การศึกษาเรื่องชุดเกราะของนักรบ ในประเทศไทย ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๔

เกราะ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “เครื่องสวมใส่หรือเครื่องหุ้มสำหรับป้องกันอาวุธหรืออันตราย” ซึ่งเกราะที่ใช้หุ้มส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยสวมใส่ในลักษณะเดียวกับเครื่องแต่งกายนั้นเรียกว่าชุดเกราะ จัดเป็นเครื่องยุทธภัณฑ์ประเภทหนึ่ง ใช้สำหรับป้องกันผู้สวมจากอันตรายในการสู้รบระหว่างทำสงคราม ลักษณะของชุดเกราะในแต่ละประเทศก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุที่มีในท้องถิ่นนั้น ลักษณะของอาวุธ และกระบวนวิชาการอาวุธของนักรบชาตินั้นๆ โดยทั่วไป

ชุดเกราะมักผลิตจากวัสดุที่มีความแข็ง และความเหนียวมากเพียงพอที่จะสามารถป้องกันอันตรายจากอาวุธได้ เช่น โลหะ หนังสัตว์ ไม้ กระดูกหรือเขาสัตว์ เป็นต้น แต่ในบางกรณี อาจพบว่าวัสดุอ่อนอย่างเช่น ผ้า เส้นใยพืช ก็สามารถนำมาใช้ในการผลิตชุดเกราะได้เช่นกัน

ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเรื่องชุดเกราะสำหรับป้องกันศาสตราวุธในดินแดนประเทศไทยนั้น ตามหลักฐานที่ปรากฏ สามารถจำแนกรูปแบบของชุดเกราะในแต่ละยุคสมัยอย่างคร่าวๆ ได้ดังต่อไปนี้

ชุดเกราะในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘

ในช่วงเวลาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ตรงกับยุคสมัยที่อาณาจักรเขมรโบราณซึ่งมีศูนย์กลางที่เมืองพระนครในประเทศกัมพูชา เรืองอำนาจและได้แผ่อิทธิพลไปในแหลมอินโดจีน ทั้งยังแผ่อิทธิพลเข้ามาในดินแดนประเทศไทยในเขตภาคกลาง ภาคตะวันออก และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาพที่ ๑ ลักษณะการแต่งกายของนักรบในภาพสลักบนซุ้มบัญชรบนชั้นเชิงบาตรชั้นที่ ๒ ด้านทิศใต้ของปรางค์ประธาน ปราสาทพนมรุ้ง (บน) เปรียบเทียบกับการแต่งกายของทหารจากแคว้นละโว้ ในภาพ
สลักที่ผนังระเบียงคด ปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา (ล่าง)

ตามหลักฐานซึ่งพบที่ปราสาทประธานของปราสาทพนมรุ้ง จากการศึกษาศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ ๗ และหลักที่ ๙ สันนิษฐานว่าปราสาทประธานหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยของนเรนทราทิตย์ ผู้ครองเมืองพนมรุ้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ โดยองค์ปราสาทได้มีการแกะสลักตกแต่งด้วยลวดลายต่างๆ โดยตำแหน่งซุ้มบัญชรบนชั้นเชิงบาตรชั้นที่ ๒ ด้านทิศใต้ของปรางค์ประธาน ปราสาทพนมรุ้ง ได้ปรากฏภาพสลักนูนสูงแสดงการสัประยุทธ์ระหว่างราชวงศ์เการพและราชวงศ์ปาณฑพ โดยแม่ทัพของทั้ง ๒ ฝ่ายยืนต่อสู้กันบนหลังช้าง ในมือของแต่ละฝ่ายถือโล่กลมและอาวุธ แวดล้อมด้วยเหล่าไพร่พลเดินเท้า ซึ่งถือหอกไว้ในมือ นุ่งผ้าสั้น สวมเกราะหุ้มลำตัวรูปสี่เหลี่ยม เมื่อพิจารณาลักษณะของชุดเกราะพบว่าเป็นเกราะแผ่น (Plate armour) ประกบปิดลำตัวด้านหน้าและด้านหลัง เว้นช่องว่างไว้ให้แขนเคลื่อนไหวอย่างอิสระ สันนิษฐานว่าลักษณะการแต่งกายของเหล่าไพร่พลในภาพสลักได้จำลองมาจากการแต่งกายของนักรบในยุคสมัยนั้น

