สาวผู้ไทยถลกผ้าถุงประชันเดือน ตบ “ของสงวน” 3 ครั้งคืน “กบกินเดือน” คติเรื่องดาวในสาวอีสาน

บทำนายเมฆและพระอาทิตย์ เป็นหลักฐานถึงการใช้ธรรมชาติบอกความมั่นคงในชนชั้นสูงในราชสำนักตั้งแต่อยุธยา แนวทางของชาวบ้านก็มีใช้ตะวัน ดาว รุ้ง ฯลฯ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, สิงหาคม 2554)

มีโอกาสพบคุณป้า คุณแม่สาว อีสานหลากหลายกลุ่มชนทั้งสาวไทยย้อ สาวผู้ไทย สาวลาวอีสาน ในงานสัมมนาที่เมืองโคราชเมื่อหลายปีก่อน จําได้ว่า ภาคกลางวันดูงานเกษตรธรรมชาติอย่างสนุกสนาน ภาคกลางคืนหลังอิ่มข้าวก็มานั่งบ้างนอนบ้างรวมกลุ่มกับแม่ๆ ป้าๆ ในห้องโถงใหญ่ เอนหลังคุยกันไปเรื่อย สืบหาความรู้ชะหลายเรื่องควัก เครื่องรางของขลังของแปลกออกมา แบ่งๆ กันดู ถามไปถามมาก็มาลงที่เรื่องดาว แน่ล่ะคนมันใส่ใจทางไหนก็มักไหลไปลงแต่ทางนั้น

ได้ฟังเกร็ดความรู้เรื่องราวแสน แปลกประหลาดก็คราวนี้ ปกติเวลาไปคุยกับลุงป้า บรรดาคุณลุงมักจะพูดเป็นหลัก ป้านั่งเงียบๆ เฉยๆ คราวนี้ไม่มีลุง มาคอยขัดคอป้า เพราะมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ป้าจึงว่าได้เต็มที่ แถมบางป้ายังลุกยืนทําท่าประกอบตีมือทิ้งๆ ให้เห็นจนหัวเราะงอหาย

พิลึกที่สุดที่เคยสืบหาเรื่องดาว มาตลอดยี่สิบกว่าปีนี้ก็ว่าได้!

โดยเฉพาะคติความเชื่อเรื่อง กบ กินเดือน กบกินตะเว็น (ว่าด้วยการเกิด คราส) ของสาวผู้ไทย นั่นน่ะเด็ดสุดๆ แล้ว ใครจะเอาไปทดลองทําบ้าง ป้าแตง สุคําพา เจ้าของเรื่องเล่านี้ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ใดๆ เลยล่ะ

กบกินเดือน-กบกินตะเว็น

ป้าแตง เป็นสาวผู้ไทย บ้านโฉนดน้อย อําเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร แม่เล่าว่า ตั้งแต่เด็กเป็นสาวจนถึงเดี๋ยวนี้ ค่ำคืนไหนเดือนเพ็ญสว่างใส ถ้าเห็น กบกินเดือน (จันทรคราส) สาวผู้ไทยทั้งหมู่บ้าน มีธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยสาวๆ แรกรุ่นจะออกไปยืนกางขา แอ่นตัว ถลกผ้าถุงเปิดอีประชันเดือน เอามือสลับข้างตีอีปิ๊ 3 ครั้ง แล้วบอกเดือนว่า สาธุเน้อ ให้หมานเจ้าหมานนาย (ให้ได้ผัวเจ้าตัวนาย ผัวตํารวจ ผัว อส.) สาวๆ ในหมู่บ้านจะเริ่มตบอีปิ๊อธิษฐานขอพรจากกบกินเดือนตั้งแต่อายุ 17 ปี และต่างพากันตบปิ๊กลางแจ้ง อย่างไม่ต้องมาเหนียมอายอะไร

ป้าแตงยังบอกด้วยว่าถ้าเกิดกบกินตะเว็น (สุริยคราส) “ก็เปิดอีปิ๊ตบอีปิ๊คือกัน ตบไปพูดไป ขอให้ได้ผัวเจ้า ผัวนาย ผัวตํารวจ ผัวนายสิบ ผัวนายร้อย สาธุๆ ตบกึ่ง กึ่ง กึ่ง 3 ครั้ง แล้วขึ้นนอนเลย กบกินตะเว็นคนผู้ไทยว่า จะโชคดี จะร่ำรวย ไม่ใช่ลางร้าย”

