุ๊ เป็นต้น

การใช้ ขี้ หรือคำว่า ขี้ มาขว้างใส่กันจึงเป็นการควบคุมทางสังคมด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่ว่าอย่างหลังอาจเพียงทำให้เกิดอาการเขม่นหรือโกรธเคืองกันเฉย ๆ แต่ถ้าเป็นอย่างแรกต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรณีอาจสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าระบบการเมืองหรือระบบอำนาจรัฐใด ๆ แข็งทือตายตัวเกินไป จนไม่ตอบสนองต่อความต้องการหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนได้ดีพอ ผู้คนก็จะหาทางเอาเครื่องมือทางสังคม เช่น การชุมนุม การประท้วง หรือเครื่องมือทางวัฒนธรรม เช่น การปล่อยตัวเงินตัวทอง การวิพากษ์วิจารณ์ว่าขี้ฉ้อ ขึ้ฉล กระทั่งการใช้ของจริงขว้างปาเพื่อประท้วง อันเป็นประเพณีที่มีมานานแล้วมาใช้ได้เสมอ

 


หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “มานุษยวิทยาว่าด้วย ‘ขี้'” เขียนโดย ธีรยุทธ บุญมี ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2550

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 ตุลาคม 2564