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพสลักที่ระเบียงคดชั้นนอกของปราสาทนครวัด ในประเทศกัมพูชา ซึ่งสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ อันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับสมัยที่นเรนทราทิตย์ครองเมืองพนมรุ้ง พบว่าเกราะของทหารในภาพสลักที่ปราสาทพนมรุ้งมีความคล้ายคลึงกับในภาพสลักกระบวนทัพจากเมืองละโว้ (ปัจจุบันคือจังหวัดลพบุรี) ซึ่งมีสถานะเป็นแคว้นหนึ่งของอาณาจักรเขมรในขณะนั้น โดยกองทัพละโว้เป็นทัพลำดับที่ ๒ ถัดต่อมาจากกองทัพหน้าสุด นำพลโดย “วร กมรเตง อัญ ศรีชัยสิงหวรมัน” ประกอบไปด้วยช้างศึก กองทหารม้า และพลทหารราบถืออาวุธ ซึ่งมีการแต่งกายในลักษณะอย่างเดียวกันกับนักรบเขมรในกองทัพของแคว้นอื่นๆ ที่อยู่ในแถวกระบวนถัดไป โดยเหล่าพลทหารราบของละโว้สวมเกราะแผ่นรูปสี่เหลี่ยมหุ้มปิดลำตัว ตั้งแต่ส่วนอกช่วงบนจนถึงระดับเอว ปล่อยส่วนแขนและคอ
เปิดโล่ง ขอบด้านบนยกสูงขึ้นมาด้านหนึ่ง ตามขอบของแผ่นเกราะมีการขลิบตกแต่งลวดลาย มีสายรัดตรงกึ่งกลางลำตัว สันนิษฐานว่าชุดเกราะลักษณะนี้อาจทำด้วยหนังสัตว์หรือโลหะ หมวกศึกของนักรบกองทัพละโว้มีลักษณะคล้ายเทริด มีกะบังครอบวงหน้าและมีรัดเกล้าครอบมวยผมยอดแหลม (ภาพที่ ๑)

พิจารณาจากหลักฐานดังกล่าว จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าชุดเกราะในช่วงเวลาดังกล่าว มีลักษณะอย่างเดียวกันกับเกราะของนักรบเขมรสมัยเมืองพระนคร ในสมัยเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการถ่ายเทองค์ความรู้ด้านการสงครามระหว่างดินแดนไทยกับกัมพูชาตั้งแต่สมัยโบราณ

ชุดเกราะในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙

ยุคสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่อิทธิพลเขมรในประเทศไทยเริ่มเสื่อมลง ประจวบเหมาะกับการสถาปนาแคว้นสุโขทัยขึ้นในบริเวณภาคเหนือตอนล่าง โดยในระยะดังกล่าว ไม่พบหลักฐานเรื่องชุดป้องกันศาสตราวุธมากกนัก แต่สันนิษฐานว่ารูปแบบชุดเกราะของนักรบในสมัยสุโขทัยอาจจะมีลักษณะไม่แตกต่างจากชุดเกราะในสมัยก่อนหน้านี้ กล่าวคือ ยังคงมีลักษณะเป็นเกราะแผ่นหุ้มลำตัว เมื่อพิจารณาจากภาพวาดบนชิ้นส่วนภาชนะสังคโลกสมัยสุโขทัยใบหนึ่ง ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยได้มีการวาดตกแต่งลวดลายไว้ที่ก้นภาชนะด้านใน ได้แสดงให้เห็นภาพบุรุษ ๒ คนถือมีดสั้นไว้ในมือ โดยบุคคลทางด้านซ้ายนุ่งผ้าหยักรั้ง ท่อนบนไม่สวมเสื้อ สวมตุ้มหู ขณะที่บุคคลทางด้านขวาของภาพไว้ผมยาวเกล้ามวย สวมเสื้อแขนยาวถึงระดับข้อศอก สวมรองเท้าปลายเชิด และมีเครื่องแต่งกายลักษณะคล้ายแผ่นเกราะปิดคลุมส่วนหน้าอก

ภาพที่ ๒ ลวดลายบนเครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัย ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ซ้าย) ประติมากรรมรูปทหารสังคโลก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ขวา)

นอกจากเกราะแผ่นหุ้มลำตัวแล้ว พบว่านักรบในสมัยสุโขทัยนั้นได้สวมเครื่องป้องกันศีรษะด้วย จากหลักฐานประติมากรรมสังคโลก ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้แสดงถึงลักษณะของหมวกศึกทหารในสมัยสุโขทัย โดยเป็นหมวกทรงชามคว่ำ มียอดเป็นจุกขนาดเล็กตรงกลางหมวกคล้ายหมวกกลีบลำดวนในสมัยรัตนโกสินทร์ (ภาพที่ ๒)

ชุดเกราะในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓

ในช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งกินระยะเวลานานถึง ๔๑๗ ปี โดยในสมัยอยุธยานี้ได้เกิดการสงครามกับอาณาจักรใกล้เคียงอยู่บ่อยๆ ประกอบกับมีการติดต่อการค้ากับต่างประเทศ จึงนำไปสู่การพัฒนาอาวุธและยุทธภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ได้เปรียบในการทำศึกสงคราม

จากข้อความในลิลิตยวนพ่าย อันเป็นวรรณคดีในสมัยอยุธยาตอนต้น ได้บอกเล่าถึงการศึกสงครามระหว่างล้านนากับอยุธยา ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา กับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา ซึ่งได้ให้รายละเอียดว่านักรบฝ่ายอยุธยาสวมชุดเกราะนวมที่บุเสริมความหนาด้วยสำลีเพื่อป้องกันคมอาวุธจากข้าศึกศัตรู ดังในความว่า

“ทุกพ้องพิรพ่าหเจ้า   จอมเมลือง  เลิศแฮ
สรรพเครื่องสรรพาวุธ     เลิศล้วน
เกราะกรายสำลีเนือง     นอกออก    ไปแฮ
ทวนธนูหน้าไม้ถ้วน      หมู่หมาย ฯ”

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อความในวรรณคดีเรื่องอนิรุทธคำฉันท์ ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้
มีข้อความตอนหนึ่งที่กล่าวว่า

     “แผลงศรศิลปเฉียวฉับ
      จับเสโลห์ทวนทอด
      ผ้าชั้นสอดสำลีเลิศ
      หมวกพรายเพริศประดับประดา…”

ในวรรคที่กล่าวถึง “ผ้าชั้นสอดสำลี” ได้ช่วยอธิบายลักษณะของชุดเกราะว่าทำจากผ้าที่เสริมความหนาเป็นชั้นๆ ยัดไส้ด้วยสำลี ซึ่งช่วยยืนยันได้ตรงกันว่าทหารในสมัยอยุธยาสวมเกราะผ้าบุนวมในการทำสงครามมาตลอด ถึงแม้ผ้าจะเป็นวัสดุอ่อน แต่ก็มีคุณสมบัติเด่นในด้านความนุ่มเหนียวและยืดหยุ่น ซึ่งผ้าที่ซ้อนทับกันหลายชั้นสามารถช่วยลดแรงปะทะจากอาวุธของศัตรูได้เป็นอย่างดี

ภาพที่ ๓ ภาพลายเส้นแสดงถึงลักษณะการแต่งกายของทหารม้า จากลายประดับเชิงเสา วิหารพระพุทธ วัดพระธาตุลำปางหลวง

ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ทางอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้พบหลักฐานเกี่ยวกับชุดเกราะที่วิหารพระพุทธ วัดพระธาตุลำปางหลวง โดยปรากฏเป็นลวดลายประดับเชิงเสาในวิหาร ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเขียนขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นลายภาพนักรบขี่ม้า สวมเกราะ มือถือหอก สวมหมวกปีกกว้างมีพู่ด้านบน ลักษณะหมวกเกราะของนักรบหลังม้า
นั้น เป็นหมวกปีกกว้าง มีปกหู ยอดหมวกประดับพู่ขนยาว รอบใบหมวกประดับช่อใบไม้ไหว ซึ่งค่อนข้างคล้ายหมวกศึกของนักรบทั้งในไทยและพม่า ลักษณะเกราะของนักรบนั้นเป็นชุดเกราะเกล็ด (Scale armour) ทรงอย่างเสื้อแขนสั้น ชายยาวคลุมสะโพก โดยนักรบนั้นนุ่งผ้าสั้นมีลวดลาย (ภาพที่ ๓)

นอกจากนี้ในสมัยดังกล่าว ได้พบว่ามีการนำชุดเกราะแบบตะวันตกเข้ามาในอยุธยาเช่นกัน โดยในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งอยุธยา ได้มีจดหมายเหตุชาวโปรตุเกสบันทึกไว้ว่า อฟอนโซ เดอ อัลบูเกอร์เก ได้ส่งผู้แทนของเขา ซึ่งได้แก่ อันตอนิโอ เดอ มิรานดา, ดูอาร์เต โกเอลโย และบุคคลอื่นๆ ให้ติดตามทูตสยามเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักอยุธยา พร้อมกับนำบรรณาการต่างๆ มาถวายแด่พระเจ้าแผ่นดิน พร้อมด้วยเครื่องยุทธภัณฑ์ต่างๆ เช่น ชุดเสื้อเกราะทำด้วยกำมะหยี่สีแดง หมวกเหล็ก ชุดอาวุธสะพาย โล่หนังอย่างดีปักไหมยกดอก ชุดเครื่องเงิน และผ้าแขวนผนังทำด้วยไหม เป็นต้น

เมื่อได้พิจารณาประกอบกับข้อมูลเกี่ยวกับชุดเกราะของชาวยุโรปในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ (พุทธศตวรรษที่ ๒๐) แล้ว สันนิษฐานว่าเกราะตามเนื้อความในบันทึกนั้น อาจเป็นชุดเกราะชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Brigandine ซึ่งประกอบขึ้นจากแผ่นโลหะขนาดย่อมจำนวนหลายชิ้น บุซ้อนเหลื่อมเรียงกันไว้อยู่ภายใต้ชั้นของผ้ากำมะหยี่ที่ประกอบเป็นตัวเสื้อ โดยใช้หมุดโลหะช่วยยึดไว้อีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ ยังเคย
ปรากฏความในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔๒ เรื่อง จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงเครื่องบรรณาการต่างๆ เช่น เสื้อเกราะทำด้วยหนังปักลวดทอง กระจกเงาบานใหญ่ หีบแก้วอย่างดี เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม ในจดหมายเหตุฉบับต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงการติดต่อระหว่างฝ่ายอยุธยากับชาติตะวันตก ไม่พบข้อมูลใดๆ ที่กล่าวถึงการสั่งซื้อเกราะอย่างตะวันตกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ หรือข้อมูลซึ่งชี้ชัดว่ามีการนำชุดเกราะเหล่านี้ไปใช้สำหรับการรบในศึกสงครามจริง เป็นไปได้ว่าชุดเกราะตะวันตกคงมีฐานะเป็นเครื่องบรรณาการเพื่อแสดงถึงเกียรติยศของผู้ครอบครองเท่านั้น ขณะที่ในหลักฐานเอกสารที่กล่าวถึงเกราะแบบตะวันออกแล้ว สะท้อนว่านักรบหรือทหารในสมัยอยุธยาอาจนิยมสวมชุดเกราะแบบตะวันออกมากกว่า ดังจะเห็นได้จากในบันทึกการติดต่อค้าขายระหว่างญี่ปุ่นกับราชสำนักอยุธยา พบว่าเกราะญี่ปุ่นนั้นจัดเป็นยุทธภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งที่ทางฝ่ายอยุธยานิยมสั่งซื้อเข้ามาค่อนข้างมาก

ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้ง พ.ศ. ๒๑๔๙ โชกุนแห่งญี่ปุ่น ได้ส่งบรรณาการมาถวายแด่กษัตริย์แห่งอยุธยา อันประกอบไปด้วยเกราะญี่ปุ่น ๓ สำรับ ดาบ ๑๐ เล่ม และหลังจากนั้นใน พ.ศ. ๒๑๕๑ ก็ได้มีการส่งเสื้อเกราะมาเป็นบรรณาการอีก ๖ สำรับ เป็นต้น จากในบันทึกทางการค้าฉบับต่างๆ ที่ฝ่ายไทยได้ติดต่อกับญี่ปุ่นนั้น ระบุว่าอาวุธและชุดเกราะแบบญี่ปุ่นค่อนข้างที่จะเป็นที่นิยมอยู่ไม่น้อย

ซึ่งข้อมูลเรื่องการสั่งซื้อชุดเกราะจากญี่ปุ่นนั้นสอดคล้องกับในรายงานการขุดค้นที่หมู่บ้านญี่ปุ่นที่จังหวัด
พระนครศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยคณะสำรวจของ ดร. Higachionna Kanjun ได้ค้นพบอาวุธและชุดเกราะญี่ปุ่นด้วย จึงสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นชุดเกราะของทหารในกรมอาสาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาเมื่อเวลานั้น

จากในภาพจิตรกรรมพุทธประวัติ ตอนมารผจญที่วัดเกาะแก้วสุทธาราม พบว่าไพร่พลในกองทัพมารบางรายสวมหมวกศึกซึ่งมีรูปทรงเป็นหมวกปีกแคบ มีจอมหมวกเตี้ย หมวกศึกแต่ละใบมีการประดับตกแต่งลวดลายไม่ซ้ำกัน ปกหมวกของนักรบบางรายนั้นมีลายเกล็ดคล้ายเกล็ดปลา สันนิษฐานว่าอาจเป็นการนำเกล็ดหนังหรือเกล็ดโลหะมาเย็บผนึกติดกับผ้าปกหมวกอีกทีหนึ่งเพื่อใช้ป้องกันคมอาวุธ สอดคล้องตรงกันกับที่ บาทหลวงกวีย์ ตาชารด์ ซึ่งเดินทางเข้ามายังอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกถึงการแต่งกายของทหารอยุธยาไว้ว่า “…เรือพระที่นั่งนั้นปิดทองกระทั่งจรดผิวน้ำ มีฝีพายร้อยยี่สิบคน สวมหมวกทรงระฆังคว่ำ ประดับเกล็ดเลื่อมทองคำ สวมเกราะอ่อนกันอกประดับเลื่อมทองคำเช่นเดียวกัน…”

ภาพที่ ๔ ภาพลายเส้นแสดงลักษณะของหมวกศึกนักรบสมัยอยุธยา จากภาพมารผจญ จิตรกรรมฝาผนังวัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรี (๑ และ ๒) และภาพลายเส้นแสดงลักษณะของหมวกศึก และเกราะป้องกันไหล่ของนักรบสมัยอยุธยา จากจิตรกรรมลายรดน้ำในหอเขียน วังสวนผักกาด (๓)

เช่นเดียวกับหลักฐานภาพจิตรกรรมลายรดน้ำในหอเขียน ซึ่งปัจจุบันได้กระทำผาติกรรมย้ายมาไว้ที่วังสวนผักกาดของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต ซึ่งสันนิษฐานว่าวาดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในภาพได้แสดงถึงการแต่งกายของทหารม้าสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยสวมหมวกปีกกว้างยอดแหลมมีแผ่นปิดท้ายทอยหุ้มเกล็ด และแผ่นกรองคอหุ้มเกล็ด (ภาพที่ ๔)

ในตำราว่าด้วยเครื่องต้น เครื่องทรงสำหรับพระมหากษัตริย์ ในการเสด็จออกงานพระราชพิธีต่างๆ ได้อธิบายถึงเครื่องทรงสำหรับการทำยุทธหัตถีไว้ โดยเรียกชื่อว่าเครื่องพระพิชัยสงคราม ซึ่งมีส่วนประกอบทั้งสิ้น ๗ อย่าง อันได้แก่

๑. พระสนับเพลาลงราชะซับใน (สนับเพลา หรือกางเกง)
๒. ฉลองพระองค์ย้อมว่านลงราชะซับใน (เสื้อ)
๓. พระสนับเพลาแพรดำเกราะชั้นนอก (สันนิษฐานว่าเป็นเกราะป้องกันต้นขา)
๔. ฉลองพระองค์แพรดำนวมชั้นนอก (เสื้อเกราะนวม)
๕. พระมาลาลงราชะซับใน (หมวกรองใน)
๖. พระมาลาเบี่ยงนอก (หมวกศึก)
๗. รัดพระองค์เจียรบาดพื้นดำ (สันนิษฐานว่าเป็นผ้าคาดเอว)

ตรงตามความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เครื่องทรงสำหรับการยุทธ์ของพระมหากษัตริย์ เมื่อทรงกระทำสงคราม ดังข้อความว่า “…ครั้น ณ วันอาทิตย์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๑ ค่ำเพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๕ บาท สุมหุดีมหาวิชัยฤกษ์ สมเด็จพระบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่องสำหรับพิชัยสงคราม ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งศรีสมรรถชัย…”

เมื่อพิจารณาในคำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวถึงการแต่งกายของกองทหารสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า “…อันที่นอกจากอำมาตย์และเสนา และเกณฑ์เหล่าทหารของพระองค์นั้น ตั้งแต่นายทัพนายกอง และนายทหารกองสารวัตรใหญ่ทั้งปวงนั้น ใส่หมวกใส่เสื้อเครื่องเกราะ อันที่ใส่ชั้นในนั้นก็มีฉู่ฉา อันเหล่าพลโยธาทั้งปวงนั้นใส่เสื้อแดง ครอบหัวใส่หมวกแดงทั้งปวง…” 

ประกอบกับข้อความในคำให้การขุนหลวงประดู่ทรงธรรม ซึ่งได้บอกเล่าถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชพิธีเสด็จโดยพยุหยาตราสถลมารคว่า “…ในกระบวนทับมียกกระบัตรเกียกกายนายทับนั้น ผู้มีชื่อตามตำแหน่งน่าแปดทับหลังแปดทับแล้วจึ่งถึงทับ แสงนอกแสงในซ้ายขวานั้น คือ ม้าห้อแลม้าอาษาเกราะทองแลม้าเครื่อง ม้าไชยนั้นคนขี่แต่งตัวใส่เสื้อเกราะแพรใส่หมวกมือถือทวนแลธนูแห่ไปซ้ายขวา…”

“… แล้วจึ่งถึงทหารใส่เสื้อเสนากุฎแลใส่หมวกทองมือถืออาวุธหอกดาบโล่เขนธนูน่าไม้ แลปืนน้อยปืนใหญ่ แลปืนขานกยางแห่ไปเปนชั้น ๒ เปนหลั่น ๒ กันมาตามที่ตามทางแล้วจึ่งมีช้างแพนแลช้างเขน มีคนขี่ถืออาวุธแลขอ แต่งตัวใส่เสื้อเกราะกำมะหยี่แดงขลิบทอง ใส่หมวกทองบนหลังนั้น มีคนถือปืนแล้วแห่ไปตามที่…”

จากข้อความในข้างต้น ได้แสดงให้เห็นว่า ชุดเกราะสำหรับนักรบในสมัยอยุธยานั้นมีหลายลักษณะ โดยมีฉลองพระองค์พิชัยสงคราม อันเป็นเครื่องทรงชุดเกราะสำหรับพระมหากษัตริย์ และนอกจากนี้ ยังมีชุดเกราะสำหรับแม่ทัพนายทหารอื่นๆ อันได้แก่ เกราะแพร เกราะทอง เกราะเสนากุฎ เกราะกำมะหยี่ เป็นต้น สันนิษฐานว่าเกราะชนิดต่างๆ ดังกล่าว อาจเป็นชุดเกราะผ้าบุนวม ที่ผลิตจากผ้าหนาซ้อนชั้นเสริมความหนาเพื่อป้องกันคมอาวุธ โดยชุดเกราะชั้นนอกหุ้มด้วยผ้าชนิดต่างๆ เช่น ผ้าแพร ผ้ากำมะหยี่ โดยมีการตกแต่งลวดลายประดับอย่างสวยงาม

ชุดเกราะในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๖

เมื่อเข้าสู่สมัยธนบุรีจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ระบบการทหารของไทยยังคงเป็นแบบเดียวกันกับเมื่อครั้งสมัยอยุธยา จากในตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ ๑ พบว่า ยังคงมีการใช้ชุดเกราะนวมเช่นเดียวกับในสมัยอยุธยาอยู่ ดังมีเนื้อหากล่าวว่า “…แลจตุรงคเสนางคนั้น คือพลช้างสัพด้วยจำลองแลกระโจมอันมีพรรณต่างๆ แลทหารซึ่งจขี่ฅอช้างนั้น สัพด้วยหมวกแลเกราะนวมปรดับนี้สำรับช้างนั้น…”

ชุดเกราะนวมนี้จัดเป็นหนึ่งในเครื่องราชูปโภคสำหรับพระมหากษัตริย์อีกด้วย เรียกว่าฉลองพระองค์เกราะนวม ดังความในโคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้กล่าวถึงรายละเอียดของเครื่องราชูปโภค ซึ่งใช้เป็นเครื่องสำหรับประกอบในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไว้ว่า

“พระเต้าเบญจคับห้า       ยันต์รอง
เครื่องพิไชยสงครามผอง         แต่งตั้ง
เสมาธิปัดฉลอง                   องค์เกราะ  นวมนา
เกาวะภ่ายธงธุชทั้ง              พระนพช้าง  ฉัตรไชยฯ”

อีกทั้งชุดเกราะนวม ยังเป็นหนึ่งในเครื่องประกอบพระราชพิธีโสกันต์ (โกนจุก) ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเช่นกัน โดยมีการจัดพระแท่นมณฑล ซึ่งตรงกลางตั้งพระเจดีย์ถมบรรจุพระบรมธาตุ และพระพุทธรูป ด้านข้างของโต๊ะหมู่ทั้ง ๒ ด้าน ตั้งเครื่องพระราชพิธี ได้แก่ หีบพระเครื่องต้นข้างละ ๒ หีบ ฉลองพระองค์เกราะนวม ๓๒ ชั้น ฉลองพระองค์ลงราชะ ๗ สี พระมหาสังข์ ๕ พระมหาสังข์ ๓ ด้านหลังหีบพระเครื่อง ตั้งพระมหาพิชัยมงกุฎ พระชฎาเดินหน พระมาลาเบี่ยง พระมาลาเพ็ชร เครื่องพระพิชัยสงคราม ๒ หีบ เป็นต้น

ทั้งนี้ จากในเนื้อหาข้างต้นได้กล่าวว่ามีการใช้ชุดเกราะนวม และพระมาลาเบี่ยงเป็นเครื่องประกอบในพระราชพิธี มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่าชุดเกราะนวมดังกล่าว ประกอบด้วยชั้นซ้อนกันถึง ๓๒ ชั้น จัดว่าเป็นชุดเกราะอ่อนซึ่งมีคุณสมบัติช่วยผ่อนแรงปะทะจากอาวุธได้ ซึ่งกรมพระยานริศฯ ได้ทรงอธิบายไว้ว่า “…เสื้อเกราะของไทย ทราบแต่ว่าทำด้วยหนัง เปนเสื้อแขนสั้น ถ้าจะให้งามก็เอาผ้าสาบนอก…” และทรงอธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่า “…ในคำว่าฉลองพระองค์เกราะนวมนั่นแล้วคือเสื้อเกราะ ที่เรียกว่าเกราะนวมก็เพราะเขาตรึงผ้าที่หุ้มให้ติดกับหนัง ยัดสำลีนิดหน่อย เพื่อไม่ให้กระด้างรู้สึกเจ็บพระองค์…”

รูปแบบของชุดเกราะอาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นเสื้อแขนสั้น เมื่อเทียบกับภาพจิตรกรรมลายรดน้ำที่บานหน้าต่างพระอุโบสถวัดนางนอง และในภาพประติมากรรมนูนต่ำที่บานหน้าต่างพระอุโบสถคณะรังสี (ภาพที่ ๕) ซึ่งในภาพได้แสดงถึงสัญลักษณ์ของคติความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช อันประกอบไปด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชูปโภคสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ อันได้แก่ พระมาลาศึก ซึ่งมีลักษณะเป็นหมวกปีกยอดสูง มีปกหูและปกคอสำหรับป้องกันท้ายทอยผู้สวม และมีฉลองพระองค์เกราะ โดยลักษณะของฉลองพระองค์เกราะในภาพจิตรกรรม พบว่าเป็นเสื้อแขนสั้นผ่าหน้า ขลิบตกแต่งขอบคอเสื้อและแขนเสื้อเป็นลวดลายประดับ ตัวเสื้อปกคลุมด้วยลายเกราะเพชรคล้ายเกล็ดเกราะแบบจีนที่เรียกว่าซานเหวินข่าย อันเป็นรูปทรงของเกล็ดเกราะที่นิยมกันมากในชุดเกราะนักรบจีนช่วงสมัยราชวงศ์หมิง

ภาพที่ ๕ ฉลองพระองค์เกราะในภาพจิตรกรรมลายรดน้ำที่บานหน้าต่างพระอุโบสถวัดนางนอง (ภาพซ้าย) และในภาพประติมากรรมนูนต่ำที่บานหน้าต่างพระอุโบสถคณะรังสี (ภาพขวา)

นอกจากนี้ มีหลักฐานเอกสารกล่าวว่า ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๑ ทางไทยได้ส่งพระราชสาส์นไปยังจีนเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๙ เพื่อติดต่อขอซื้อชุดเกราะทองเหลืองสำหรับทหารอีกด้วย มีใจความตอนหนึ่งในพระราชสาส์นว่า 

“…จะต้องพระราชประสงค์แก่เกราะทองเหลือง ๒๐๐๐ สำหรับทหารจะได้ทำการรบพุ่งเอาชัยชำนะแก่พม่า ครั้นจะให้ออกมาจัดซื้อแต่อำเภอ ฝ่ายกรุงจีนเป็นสิ่งของต้องห้าม จึงบอกออกมาให้กราบทูลแต่สมเด็จพระเจ้ากรุงต้าฉิงผู้ใหญ่ ขอจัดซื้อเกราะทองเหลือง ๒๐๐๐ ได้ส่งตัวอย่างเกราะออกมาด้วยแล้ว และขอให้สมเด็จพระเจ้ากรุงต้าฉิงผู้ใหญ่ช่วยทำนุบำรุงกรุงพระมหานครศรีอยุธยาให้ได้เกราะทองเหลือง ๒๐๐๐ เข้าไปตามราชประสงค์ จะได้ทำการรบพุ่งกับพม่าข้าศึก ป้องกันรักษากรุงพระมหานครศรีอยุธยาสืบไป ฯ…” ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นชุดเกราะจีนชนิดหนึ่งที่ใช้กันในสมัยราชวงศ์ชิง มีลักษณะเป็นชุดเกราะหุ้มด้วยเกล็ดที่ทำจากทองเหลือง

ภาพที่ ๖ ประติมากรรมไม้สลักรูปทหาร ที่บานประตูกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ศิลปะสมัยรัชกาลที่ ๔ (ภาพซ้าย) เปรียบเทียบกับการแต่งกายของพลปืนหลังช้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ (ภาพขวา)

เครื่องป้องกันร่างกายอีกชนิดหนึ่ง ที่สันนิษฐานว่าใช้ในหมู่นักรบไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นคือ กรองคอ ซึ่งเป็นแผ่นผ้าหรือหนังสัตว์สำหรับสวมปิดป้องกันร่างกายบริเวณช่วงบ่า หน้าอกช่วงบน และต้นแขนของผู้สวม ดังจะเห็นได้จากประติมากรรมไม้สลักรูปทหารที่บานประตูกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ศิลปะสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งพบว่ากรองคอนั้นมีการตกแต่งด้วยลายสิงห์ขบตรงบริเวณแผ่นป้องกันช่วงอก และแผ่นป้องกันไหล่ทั้ง ๒ ข้าง เมื่อพิจารณา
ประกอบกับภาพถ่ายของพลทหารบนหลังช้างในกระบวนแห่เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ (ภาพที่ ๖) ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะการแต่งกายของทหาร โดยสวมหมวกปีกกว้างทำด้วยหนังสัตว์เคลือบตกแต่งสี แต่งกายด้วยเสื้อแขนกระบอกชายยาวถึงสะโพก สวมกางเกงขากว้างลายแถบ ที่ไหล่ของทหารนั้นสวมกรองคอลายสิงห์ขบแบบเดียวกับทหารในประติมากรรมไม้สลักที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

อย่างไรก็ตาม การใช้ชุดเกราะในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์คงจะลดน้อยลงไปกว่าเมื่อครั้งสมัยอยุธยามาก อันเป็นผลมาจากการพัฒนาอาวุธปืน จึงทำให้ชุดเกราะมีความจำเป็นน้อยลง จนเหลือแต่เพียงชุดเกราะสำหรับนักรบระดับแม่ทัพเท่านั้น

สรุป

ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าชุดเกราะของนักรบไทยสมัยโบราณ มีรูปแบบที่หลากหลาย โดยมีการใช้รูปแบบเกราะอย่างเขมรโบราณ ก่อนที่ภายหลังจึงรับเอาลักษณะของชุดเกราะแบบจีน และแบบอินเดีย-เปอร์เซียมาประยุกต์ใช้ บางครั้งก็มีการนำเข้าชุดเกราะจากญี่ปุ่นมาใช้สำหรับนักรบเช่นกัน เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการสู้รบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประโยชน์หลักของชุดเกราะไม่เพียงแต่ใช้สวมเพื่อป้องกันอาวุธเท่านั้น แต่ยังถือเป็นเครื่องยศที่ช่วยบ่งบอกถึงระดับยศศักดิ์
ของผู้สวมเช่นกัน อีกทั้งยังจัดเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ของคติพระจักรพรรดิราช ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น ผลจากการพัฒนาอาวุธปืนได้ทำให้มีการใช้ชุดเกราะในการสู้รบน้อยลง แต่ได้กลายเป็นสิ่งที่มีบทบาทในเชิงสัญลักษณ์แทน โดยฉลองพระองค์เกราะได้มีบทบาทสำคัญเป็นส่วนหนึ่งของงานพระราชพิธีต่างๆ ด้วย

จนกระทั่งเมื่อระบบการทหารของไทยได้ปรับปรุงตามแบบชาติตะวันตก จึงได้ส่งผลให้แนวทางการพัฒนาชุดเกราะสำหรับทหารนั้น ได้เปลี่ยนจากเดิมที่ใช้สวมใส่เพื่อป้องกันคมหอกคมดาบ มาเป็นการใช้สำหรับป้องกันอันตรายจากกระสุนปืน หรือสะเก็ดระเบิดโดยผลิตขึ้นจากวัสดุสังเคราะห์ประเภทต่างๆ แทนในปัจจุบัน


บรรณานุกรม

กรมศิลปากร. (๒๕๔๕). ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ ๑. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

______.  (๒๕๔๒).  อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ. กรุงเทพฯ : ถาวรกิจการพิมพ์.

______, ทิพโกษา (สอน โลหนันทน์), พระยา และ จำลอง มัลลิกะนาวิน. (๒๕๐๗). พระราชสาส์นไปเมืองจีนครั้งกรุงธนบุรี และพระราชสาส์นกรุงจีนมีมาในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ ตำนานกระทรวงการต่างประเทศเมื่อแรกตั้งขึ้น. กรุงเทพฯ : อักษรศิลป์. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายโชติ เหล็งสุวรรณ).

คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี. (๒๕๑๐). ประชุมสมุดภาพสำคัญในประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (๒๕๔๘). อยุธยา ประวัติศาสตร์และการเมือง. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

______. (๒๕๕๑). เอกสารสรุปการสัมมนาวิชาการ ๑๒๐ ปี ความสัมพันธ์การทูตไทย-ญี่ปุ่น : เอเชียตะวันออกกับอุษาคเนย์ (๒๔๓๐-๒๕๕๐). สมุทรปราการ : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย.

ณัฏฐภัทร นาวิกชีวิน. (๒๕๑๘). พระราชพิธีโสกันต์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา.(๒๕๓๙). ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา กับพระวิจารณ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. 

ตาชารด์, กวีย์. (๒๕๑๗). จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม
ของบาทหลวงตาชารด์. แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา. (๒๕๐๖). บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทรงบันทึกประทานพระยาอนุมานราชธน เล่ม ๑. พระนคร : สมาคมสังคมศาสตร์.

นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๔๖). พระราชพิธีบรมราชาภิเษก : ประวัติศาสตร์ จารีตประเพณีจากพระราชนิพนธ์ “ยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒”. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

นันทนา ตันติเวสส. (๒๕๒๘). ๔๗๐ ปี แห่งมิตรสัมพันธ์ระหว่างไทยและโปรตุเกส. กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๒๕ (ประชุมพงศาวดาร ภาค ๔๑ (ต่อ)-๔๒-๔๓). (๒๕๑๓). กรุงเทพฯ : คุรุสภา.

พระมหาราชครู. (๒๕๐๓). สมุทรโฆษคำฉันท์. พระนคร : กรมศิลปากร.

พันจันทนุมาศ (เจิม) และ หลวงประเสริฐ. (๒๕๕๓). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด. นนทบุรี : ศรีปัญญา.

มหาวิทยาลัยศิลปากร. (๒๕๒๒). เสือโคคำฉันท์ และอนิรุทธคำฉันท์. กรุงเทพฯ : ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์.

มานะจิต หะยีดิน. (๒๕๑๘). “ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา.” สารนิพนธ์ปริญญาบัณฑิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ลิลิตยวนพ่าย. (๒๕๑๗). กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

วินัย พงศ์ศรีเพียร. (๒๕๓๔). คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม : เอกสารจากหอหลวง. กรุงเทพฯ : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๕๔๕). เสียมกุก : กองทัพสยามที่ปราสาทนครวัดเป็นใคร? มาจากไหน? ไทย ลาว หรือ ข่า. กรุงเทพฯ : มติชน.

สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, หม่อมราชวงศ์. (๒๕๓๗). ศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทย : ภูมิหลังทางปัญญา-รูปแบบทางศิลปกรรม. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 3 มิถุนายน พ.ศ.2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป