“เจ้าพระฝาง” ผู้ร้ายในคราบอลัชชี, “พระอาจารย์ธรรมโชติ” พระดีในผ้าเหลือง

"ตีเมืองสวางคบุรี" ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมนุมเจ้าพระฝาง ภาพจากโคลงภาพพระราชพงศาวดาร เชียนโดย หลวงฤทธิจักรกำจร ในสมัยรัชกาลที่ ๕

เจ้าพระฝาง เป็นภิกษุชาวเมืองเหนือ เดิมมีชื่อว่า “เรือน” ลงมาศึกษาเล่าเรียนอยู่ในกรุงศรีอยุธยาจนได้เป็นพระพากุลเถระ พระราชาคณะอยู่ ณ วัดศรีอโยธยา ต่อมาพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงตั้งให้ครองตำแหน่งสังฆราชา ณ เมืองสวางคบุรี

เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก พระพากุลเถระได้ซ่องสุมผู้คน ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าอีกตำบลหนึ่ง โดยมิได้สึกเป็นคฤหัสถ์ไม่ คงอยู่ในเพศสมณะ แต่นุ่งห่มผ้าแดง คนทั้งปวงเรียกว่า “เจ้าพระฝาง” เป็นที่เกรงกลัวของบรรดาเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไป

หลักฐานจากพงศาวดารอ้างว่า กองทัพเจ้าพระฝางนอกจากจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของศูนย์อำนาจรัฐกรุงธนบุรีแล้ว ยังถูกเสนอในภาพของกลุ่มพระภิกษุที่ไม่ปฏิบัติอยู่ในพระธรรมวินัย (“ประพฤติพาลทุจริตทุศีลกรรมลามกบริโภคสุรา” พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา) การกระทำของพระภิกษุในชุมนุมเจ้าพระฝางจึงอันเป็นภัยต่อทั้งฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร

(ข้อมูลจากบทความ ศึกเจ้าพระฝาง พ.ศ. ๒๓๑๓ : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับการปราบ “พวกสงฆ์อลัชชี” ที่เมืองสวางคบุรี โดย ธีระวัฒน์ แสนคำ ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2559)

ขณะที่ ธีระพงษ์ มีไธสง นักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญาเสนอว่า “โดยสถานภาพการเป็นพระภิกษุที่มีความรู้ความสามารถได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ น่าจะมีสามัญสำนึกต่อความอยุติธรรม และมีความเห็นอกเห็นใจประชาชน…ทำให้เจ้าพระฝางซึ่งเป็นผู้นำชุมชนที่ชาวบ้านศรัทธาอยู่แล้ว ลุกขึ้นมาช่วยเหลือชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยไม่ยอมรับอำนาจส่วนกลาง (ธนบุรี) ซึ่งอยู่ห่างไกล และไม่ได้เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในแง่ของสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ แต่ได้เอารัดเอาเปรียบด้วยการเก็บบรรณาการในฐานะเป็นเมืองขึ้นของธนบุรี”

(ข้อมูลจากบทความ พระสงฆ์กับอำนาจรัฐไทย: บทเรียนจากอดีต-พระธรรมยุตสายอีสาน โดย ธีระพงษ์ มีไธสง ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2557)

ธีระพงษ์กล่าวต่อไปว่า การที่กองทัพของเจ้าพระฝางถูกตีแตกใน 3 วัน มิใช่เพราะกองทัพอันเกรียงไกรของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แต่เป็นเพราะชุมนุมของเจ้าพระฝางเป็นเพียงการรวมกลุ่มของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากอำนาจรัฐ โดยมีพระสงฆ์แสดงบทบาทเป็นผู้นำชุมชนเท่านั้น และการที่เจ้าพระฝางยอมแพ้อย่างง่ายดายอาจเป็นไปเพื่อเลี่ยงความรุนแรงจนเสียเลือดเสียเนื้ออีกด้วย

ธีระพงษ์มองว่า เจ้าพระฝางได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ในฐานะพระนักพัฒนาที่ไม่ละเลยต่อความทุกข์ยากของประชาชนในขณะนั้น แต่ถูกทำให้เป็นผู้ร้ายในบริบทของประวัติศาสตร์ชาตินิยม เป็นกบฏต่อบ้านเมืองและเป็นอลัชชีในฐานะสงฆ์ที่ละเมิดวินัย

ในทางกลับกัน ธีระพงษ์กล่าวว่า พระอาจารย์ธรรมโชติแห่งหมู่บ้านบางระจัน ที่ได้รับนิมนต์มาปลุกขวัญชาวบ้านเพื่อต่อต้าน “พม่า” โดยการแจกตะกรุด ทำพิธีไสยศาสตร์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านบางระจันไปทำสงคราม ซึ่งในทางธรรมวินัยถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดการละเมิดต่อชีวิต (ปาณาติบาต) แล้ว แต่ประวัติศาสตร์ชาตินิยมกลับเชิดชูให้พระอาจารย์ธรรมโชติเป็นพระเอก เป็นวีรภิกษุไป

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป