“พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน” ฝักใฝ่พม่าคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 คือพระวิสุทธิกษัตรี !?

กรุงแตก จิตรกรรม หอราชพงศานุสรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประกอบเรื่อง พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน พระวิสุทธิกษัตรี 15 ปี กรุงธนบุรี ชาวบ้านอัตคัดอดอยาก
บ้านเมืองในยามศึกเมื่อกรุงแตก จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในหอราชพงศานุสรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ภาพจาก จิตรกรรมแบบสากลสกุลช่างขรัวอินโข่ง, 2522)

“พระวิสุทธิกษัตรี” พระราชมารดาในสมเด็จพระนเรศ ฝักใฝ่พม่าในเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก?

ในเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112 ขุนนางอยุธยาที่ให้ความช่วยเหลือกองทัพพม่าของพระเจ้าบุเรงนอง อำนวยความสะดวกให้ข้าศึกบุกเข้ามาในกำแพงเมือง จนถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศต่อแผ่นดิน คือ พระยาจักรี

ขณะที่กองทัพพม่าที่ปิดล้อมกรุงศรีอยุธยา ยังมีเจ้านายระดับสูงของฝ่ายสยามอีกพระองค์คือ พระมหาธรรมราชา ผู้ปกครองเมืองพิษณุโลก และกำกับควบคุมหัวเมืองในแคว้นสุโขทัยเดิม นำกองทัพหัวเมืองเหนือมาร่วมกับกองทัพของพระเจ้าบุเรงนองด้วย

ประวัติศาสตร์ไทยเล่าเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า หลังจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จสวรรคต แล้วสมเด็จพระมหินทราธิราชเสวยราชย์ท่ามกลางสงครามติดพัน ประกอบกับการทรยศของพระยาจักรี พม่าจึงสามารถตีหักเอากรุงศรีอยุธยาได้ในที่สุด

อ. พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ เผยว่า ยังมีอีกบุคคลหนึ่งในกำแพงพระนคร ที่ดูจะเป็นใจให้ฝ่ายพม่า แต่บทเรียนประวัติศาสตร์ไทยมองข้ามไป พระราชพงศาวดารอยุธยาเรียกว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน” ซึ่งหมายถึง พระวิสุทธิกษัตรี

พระนางเป็นเจ้านายสตรีที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์อยุธยาหลายพระองค์ เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระพี่นางเธอในสมเด็จพระมหินทราธิราช พระมเหสีในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระราชมารดาในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ในสงครามครั้งนั้น ราชสำนักอยุธยาเชิญเสด็จพระนางจากเมืองพิษณุโลกลงมายังกรุงศรีอยุธยาก่อนกองทัพพม่าจะยกมาถึง พระนางจึงประทับอยู่ในพระนครร่วมกับพระญาติวงศ์ฝ่ายพระราชบิดา ขณะที่พระมหาธรรมราชา พระสวามี นำไพร่พลมาร่วมกับกองทัพของพระเจ้าบุเรงนอง

พระราชพงศาวดารเล่าถึงเหตุการณ์ช่วงปิดล้อมกรุงว่า หลังพระเจ้าบุเรงนองทรงทราบว่า แม่ทัพอยุธยาชื่อ พระยาราม เป็นกำลังสำคัญในการรบพุ่งป้องกันเมืองอยู่ จึงปรึกษากับพระมหาธรรมราชาให้ทำอุบายเอาตัวแม่ทัพคนนี้มา เพื่อบั่นทอนกำลังศัตรู ความว่า

“..พระมหาธรรมราชาเห็นด้วย ก็แต่งนายก้อนทอง ข้าหลวงเดิมให้ถือหนังสือลอบเข้าไปถึงขุนสนม ข้าหลวงซึ่งสมเด็จพระเจ้าช้างเผือก (คือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) ไปเอาลงมาแต่เมืองพิษณุโลกกับด้วยพระวิสุทธิกษัตรีนั้น ขุนสนมก็ส่งหนังสือนั้นเข้าไปถวายแก่พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน…”

ความในหนังสือมีเนื้อหาว่า พระยารามช่วยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทำสงครามต่อต้านพม่า เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จสวรรคตแล้ว พระยารามยังสู้รบต่อ เพื่อไม่ให้เสียไมตรีกัน ควรส่งตัวพระยารามถวายพระเจ้าบุเรงนอง สงครามจะได้ยุติ

เจ้านายสตรี “พระภรรยาเจ้า” ของพระเจ้าแผ่นดิน จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 1 ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ภาพประกอบเนื้อหา – เจ้านายสตรี “พระภรรยาเจ้า” ของพระเจ้าแผ่นดิน จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 1 ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

“พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน” นำเรื่องไปเล่าให้สมเด็จพระมหินทราธิราชฟัง ทรงปรึกษาข้าราชการแล้วส่งมอบพระยารามไปถวายแก่พระเจ้าบุเรงนอง แต่ทัพพม่ายังไม่ยอมเลิกรา ยังคงปิดล้อมตีเมืองต่อ โดยที่การรบป้องกันพระนครอ่อนแอลงไปมาก

อ. พิเศษ ชี้ว่า เมื่อพิจารณาความในพงศาวดารที่กล่าวถึง นายทองก้อน คนของพระมหาธรรมราชา กับขุนสนม คนในกรุงศรีอยุธยา แปลว่า ทั้งคู่รู้จักกันดี และขุนสนมคงเป็นขุนนางที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิส่งไปเมืองพิษณุโลกพร้อมด้วยพระวิสุทธิกษัตรี และได้ติดตามพระนางกลับมาอยุธยาด้วย

“พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน” จึงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพระวิสุทธิกษัตรี พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา

คำเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา 2 ครั้ง และพงศาวดารฉบับอื่น ๆ อีก แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระมหินทราธิราชมีความยำเกรงพระพี่นางของพระองค์มาก จึงยกขึ้นไว้ในตำแหน่งสูงสุดกว่าสตรีใด ๆ ในราชสำนักอยุธยา

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต เล่าด้วยว่า พระนางมีหนังสือโต้ตอบกับพระมหาธรรมราชาหลายครั้ง และมีความเห็นใจพระสวามี ผู้ชักจูงกองทัพพม่ามาทำสงคราม เพราะหากพ่ายแพ้ พระเจ้ากรุงหงสาวดีย่อมทำโทษ จึงให้ความช่วยเหลือฝ่ายพม่าให้สงครามนี้ บ่งชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเมืองพิษณุโลกกับพระมเหสียังคงแนบแน่น จึงร่วมมือกันทำอุบายบั่นทอนกำลังของกรุงศรีอยุธยา

ยูเดีย กรุงศรีอยุธยา กระเทียมทาเล็บ
ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

แต่ด้วยทั้ง 2 พระองค์เป็นพระราชบิดากับพระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศ มหาราชพระองค์สำคัญของสยาม นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงเลือก “มองข้าม” เรื่องราวตรงนี้ไป แล้วกล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงดังกล่าวอย่างรวบรัดว่า คืออุบายของพม่าที่ต้องการกำจัดแม่ทัพคนสำคัญของฝ่ายกรุงศรีอยุธยา

ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานว่า ในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 บุคคลระดับสูงภายในราชสำนักอยุธยาเองแบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือฝ่ายต่อต้านพม่าเต็มกำลัง กับฝ่ายอยากยุติสงครามและเป็นไมตรีกับพม่า ซึ่งก็คือกลุ่มที่ฝักใฝ่พระมหาธรรมราชานั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. (2553). การเมืองในประวัติศาสตร์ ยุคสุโขทัย-อยุธยา พระมหาธรรมราชา กษัตราธิราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 มีนาคม 2569