“พระราชโอรส-ธิดา” ของกษัตริย์สมัยอยุธยาทรงศึกษาวิชาอะไรบ้าง?

ชาวกรุงศรีอยุธยา สร้าง เมือง พลิกผลาญสู่วิถีใหม่ พระราชโอรส-ธิดา สมัยอยุธยาทรงเรียนด้วยกันถึงพระชนมายุ 7 ปี
ภาพโคลงภาพ "สร้างกรุงศรีอยุธยา" เขียนโดย นายอิ้ม ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหนังสือ "พระราชพงศาวดาร เล่ม ๑ ฉบับพิมพ์ ร.ศ. ๑๒๐ พ.ศ. ๒๔๔๔) โดยกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ

พระราชโอรส-ธิดา สมัยอยุธยาทรงเรียนด้วยกันถึงพระชนมายุ 7 ปี เรียนอะไรบ้าง?

การศึกษาในแต่ละยุคสมัยล้วนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมในยุคนั้น ๆ เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา ที่แต่ละวิชาก็ล้วนเกี่ยวพันกับความเป็นไปของบ้านเมืองและสถานะทางสังคมของเหล่าเจ้านายอยุธยาทั้งสิ้น

โดยพระราชโอรสและพระราชธิดาต่างก็ทรงได้รับการถวายการศึกษาตั้งแต่พระเยาว์หรือพระชันษาประมาณ 3 ปี ซึ่งผู้สอนก็ล้วนแล้วแต่เป็นพระมารดาของพระองค์บ้าง ข้าราชบริพารใกล้ชิดบ้าง ครูพิเศษหรือผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือมาถวายการสอนบ้าง เช่น เจ้ากรมพระอาลักษณ์ หรือพระโหราธิบดี

จิตรกรรมฝาผนัง วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อยุธยา
ภาพประกอบเนื้อหา – จิตรกรรมฝาผนัง วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อยุธยา

พระราชโอรสและพระราชธิดาจะศึกษาร่วมกันถึงพระชันษา 7 ปี ก่อนจะแยกกันไปเรียนในวิชาเฉพาะทางอื่น

สำหรับเจ้านายฝ่ายชายหรือพระราชโอรสจะทรงศึกษาวิชาหนังสือชั้นสูงในตอนเช้า และตอนบ่าย รวมถึงช่วงค่ำจะมีการฝึกภาคปฏิบัติ คือฝึกเป็นข้าราชบริพารกับเจ้านายผู้ใหญ่ บางครั้งเมื่อมีโอกาสก็จะได้ฝึกกับพระเจ้าอยู่หัวด้วย 

ทั้งนี้เมื่อเจริญพระชันษาถึง 13 ปี ก็จะเข้าพิธีโสกันต์ แล้วผนวชเป็นสามเณร จากเดิมที่ศึกษาในรั้ววังก็ย้ายมาที่วัด แม้วัดจะเป็นแหล่งศึกษาของคนทั่วไป แต่การศึกษาของเหล่าพระราชโอรสก็จะแยกออกมา เล่าเรียนอยู่ในสำนักสงฆ์ระดับสูง อย่างสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อผนวชเป็นสามเณรก็ได้เสด็จมาประทับอยู่กับพระพรหมมุนี ณ วัดปากน้ำประสพ ทรงศึกษาวิทยาการและศิลปศาสตร์อันควรสำหรับเจ้านายชั้นสูง 

เมื่อลาผนวชแล้ว แต่ละพระองค์ก็จะทรงหาความรู้ทางฝ่ายฆราวาสต่อไป ทั้งยังศึกษาทางด้านฝึกซ้อมเพลงอาวุธ และตำราพิชัยสงคราม ในสำนักที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเวลานั้น พร้อมกับข้าราชบริพารที่มีฝีมือเก่งกาจ

วิชาที่ถือกันว่าเป็นขัตติยวิชาหรือวิชาสำหรับกษัตริย์ก็คือ เพลงอาวุธ ตำราพิชัยสงคราม คชกรรม (วิชาเกี่ยวกับช้าง) และอัศวกรรม (วิชาเกี่ยวกับม้า) ที่เหล่าพระราชโอรสและเจ้านายชั้นสูงจะต้องเป็นแม่ทัพนายกองคนสำคัญในยามสงคราม จึงต้องร่ำเรียนศาสตร์ด้านนี้เพื่อปกป้องบ้านเมือง

จิตรกรรมสมเด็จพระนเรศปีนค่ายพม่า ที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา
จิตรกรรมสมเด็จพระนเรศปีนค่ายพม่า ที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา

อย่างไรก็ดี เมื่อบรรดาเจ้านายฝ่ายชายพระชันษาได้ 21 ปี ก็จะต้องผนวชอีกครั้งตามประเพณีเป็นเวลา 1 พรรษา ก่อนจะออกมารับราชการต่อนั่นเอง

ด้านเจ้านายฝ่ายหญิง ส่วนใหญ่แล้วก็จะเน้นหนักที่วิชาการเรือน จรรยา มารยาท วรรณคดี ศีลธรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเจ้านายหญิงพระองค์นั้นจะสนพระทัยด้านใดมากที่สุด จากนั้นจึงทรงศึกษาให้ชำนิชำนาญ

นี่คือวิชาศึกษาของบรรดาเจ้านายไทยทั้งชายและหญิงในสมัยอยุธยานั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

พาชื่น สมคำนึง. (2520). ความสำคัญของการศึกษาของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการปรับปรุงบ้านเมืองตามแบบตะวัน [วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.1977.185


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มิถุนายน 2569