| ผู้เขียน | วิภา จิรภาไพศาล |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ช่วง พ.ศ. 2463 เป็นครั้งแรกที่มี “รอยยิ้ม” ในภาพถ่าย ทำไมก่อนหน้านั้นเวลาถ่ายภาพจึงไม่ยิ้มกัน เรื่องนี้ก็ต้องถอยหลังกลับไป ในยุคที่ยังไม่มีเทคโลโลยีการถ่ายภาพ และใช้การวาดภาพเหมือนเพื่อถ่ายภาพลักษณ์ของตน
การวาดภาพเหมือน
มนุษย์ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวด้วยการวาดภาพเหมือน ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจและทรัพย์สิน การจ้างจิตรกรฝีมือดีมาวาดภาพเจึงเป็นการประกาศถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมความมีรสนิยม และการเมือง ด้วยการส่งภาพเหมือนไปที่ต่างๆ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อความน่าเชื่อถือ ฯลฯ

ภาพเหมือน จึงต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ที่เป็นทางการของผู้ว่าจ้าง เพื่อให้ภาพนั้นเป็นที่จดจำของผู้คน ผู้เป็นแบบต้องอยู่ในท่าทางที่เป็นทางการ มีการจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน โดยจิตรกรจะเป็นผู้พร้อมปรับปรุงตกแต่งองค์ประกอบที่บกพร่องด้วยฝีแปรง
เมื่อการถ่ายภาพกำเนิดขึ้น แบบแผนของการวาดภาพเหมือนก็ติดตามมาด้วย ทำให้ไม่เห็นบุคคลในภาพถ่ายยุคแรก “ยิ้ม”
ไม่มีอะไรเอื้อให้ “ยิ้ม”
ยุคแรกการถ่ายรูประบบดาแกร์โรไทป์ ที่ความไวแสงยังด้อย ผู้ต้องการถ่ายภาพต้องอยู่นิ่งๆ ราวครึ่งชั่วโมง และเพื่อช่วยให้ผู้นั้นไม่ทรมานนัก จึงมีการนำแกนเหล็กมาตั้งไว้ด้านหลังให้ได้พิงคอ ช่วยลดความเมื่อยล้า แม้ภายหลังเกิดการถ่ายภาพฟิล์มกระจก แต่บรรดานายแบบนางแบบก็ยังต้องอยู่นิ่งๆ หลายนาที นี่เป็นเหตุผลแรกทำให้บุคคลในภาพไม่ยอมยิ้ม
จากเหตุโดยตรงก็เป็นประเด็นทางอ้อม ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุโรปมีค่านิยมว่าการยิ้ม โดยเฉพาะยิ้มกว้างที่เผยให้เห็นฟัน เป็นกิริยาต่ำช้า แสดงถึงความลามกยั่วยวน, ความไร้เดียงสา, ความตลกไร้สาระ ฯลฯ
ฌ็อง-บัปติสต์ เดอ ลาซาล นักบวชชาวฝรั่งเศส เขียนหนังสือทำนอง “สมบัติผู้ดี” ตีพิมพ์เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “บางบุคคลนั้นเผยริมฝีปากบนขึ้นสูง…นี่ช่างตรงข้ามกับสมบัติผู้ดีที่ไม่อนุญาตให้เราเผยฟันของเราออกมา ก็ด้วยเพราะธรรมชาตินั้นประทานริมฝีปากมาให้เราสำหรับปกปิดฟันเหล่านั้นอยู่แล้ว”
ปรากฏการณ์ “ยิ้ม”
รอยยิ้มเริ่มปรากฏมากขึ้นในภาพถ่ายตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) เมื่อเทคโนโลยีถ่ายภาพก้าวหน้าขึ้น การถ่ายภาพทำได้ง่าย และเข้าถึงผู้คนมากกว่าเดิม ความเป็นทางการของการถ่ายภาพในสตูดิโอเริ่มเสื่อมถอยลง ผู้คนเริ่มผ่อนคลายกับการถ่ายภาพมากขึ้น

สำหรับเมืองไทยภาพถ่ายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา ก็เริ่มเห็นบุคคลในภาพยิ้มมากขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญคือการทำการตลาดในช่วง พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) ภาพนางแบบนายแบบยิ้มกว้างกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสื่อถึงความพึงพอใจในสินค้า ขณะที่บริษัทกล้องถ่ายภาพและฟิล์มยักษ์ใหญ่พยายามเชื่อมโยงการถ่ายภาพกับความสุขและรอยยิ้ม
อ่านเพิ่มเติม :
- สุดยอดภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ที่จังหวะ-มุมกล้องลงตัว จนกลายเป็นภาพในตำนาน
- ชาวสยามรู้จัก “การถ่ายรูป” ครั้งแรกตอนไหน และใครเป็นคนริเริ่ม ?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
นักรบ มูลมานัส. เล่นแร่แปรภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย, สำนักพิมพ์มติชน, 2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มิถุนายน 2568