แล้วกับสาวผู้ไทยรุ่นใหม่ล่ะ เขายังคอยจังหวะอธิษฐานขอผัวเจ้าผัวนายในยามกบกินเดือนเหมือนสาวผู้ไทยโบราณกันไหม ป้าแตงยิ้มนิดๆ ขณะ อธิบายว่า เด็กสาวๆ ในหมู่บ้านนั้น “เราบอกวิธีเขา เขาก็ออกมาเล่น แต่ผู้หญิงแก่มีผัวไม่ออกมากึ่ง กึ่ง กึ่ง อีกแล้ว” พูดจบป้าแตงยังกระซิบบอกอีกว่า – นี่เป็นเรื่องของผู้หญิงล้วนๆ ผู้ชายไม่ทํา!

ถามป้าแต่งด้วยสงสัยเต็มกําลัง – ไปยืนตบอีปิ๊กันมาตั้งหลายคืนแบบนั้นทําแล้วได้ผลจริงไหม? ป้าแตงตอบเสียงสะบัดๆ “ก็ได้นายทั้งนั้นนี่ ได้ผัวใช้ คํานําหน้าว่า นายสมใจ สมคําสาธุกันทุกคนแหละ!”

ส่วนทางด้านสาวลาวนั้น ป้ามะลิ บอมโคตร อายุ 50 ปี บ้านอยู่เมืองนครพนมแต่มาโตที่หนองคาย เล่าว่า คนเฒ่าบอกเห็นกบกินตะเว็นเป็นเรื่องไม่ดี หลายปีกว่าจะเกิดสักครั้ง ถ้ากบออกมากินตะเว็นบ้านเมืองจะเกิดเหตุวินาศ แต่กบกินเดือนเป็นเรื่องดี เวลาเห็นกบกินเดือนชาวบ้านจะควักปืนออกมายิงคนละนัดสองนัด ที่บ้านป้าจะเอาไม้ไปเคาะต้นขนุน มะม่วงให้ออกลูกดก ไม่มีการไปตบอีปิ๊ตัวเองเอาโชคเหมือนคนผู้ไทย

คนลาวยังเชื่ออีกด้วยว่า เวลากบกินเดือนเข้าไปแล้วกําลังจะออกจากเดือนจากตะเว็น คนเฒ่าเล่าสืบทอดมาสั่งเด็ดขาด ห้ามคนท้องไม่ให้มอง เพราะลูกจะออกมาตาเหล่

ทางด้านสาวไทยย้ออย่าง ป้าจันดา โมธรรม คนเมืองนครพนม เล่าถึงเรื่องกบกินเดือนว่า คนไทยย้อเวลาเกิดกบกินเดือน ต้องระดมกันช่วยเพื่อนด้วยการที่เกราะเคาะไม้ ถ้าเอาไปเคาะต้นมะพร้าว เชื่อว่าจะทําให้มะพร้าวลูกดก ตีข้าวข้าวดก

และคนไทยย้อยังเชื่อเรื่องกบกินเดือนมีคติที่บ่งชี้ให้สังเกตเพื่อทํานายโชคลาภทางการเพาะปลูกที่จะตามมาว่า

กินแล้วขี้-ออกทางข้างล่าง ไม่ดี ปีนั้นนาไม่ได้ผล

กินแล้วคาย-ออกทางปาก (ออกทางข้างบน) ปีนั้นจะอยู่ดีมีแรง ทำไร่นาได้ผล

กินแล้วพุงแตก-ออกข้างๆ ปีนั้นข้าวจะเหลือ

เล่าเรื่องกบกินเดือนจบไปแล้ว ป้าจันดายังเล่าถึงตติของสาวไทยย้อ เกี่ยวกับการไหว้สมาผัว ที่สาวๆ มีผัวแล้วมักทําในยามค่ำคืนตอนจะเข้ามุ้งนอน โดยใช้ดอกไม้ 5 คู่ เทียนเล็ก 5 คู่ ใส่ขัน เรียกขัน 5 ทําพิธีกราบตีนผัว และเอ่ยวาจาขอขมา ดังนี้

ข้าขอสมาเจ้า ผัวแพงอันประเสริฐ
บุญเรามีมากล้นจึงได้กิ้งก่อมสอง
คองเมียนี้นางสิทำตามฮีต
บ่อนได้ผิดพลาดพลั้งให้ผัวนั้นสั่งสอน
ข้าขอวอนถึงเจ้าอินทราเทวราช
ขอให้มาช่วยค้ำตัวข้าจะฮั่งมี
ขอให้สุขีใจล้น

ดาวหมูซัง

ยังมีคติเรื่องดาวอื่นๆ ของทางอีสานที่เล่าเพิ่มกันมาอีก ป้าบับพา โม ธรรม อายุ 62 ปี สาวย้อเมืองนครพนม เล่าถึงดาวหมูซัง (ชัง)

ป้าบอกว่า ดาวหมูซังจะขึ้นหัวค่ำ ชื่อหมูซังคือหมูชังหรือหมูเกลียต ถ้าดาวนี้ขึ้นสว่างสุกใส หมูจะเป็นราคาขายได้เงินหลาย คนขวนขวายขายหมูอุตลุด ทําให้หมูถูกขายไปฆ่าเยอะ หมูเลย เกลียดตาวนี้มาก ยิ่งดาวใสมากเท่าไหร่ หมูยิ่งเกลียดดาวนี้มากขึ้นตามไปด้วย หมูอีสานนั้นเรียกว่าหมูกี้ ตัวดํา พุงย้อย หลังแอ่น เป็นหมูพื้นเมือง ป้าบับพา บอกว่าประเทศลาวมีหมูเยอะ คนลาวเลี้ยงปล่อย หลวงตาจากหมู่บ้านเล่าว่าเคยไปเมืองลาว ตอนเช้าออกบิณฑบาต เคยเหยียบขี้หมู เลอะตีนเหนอะหนะ ทําเอาหลวงตาไม่ยอมกลับไปเมืองลาวอีกเลย

ดาวหมูซังที่ป้าบับพากล่าวถึง คือพระศุกร์ (Venus) ที่คนไทยภาคกลางเรียกตาวประจําเมือง หรือดาวประกายพรึก

ถามป้าบับพาว่า เคยได้ยินชื่อดาวหมานอนไหม มันอยู่ตรงไหน ป้าบับพา ตอบว่า เคยได้ยินแต่การเรียกเวลาว่า “ยามหมานอน” คือช่วงหมาบ้านนอน แต่เรื่องดาวหมานอนขึ้นแล้วขโมยจะเตรียมมขึ้นบ้านคนนั้น ไม่เคยรู้ เป็นอันว่า ดาวหมานอนของคนไทยโบราณ คือดาวอะไรในทางสากล ยี่สิบกว่าปีแล้วยังตามหาไม่เจอจนบัดนี้ (พ.ศ. 2554)

สําหรับเรื่องหมาๆ ป้าบับพาบอกว่า ยังมีอยู่ในคติความเชื่อของคนไทยย้อ เอาไว้ดูว่าปีนั้นน้ำจะดีหรือไม่ โดยคนไทยย้อจะอาศัยคอยฟังเสียงหมา จิ้งจอกในหน้าลมว่าวพัดประมาณเดือน 11-12 ซึ่งมีคําโบราณพูดไว้ว่า เดือน 11 หัวลมต้อง เดือน 12 หัวลมอ้วย (ออก) ช่วงนั้นหมาจิ้งจอกเป็นฝูงๆ จะ ออกจากป่ามาเพ่นพ่านทั่วทุ่งทั่วนา ครั้นดึกถึง 6 ทุ่มหมาจิ้งจอกมันจะพร้อมใจกันหอน โจ๋… ได้ยินทั้งหมู่บ้าน ถ้าปีไหนน้ำท่วมน้ำดี ป้าบับพาบอก หมาจะหอน โจ๋…ยาว แต่ถ้าน้ำแล้ง ไม่มีน้ำ หมาจิ้งจอกจะร้องจ๊อก…จ๊ก จ๊ก จ๊ก จ๊ก ดังนั้นคนไทยย้อฟังเสียงหมาก็พอรู้แล้วว่า ปีถัดจากนั้นน้ำจะเป็นอย่างไร

ส่วนเรื่องฝึกวัวควายไถนานั้น ป้าบับพาเล่าแถมมาด้วยว่า มันเดินเองไม่ได้ ไม่รู้แนว ชาวนาต้องหัดมัน บอกให้เดินอย่างไรต้องสอนมัน ดังที่ว่า “ออกเปิ้นว่าเล่า เช้าเป็นว่าฮาม” ออกคือ ออกจากคลอง (ทาง) ไถ เข้าคือเข้าไป แนวที่ไถแล้ว

ดาวเพ็ก-ดาวไก่หน้อย

มีคติเรื่องราวของสาวลาวที่ ป้าทน หอมหวล อายุ 68 ปี คนอําเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เล่าถึงบทผญาโบราณ ที่พบสอดคล้องกันในหลาย พื้นที่ของอีสานที่กล่าวไว้อย่างไพเราะว่า “ดาวไก่หน้อยป้องหมู่เมือนอน ดาวไก่สอนป้องพี่ชายเมื่อซ้อน”

บทผญาที่ป้าทนจํามา จะแปลอีสานเป็นไทยกลางชัดๆ ก็คือ “ดาวลูกไก่ชวนเพื่อนไปนอน ดาวลูกไก่สอนพี่ชายไปอยู่กับตัว”

ป้าทนบอกว่า ดาวไก่หน้อยหรือเรียกอีกชื่อว่าดาววีนี้ขึ้นเป็นจุ้ม อันหมายถึงขึ้นรวมกลุ่มกัน มองเห็นเป็นขยุ้ม ดาวกลุ่มนี้ของอีสานตรงกับดาวลูกไก่ภาคกลาง ซึ่งก็คือกลุ่มดาว (Pleiades) ในทางสากล

สําหรับการดูเวลาเพื่อตื่นไปทํานายามเช้านั้น ป้าทนให้ความรู้ว่า คนลาวจะตูดาวเพ็ก (Venus) เพราะดาวเพ็กนั้น “ตีห้าออก (ขึ้น) ทางตะวันออก”

และคนลาวยังใช้ดาวเพ็กเป็นเหตุบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ได้อีกด้วย ดังที่ป้าทนเล่าว่า ช่วงนอนนาเตือน 12 ไปเกี่ยวข้าว มัดข้าว ถ้าเห็นดาวเพ็กสว่างค้างฟ้าถึง 6 โมงเช้า ปีนั้นหมู วัว ควาย สัตว์ ข้าว มีราคา พ่อแม่บอกมา “ดาวเพ็กขึ้นค้างฟ้า ปีนั้นของแพง” ข้าวเป็นราคา ควายเป็นราคา อย่างเมื่อ ปี พ.ศ. 2549 เดือน 12 เห็นดาวเพ็กค้างแจ้ง พอรุ่งขึ้นปี พ.ศ. 2550 วัว ควายราคาดี ขายควาย 5 ตัว ตัวละ 20,000 บาทบ้าง 19,500 บาทบ้าง

แต่พอปี พ.ศ. 2551 ดาวเพ็กไม่ค้างฟ้า ข้าวไม่เป็นราคา วัวควายราคาลง อย่างปี พ.ศ. 2550 ข้าวหมื่น (12 กิโลกรัม) ละ 150 บาท พอต้นปี พ.ศ. 2551 นี้หมื่นละ 120 บาท

ฮีต 12

สืบค้นสอบถามเรื่องราวกันอยู่ ป้าสมบูรณ์ แสนสุข อายุ 58 ปี คนบ้านหนองชน อําเภอนาทม จังหวัดนครพนม ได้ขับกลอนไพเราะให้ฟังเพิ่มมา เสียงหวานใสเสนาะหูอย่างยิ่ง จนต้องถามป้าว่า กลอนอะไรคะ เพราะจัง ป้าบอกเป็นกลอนชาวบ้านอีสาน “ฮีต 12” ว่าด้วยประเพณีทั้ง 12 เดือนของคนสาวอีสาน ที่คนรุ่นโบราณผูกเป็นกลอนเอาไว้ และป้าสมบูรณ์จดจํามา

นั่งฟังป้าขับกลอนชื่นมื่นหัวใจอย่างยิ่ง จึงบันทึกไว้พร้อมกับเรื่องดาว ที่คุยกันกับป้าๆ คนอื่น เสียงของป้าสมบูรณ์หวานใส และป้ายังมีความอดทนล้ำเลิศที่พยายามขับกลอนซ้ำหลายเที่ยวให้สาวภาคกลางค่อยๆ บันทึกจดจารมาดังนี้

คุยเรื่องดาวกับป้าผู้ไทย ไทยย้อ ไทยลาวจนดึกดื่น วงสนทนาจบแล้วในคืนนั้น เช้ารุ่งขึ้นเราต้องจากกัน ครั้นสายๆ ในวันลาจาก ฟังน้องลลิดา มาตราช สาวผู้ไทย เมืองมุกดาหาร ขับกลอนลำลาให้ฟัง อุแม่เจ้า…ว่าด้วยดวงดาวนะนี่

แน่นอนไม่มีพลาด ไปขอลอกขอจดมาจากน้องลลิดายามเสร็จพิธี น้องลลิดาเล่าว่า กลอนลําบทนี้เธอไม่ได้แต่งเอง แต่เป็นกลอนลําของแม่บุญช่วง หมอลําโบราณ เป็นลําลา ที่เธอขับกลอนให้ฟัง ดังนี้

โอ้ย สมควรแล้ว ค่อยอยู่ดี ครั้นปีหน้าจักพบกัน สัททา…เอ้ย เอ้ย นอ อ้อ ชั้นละพ่อ สัททาเอ้ย เมิดกระบวน สมควรแล้ว สิลา บางว่าห่างปะ ลลิดาลาจากเจ้า คนเฒ่าอีแม่เฮือน พระจันทร์โคจรคลาดเคลื่อนลับเหลี่ยมลงบัง ดาวพระแสงมีมา ไก่บักแดงมันขันท่า สุริยา กําลังพ้นแสงใสใกล้สว่าง ดาวหางดาว ไก่หน้อยคอยป้องเจ้าหมู่เมือนั้น ดาวพระศุกร์ดาวพระใส ดาวหมูชังอ่วยหน้าสิลาห้าน ควงปางหนาวในในน้ำหมอกค้าง ผู้เฒ่าตื่นลูกดังไฟเสียงเขอะควายโป๊กเป๊ก บักดอนมันยืนง้วงงั้วอีแดงดํา หม่อ ขอกินนมฮ้องหาแม่ ไก่บกแดงผู้แจ้ หาคุ้ยเขี่ยขี้ดิน เป็ดถามฮ้องตบปีก อยากกินฮำ สุริยาสีแสงสว่างตาจวนแจ้ง แสงทองพ้นบูรพาฟ้ากระจ่าง เสืองสาง พ้นขอบฟ้าแสงตาแจ้ง

คุยกับป้าๆ แม่ๆ อย่างอิ่มใจ อิ่มความรู้ในเรื่องดวงดาว นานาสารพัดของรวมดาวสาวอีสาน บันทึกไว้ตั้งแต่ ต้นปี พ.ศ. 2551


 

ขอขอบพระคุณ (ข้อมูลด้านอายุอ้างอิงตามต้นฉบับ พ.ศ. 2554)

1. แม่แตง สุคําพา อายุ 55 ปี ตําบลโฉนดน้อย อําเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร (สาวผู้ไทย)
2. แม่มะลิ บอมโคตร อายุ 50 ปี (เกิต พ.ศ. 2501) บ้านชัยมงคล อําเภอนาทม จังหวัดนครพนม (สาวลาว)
3. แม่จันดา โมธรรม อําเภอนาทม จังหวัดนครพนม (สาวย้อ)
4. แม่สมบูรณ์ แสงสุข อายุ 58 ปี (เกิดปี พ.ศ. 2493) ตําบลหนองซน อําเภอนาทม จังหวัดนครพนม (สาวสาว)
5. แม่บับพา โมธรรม (เกิดปีจอ พ.ศ. 2489) ตําบลหนอง ชน อําเภอนาทม จังหวัดนครพนม (สาวย้อ)
6. แม่ทน หอมหวล อายุ 55 ปี (เกิด พ.ศ. 2483) ตําบลนาคํา อําเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม (สาวสาว)
7. น้องสลิตา มาตราช อายุ 31 ปี (เกิด พ.ศ. 2520) ตําบลโฉนดน้อย อําเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร (สาวผู้ไทย)
8. พี่ศิริลัคนา เปี่ยมศิริ อายุ 54 ปี อําเภอเมือง จังหวัดนครพนม

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป