How To Drip เคล็ดลับการดริปกาแฟทานเองให้อร่อย

กาแฟยังคงเป็นกระแสนิยมในกลุ่มการลงทุนและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน โดยมูลค่าธุรกิจกาแฟไทยที่มีมากถึง 21,220 ล้านบาทในปี 2017 และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้านฝั่งของผู้บริโภคนั้นข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ของประเทศในอาเซียนที่ติดอยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก ที่มีการบริโภคกาแฟโดยเฉลี่ยมากที่สุด โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ขณะที่สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 36 มาเลเซียอันดับที่ 45 และฟิลิปปินส์ติดอยู่ที่อันดับ 49

ซึ่งปัจจุบันคอกาแฟไทยได้หันไปนิยมชงกาแฟทานเองที่บ้านมากขึ้น จากราคาเครื่องชงที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและกระแสการทานกาแฟดริปที่กำลังมาแรงตั้งแต่ปี 2019 ได้ปลุกให้ผู้บริโภคตื่นตัวกับการชงกาแฟสดทานเองมากขึ้น จนกลายเป็นการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ How To Drip กันอย่างจริงจัง เพราะมีความละเอียดอ่อนและเทคนิคซ่อนอยู่มาก และไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการใช้เครื่องชงแบบ Espresso

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook : Bangkok Bank SME

How To Drip

วิธีการดริปกาแฟนั้นมีมาตั้งแต่ปี 1908 โดย MelittaBentz ชาวเยอรมันเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาเป็นคนแรกของโลก จากการทดลองคั้นกาแฟวิธีใหม่ด้วยการใช้กระดาษซับน้ำหมึกมากรอง ทำให้ได้กาแฟรสชาติดี มีความอร่อยและแปลกใหม่ แต่ยังคงมีข้อเสียที่กระดาษซับหมึกไม่ได้ละเอียดพอที่จะกรองกากกาแฟได้หมด ทำให้มีผงกาแฟบางส่วนหลุดมาด้วย จึงได้ทำการพัฒนาการกรองให้ดีขึ้นจนกลายเป็นตัวกรองอย่างที่ใช้กันในปัจจุบัน หากแต่การดริปกาแฟให้อร่อยนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนตาหลอกให้เชื่อ เพราะจำเป็นต้องอาศัยเทคนิควิธีเฉพาะตัว เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว ซึ่งต้องลงรายละเอียดปลีกย่อยไปจนถึงขนาดความละเอียดของเมล็ดกาแฟที่บด ระดับการคั่วและชนิดพันธุ์ของเมล็ดกาแฟ ซึ่งต่อไปนี้เป็นเทคนิควิธีการดริปที่บาริสต้ามากประสบการณ์เลือกใช้

  1. การเลือกเมล็ดใช้เมล็ดกาแฟ : ควรเลือกใช้พันธุ์อาราบิก้า (Arabica) 100% ในระดับคั่วอ่อน (Cinnamon roast) –คั่วกลาง (Full city) จะให้รสชาติหอมกลมกล่อมและดีกว่า เหมาะสำหรับการนำมาดริป เนื่องจากการดริปจะได้รสชาติกาแฟที่อ่อน หอม นุ่ม กว่าการสกัดกาแฟจากเครื่องชงแบบ Espresso และจะได้กาแฟออกมาในรูปของ Long shot หรือ Americano แต่หากต้องการนำไปปรุงในเมนู แนะนำให้ผสมกับพันธุ์โรบัสตา (Robusta) ที่ระดับการคั่วกลาง-เข้ม ในสัดส่วน 80/20 หรือเพิ่มระดับการคั่วบดให้ละเอียดมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มรสชาติความเข้มข้นจากน้ำกาแฟที่สกัดจากการกรองแบบดริป ที่นำไปปรุงแต่งด้วยนมข้นและนมสดแล้วยังคงความเข้มข้นของกาแฟไว้ได้
  2. ความละเอียดในการบด : เป็นหัวใจสำคัญของการชงกาแฟเช่นกัน หากเป็นการชงด้วยเครื่อง Espresso จะต้องมีการอัดบดด้วย Tamper ให้แน่นก่อนอัดเข้าหัวชง หากบดละเอียดมากน้ำจะไหลผ่านได้ยาก ทำให้รสชาติกาแฟที่ได้มีความขมเข้ม หากหยาบเกินไปก็จะทำให้น้ำไหลผ่านได้อย่างรวดเร็ว รสชาติกาแฟที่ได้ก็จะจืดชืด จึงต้องปรับแต่งให้พอดี โดยอาศัยความชำนาญเฉพาะตัว ซึ่งในการดริปกาแฟ อาจต้องบดให้หยาบกว่าการใช้เครื่องชง Espresso เล็กน้อย เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้ง่ายในระยะเวลาการรอคอยที่ไม่นานจนเกินไป หรือถ้าใครมีเวลาที่จะสามารถรอคอยได้นานก็ใช้วิธีบดละเอียดเพิ่มรสเข้มได้เช่นกัน

    โดยสามารถประเมินความละเอียดของการบดได้จากความเร็วในการไหลผ่านของน้ำและการสัมผัส หากจับดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกรวดทรายแสดงว่าอยู่ในระดับ “หยาบ” หากจับแล้วคล้ายเม็ดทรายธรรมดาทั่วไปเท่ากับระดับ “ปานกลาง” หากจับแล้วมีลักษณะป่นแต่เนื้อยั้งไม่ละเอียดถึงแป้งให้ความรู้สึกเหมือนน้ำตาลทรายขาวแสดงว่าอยู่ในระดับ “ละเอียด” และถ้าจับแล้วมีลักษณะเกือบเนียนเท่าเนื้อแป้งแสดงว่า “ละเอียดมาก” แต่การดริปแบบแมนนวลควรปรับการบดให้อยู่ระหว่างกึ่งหยาบและละเอียดจะให้รสชาติดีกว่า

  1. น้ำ: น้ำที่นำมาดริปจะต้องมีความร้อนจัดในอุณหภูมิการเดือดปกติ และต้องมีปริมาณที่มากกว่าปริมาณของกาแฟ 15 เท่า จึงจะได้การดริปที่ให้รสชาติดี
  2. ใช้สูตร 4:6: Method ของTetsuKasuya : World Brewers Cup ปี 2016 ไปประยุกต์ใช้รับรองอร่อยทุกแก้ว โดยมีหลักการอยู่ที่การแบ่งน้ำออกเป็น 40% และ 60% จากปริมาณน้ำที่มากกว่ากาแฟ 15 เท่า

วิธีการดริป แบบ 4:6 Method

– เลข 4 หมายถึง น้ำร้อน 40% ซึ่งน้ำร้อนส่วนนี้จะแบ่งริน 2 ครั้ง ผ่านเทคนิคการรินให้น้ำไหลเร็ว และคงความเร็วให้เท่าๆ กันทั้ง 2 ครั้ง โดยต้องให้ความร้อนโดนกาแฟอย่างทั่วถึง

– รินน้ำร้อนครั้งแรกหมดแล้วให้หยุดพัก รอให้น้ำร้อนไหลลงจนจะหมดก่อน จึงค่อยๆ รินส่วนที่ 2

– เลข 6 หมายถึง น้ำร้อน 60% ที่แบ่งไว้ปรับระดับความเข้มข้นของน้ำกาแฟที่ผ่านการกรองจากน้ำ 40% ในส่วนแรก โดยจะใช้น้ำส่วน 60% นี้มาเจือจางน้ำกาแฟที่กรองได้ เพื่อให้ได้ความเข้มข้นของรสชาติกาแฟตามต้องการ หากไม่รู้ว่าจะต้องใส่น้ำในส่วนนี้ลงผสมได้แค่ไหน ให้ใช้วิธีแบ่งน้ำส่วน 60% นี้ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน แล้วเทลงไปทีละส่วน จากนั้นชิมหารสชาติความเข้มข้นที่ต้องการ หากยังเข้มไปให้เทน้ำส่วนที่เหลือลงไปผสมจนได้ในระดับที่ตัวเองชื่นชอบ ก็เป็นอันจบวิธี How to Drip สุดอร่อยฟินกินใจเหมือนมีบาริสตามือโปรมาทำให้ถึงบ้าน

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.tokyu-hands.co.jp/

คลิกอ่านเพิ่มเติม


Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ
คลิก หรือสายด่วน1333

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป